แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 13 ม้าศึกระดับพิเศษ เหย่ากู่!
เหล่าโจวเดินนำฉินจ้านเย่กับหลี่หมู่เข้ามาในคอกม้า
ม้าศึกที่ยืนเรียงรายอยู่สองข้างทางล้วนดูสง่างามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
บางตัวมีเขาสองเขา บางตัวมีกระดูกปูดโปนที่ไหล่ บางตัวปากแหลมเหมือนจะงอยปากเหยี่ยว บางตัวก็มีกรงเล็บแหลมคมงอกออกมาจากกีบเท้า
“ม้าศึกพวกนี้ เกิดจากการนำยีนของมอนสเตอร์ชนิดต่าง ๆ มาผสมข้ามสายพันธุ์กันทั้งนั้น”
“เท่าที่มนุษย์ค้นพบและเพาะพันธุ์ได้ดีที่สุดในตอนนี้ มีอยู่สี่สายพันธุ์หลัก”
“ได้แก่ ลู่เหย่า, กู๋หยา, อิงจ่าน, และกุยโซ่ว”
“แต่ละสายพันธุ์ก็จะมีจุดเด่นต่างกันไป ลู่เหย่าเด่นเรื่องความอึด กู๋หยาเด่นเรื่องความถึกทน อิงจ่านเด่นเรื่องความเร็วทะลุพิกัด และกุยโซ่วเด่นเรื่องสกิลเสริมพลังในการต่อสู้…”
ถึงปากเหล่าโจวจะเอาแต่เถียงกับฉินจ้านเย่
แต่ก็ยังอุตส่าห์อธิบายให้หลี่หมู่ฟังไปตลอดทาง
แถมยังแทรกเรื่องความยากลำบากในการเพาะพันธุ์ม้าพวกนี้เข้าไปด้วย
เดินมาไม่นาน เหล่าโจวก็นำทั้งสองคนมาถึงคอกม้าคอกหนึ่ง
คอกม้าที่นี่ทุกคอกจะมีคนเฝ้า หลี่หมู่ลองนับดู มีคอกที่มีคนเฝ้าอยู่ทั้งหมดเก้าคอก
จังหวะนั้นเอง มีคนเดินออกมาจากคอกม้าพอดี
“เดี๋ยวเพิ่งล็อก”
เหล่าโจวตะโกนบอก
“หืม?” ทันทีที่คนล็อกประตูหันมามอง เสียงม้าร้องแหลมบาดแก้วหูก็ดังทะลุออกมาจากคอกม้า
ตึง! ประตูคอกม้าถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง ยามที่ยืนอยู่หน้าประตูปลิวลอยไปไกลหลายเมตร
ม้าสีดำทมิฬพุ่งพรวดออกมา ชูสองขาหน้าขึ้นกู่ร้องคำราม
จากนั้นก็ควบตะบึงพุ่งทะยานออกไปยังลานกว้างทันที!
ยามหลายคนตะโกนลั่น “เวรเอ๊ย! หลุดไปอีกแล้ว! ตามจับเร็วเข้า!!”
ยามสี่ห้าคนรีบวิ่งไล่ตาม แต่วิ่งให้ตายก็ไม่มีทางตามความเร็วของม้าศึกทัน
“เฮ้ย! เหล่าโจว นี่น่ะเหรอม้าดีที่แกโม้เอาไว้?”
ฉินจ้านเย่ทำหน้าเซ็ง
แต่เหล่าโจวกลับเชิดหน้าขึ้น
“ท่านผู้บัญชาการฉิน ท่านตาถั่วไปตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย? นี่มันม้าศึกระดับพิเศษชั้นยอดเลยนะโว้ย!”
“เพิ่งจะอายุสองขวบครึ่ง กำลังห้าวเป้งสุด ๆ ไปเลยแหละ!”
“เออ ฉันก็พอดูออกหรอกว่าเป็นระดับพิเศษ แต่มันยังพยศอยู่เลยนี่หว่า!”
ฉินจ้านเย่ชี้ไปที่ม้าศึกสีดำที่กำลังวิ่งเตลิด
“จริง ๆ มันก็ฝึกเสร็จแล้วแหละ แต่มันดันเกิดกลายพันธุ์กะทันหัน ระดับก็เลยพุ่งพรวดจากระดับดีเป็นระดับพิเศษเลย!”
“ตอนแรกฉันก็ดีใจแทบตาย นึกว่าได้ม้าศึกระดับพิเศษที่อายุน้อยที่สุดในคอกมาครอบครองแล้ว”
“แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า พอมันกลายพันธุ์แล้ว มันจะพยศหนักกว่าเดิมจนฝึกไม่ได้เลยเนี่ย”
เหล่าโจวอธิบาย
ฉินจ้านเย่ได้ยินดังนั้นก็ไม่ยอมทันที “งั้นแกเปลี่ยนตัวใหม่ให้เลย… เฮ้ย!!”
ฉินจ้านเย่พูดยังไม่ทันจบ หลี่หมู่ก็พุ่งพรวดออกไปแล้ว!
วิ่งไล่ตามม้าศึกสีดำไปติด ๆ ทิ้งไว้เพียงเสียงตะโกนลั่น
“ม้าตัวนี้ผมเอา!”
ตอนที่หลี่หมู่อยู่บนโลกมนุษย์ เขาเคยดูหนังดูซีรีส์มาบ้าง
เห็นพวกขุนศึกเจออาวุธคู่ใจหรือม้าดี ๆ ทีไร เป็นต้องหลงใหลคลั่งไคล้ ยอมทิ้งเงินทองผู้หญิงสวย ๆ ไปได้หน้าตาเฉย
ตอนนั้นเขาก็ไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกหรอก
แต่พอมาเจอม้าตัวนี้เข้า ความรู้สึกอยากจะปราบพยศมันก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที!
ม้าตัวนี้ดำเมี่ยม ดำจนขึ้นเงา หลี่หมู่เห็นแล้วนึกถึงถ่านดำ ๆ ที่เอาไว้ขายเลยทีเดียว
ดำมืดประหนึ่งถ่าน ดำขลับราวกับสีนิล!
บนหัวมีเขาสองเขา ที่หัวไหล่มีกระดูกปูดโปนออกมา
แผงคอสีดำสนิทมีขนสีเงินแซมอยู่ประปราย
ดวงตาสีแดงฉานราวกับเปลวเพลิง
หลี่หมู่มีความรู้สึกอย่างแรงกล้าว่า
ม้าตัวนี้ เกิดมาเพื่อเป็นของเขา!
“เฮ้อ! หาเรื่องใส่ตัวแท้ ๆ!” ฉินจ้านเย่กัดฟันกรอด แล้วสับขาวิ่งตามไปอีกคน
ลานกว้างถึงจะกว้างแค่ไหนมันก็มีขอบเขต
ฉินจ้านเย่วิ่งเร็วพอ ๆ กับม้า ไม่นานก็ตามม้าสีดำตัวนั้นทัน
เขาคว้าหมับเข้าที่แผงคอของมัน แล้วทิ้งน้ำหนักตัวยันพื้นไว้สุดแรง
ม้าสีดำร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด แต่มันก็ยังไม่ยอมหยุดวิ่ง ลากฉินจ้านเย่ไถลไปกับพื้นจนเกิดเป็นรอยทางยาว
ความเร็วของมันลดฮวบลงอย่างเห็นได้ชัด
“ขึ้นมา!” ฉินจ้านเย่ตะโกนสั่ง
หลี่หมู่ที่วิ่งตามมาติด ๆ กระโจนขึ้นหลังม้าทันที
ม้าสีดำยิ่งพยศหนัก มันชูสองขาหน้าขึ้นฟ้า
แล้วสะบัดตัวอย่างแรง ดีดหลี่หมู่ปลิวตกลงมาหน้าตาเฉย
ทหารยามรอบ ๆ ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้
แต่หลี่หมู่ก็ลุกขึ้นมาปีนขึ้นหลังม้าใหม่ โดนดีดตกลงมา แล้วก็ปีนขึ้นไปใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ฉินจ้านเย่ที่คอยกดหัวม้าไว้ก็เหงื่อแตกพลั่ก
ส่วนหลี่หมู่คลุกฝุ่นจนมอมแมมไปทั้งตัว แต่เวลาที่เขาทรงตัวอยู่บนหลังม้าได้ก็ค่อย ๆ นานขึ้นเรื่อย ๆ
จนกระทั่งครั้งสุดท้าย ฉินจ้านเย่ยอมปล่อยมือจากแผงคอม้า
ม้าสีดำแผดเสียงร้องโหยหวนน่าขนลุก หลี่หมู่ฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ เขาคว้า ‘เสื้อคลุมยืดหด’ ออกมาคลุมหัวม้าไว้!
เสียงร้องของม้าสีดำหยุดชะงักลงทันที ร่างกายของมันค่อย ๆ สงบลง
เสียงหอบหายใจหนัก ๆ ของมันดังเป็นจังหวะ ดูท่าทางมันคงจะเหนื่อยเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน
หลี่หมู่ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ ค่อย ๆ เลิกเสื้อคลุมออก
ม้าสีดำขยับตัวนิดหน่อย แต่คราวนี้มันไม่ได้พยศแล้ว
“ที่มันสงบลง ไม่ใช่เพราะคลุมหัวหรอกนะ แต่เป็นเพราะพลังของเสื้อคลุมนั่นต่างหาก!”
ฉินจ้านเย่ที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ ตะโกนบอกด้วยความตื่นเต้น
เวลาฝึกม้า มือใหม่หลายคนมักจะชอบเอาผ้าไปคลุมหัวม้า เพราะคิดว่าจะช่วยให้ม้าสงบลงได้
แต่ในความเป็นจริง การคลุมหัวม้าไม่ได้ช่วยอะไรเลย
หลี่หมู่ก้มมองเสื้อคลุมในมือ ก็เห็นพลังงานแปลกประหลาดไหลเวียนอยู่บนเนื้อผ้า ดูเหมือนมันจะเชื่อมโยงกับม้าศึกตัวนี้ได้ด้วย
ไม่นึกเลยว่าเสื้อคลุมผืนนี้จะมีประโยชน์แบบนี้ด้วยแฮะ?
“ไป! ฮี้!”
หลี่หมู่ลองใช้ส้นเท้ากระทุ้งสีข้างม้าเบา ๆ ม้าสีดำก็ออกตัววิ่งเหยาะ ๆ ไปข้างหน้าทันที
รูปร่างสง่างาม ความเร็วเหนือชั้น
แม้แต่ฉินจ้านเย่ก็ยังมองตามตาไม่กะพริบ แอบคิดในใจว่าม้าตัวนี้ได้ลักษณะเด่นของทั้งลู่เหย่าและกู๋หยามาครบถ้วน
แถมความเร็วยังสูสีหรืออาจจะเร็วกว่าม้าตระกูลอิงจ่านด้วยซ้ำ
นี่มันม้ากลายพันธุ์สายพันธุ์ไหนกันเนี่ย?
หลี่หมู่ควบม้าเล่นอย่างเมามันอยู่เกือบสิบห้านาที ถึงแม้เขาจะเก็บเสื้อคลุมไปแล้ว ม้าตัวนี้ก็ดูเหมือนจะยอมรับเขาเป็นเจ้านายแล้วจริง ๆ
หลี่หมู่ควบม้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าฉินจ้านเย่
สภาพมอมแมมคลุกฝุ่น ผมเผ้าชี้ฟูเหมือนซูเปอร์ไซย่า แต่ใบหน้ากลับเปื้อนยิ้มกว้างจนปากจะฉีกถึงหู
“คิดชื่อไว้แล้วใช่ไหมล่ะ?”
ฉินจ้านเย่ถามยิ้ม ๆ
“ชื่อ เหย่ากู่!” หลี่หมู่ตบแผงคอม้าเบา ๆ เขาคิดไว้แล้วจริง ๆ
ฉินจ้านเย่พยักหน้ายิ้ม ๆ
แม้เหล่าโจวจะเสียดายจนแทบขาดใจ แต่ก็ต้องจำยอมส่งป้ายม้าให้หลี่หมู่
พลางกำชับนักกำชับหนาว่าให้ฉินจ้านเย่กับหลี่หมู่ช่วยพูดเชียร์ศูนย์เพาะพันธุ์ม้าของเขาให้ด้วย
ฉินจ้านเย่คุยกับเหล่าโจวต่ออีกพักใหญ่ ก็พาหลี่หมู่เดินออกจากคอกม้า
ขากลับ ทั้งสองคนขี่ม้าตีคู่กันมาแบบชิล ๆ ถือโอกาสให้ม้าของหลี่หมู่ได้ปรับตัวกับสภาพแวดล้อมข้างนอกคอกไปด้วยเลย
และภาพนี้ก็บังเอิญไปเตะตาสองสาวเข้าอย่างจัง
สองสาวที่ว่าก็คือ หลี่เสี่ยวหง กับ หลี่หลาน
หลี่หลานเป็นลูกพี่ลูกน้องของหลี่หมู่ สนิทกับหลี่เสี่ยวหงมาก
ตั้งแต่เข้ามาในแดนเหววันนี้ พอเห็นทหารขี่ม้าศึก พวกเธอก็อยากได้บ้างจนตัวสั่น
พอถึงเวลาพักเที่ยง ทั้งสองคนก็ไปสืบจนรู้ว่าคอกม้าของกองทัพอยู่ที่ไหน
กะว่าด้วยอิทธิพลของตระกูลหลี่ในตอนนี้ จ่ายเงินฟาดหัวสักหน่อย ก็คงซื้อหยิบยืมม้าศึกของกองทัพมาขี่เล่นได้สบาย ๆ
แต่ใครจะไปคิดว่าพอเดินมาถึงหน้าคอกม้า ก็เห็นหลี่หมู่กับฉินจ้านเย่กำลังขี่ม้าหัวเราะร่วนกันออกมาพอดี
ยศบนบ่าของฉินจ้านเย่ สองสาวรู้จักดี
ทั้งคู่ขมวดคิ้วมุ่นทันที
“ทำไมไอ้ลูกเมียน้อยนั่นถึงไปหัวเราะร่าอยู่กับผู้บัญชาการพยัคฆ์ได้ล่ะ?”
“แถมยังได้ขี่ม้าศึกสวย ๆ ซะด้วย!” หลี่เสี่ยวหงพูดด้วยความแค้นใจ
นางยังไม่ลืมรอยแค้นที่โดนหลี่หมู่ตบหน้าหรอกนะ!
ตอนนี้ฟันในปากก็ยังหลออยู่ซี่นึง
กล้าลงไม้ลงมือกับนาง นางไม่มีทางปล่อยหลี่หมู่ไว้แน่ ต้องหาคนไปกระทืบมันให้จมดิน
แต่เมื่อวานนางมัวแต่ปลอบซุนหลง วันนี้ก็ต้องมาเข้าค่ายฝึก
ก็เลยยังไม่มีเวลาจัดการ
หลี่หลานส่ายหน้า นางเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
แล้วก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ เลยตั้งข้อสังเกต
“หรือว่า… จะเกี่ยวกับพ่อมัน? พ่อมันเคยสู้ในแดนเหวสร้างผลงานให้ตระกูลไว้เยอะนี่”
“บางทีอาจจะรู้จักกับทหารในกองทัพจิ้นหยวน ผู้บัญชาการคนนั้นก็เลยดูแลหลี่หมู่เป็นพิเศษล่ะมั้ง?”
หลี่เสี่ยวหงพยักหน้าเห็นด้วย
“ต้องใช่แน่ ๆ! ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ยอมแหกกฎขายม้าให้มันหรอก”
“แต่ไอ้หมาบ้าอย่างมัน ไปเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะ? เท่าที่ฉันรู้ มันจนจะตายชัก!”
หลี่หลานโบกมือปัด มองไปที่ทางเข้าคอกม้า
“ช่างมันเถอะ เดี๋ยวค่อยโทรไปรายงานที่บ้านทีหลัง”
“เข้าไปเลือกม้ากันก่อนเถอะ!”
“อืม!”
หลี่เสี่ยวหงยิ้มเยาะ พูดด้วยน้ำเสียงหยิ่งยโส
“ดูท่าพวกเราจะคิดมากไปเอง ขนาดไอ้กระจอกอย่างหลี่หมู่ยังซื้อได้เลย”
“แค่พวกเราบอกชื่อไป พวกเขาก็คงแทบจะประเคนม้าให้คนละตัวฟรี ๆ แล้วมั้ง”
พูดจบทั้งคู่ก็เดินเชิดหน้าตรงไปที่ทางเข้าคอกม้าทันที
แต่ยังไม่ทันได้เฉียดเข้าไปใกล้ ก็โดนทหารยามสองคนใช้ดาบขวางไว้ซะก่อน
“หยุด!”
ทหารยามยืนอกผายไหล่ผึ่ง ยกดาบขึ้นขวางหน้า
“คอกม้าของกองทัพ นักเรียนห้ามเข้า!”
หลี่เสี่ยวหงฉีกยิ้มหวาน พูดด้วยความมั่นใจเต็มร้อย
“เขตตะวันออก ตระกูลหลี่”