แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 14 ตระกูลหลี่ผู้เพ้อฝัน
ทหารยามขมวดคิ้วมุ่น มองพวกเธออย่างไม่เข้าใจ
จู่ ๆ มาพูดชื่อบ้านตัวเองทำไม?
เขายังคงตั้งท่าระวังภัยเตรียมพร้อม
ทหารยามก็แบบนี้แหละ ถ้าคุณพูดดีกับเขา เขาก็จะดีตอบ
แต่ถ้าใครคิดจะใช้อำนาจบาตรใหญ่มาข่มล่ะก็…
พวกเขาไม่กินเส้นด้วยหรอก!
หลี่เสี่ยวหงกับหลี่หลานก็ขมวดคิ้วเหมือนกัน
“ฟังไม่รู้เรื่องรึไง?”
“พวกเราคือคนของตระกูลหลี่แห่งเขตตะวันออก! เราจะมาเลือกม้าสองตัว!”
พอเห็นท่าทีจองหองของพวกเธอ น้ำเสียงของทหารยามก็เย็นเยียบลงทันที
“ม้าศึกของกองทัพ ไม่ขายให้คนนอก! แลกได้ด้วยแต้มสมทบและแต้มผลงานเท่านั้น!”
หลี่เสี่ยวหงปรี๊ดแตกทันที
นอกจากจะไม่ให้ฟรีแล้ว ยังไม่ให้ใช้เงินซื้ออีกเหรอ?
“น้องชายฉันมีพรสวรรค์ระดับ S นะ! หลี่เสี่ยวหาวไง! ตระกูลหลี่แห่งเขตตะวันออก แกไม่เคยได้ยินชื่อเหรอ?”
ทหารยามตอบกลับเสียงเย็นชา
“เคยสิ ตระกูลที่ไปแย่งพรสวรรค์ระดับ S ของคนอื่นมาไงล่ะ!”
ฉินจ้านเย่เป็นพวกบ้าการต่อสู้ เลยไม่ค่อยสนใจข่าวสารบ้านเมืองเท่าไหร่
แต่พวกทหารยามพวกนี้ก็ยังใช้ชีวิตอยู่ในสังคม ย่อมต้องเคยได้ยินวีรกรรมของตระกูลหลี่กันมาบ้าง
เมื่อกี้ตอนที่เห็นฉินจ้านเย่มากับหลี่หมู่ พวกเขาก็ยังแอบนึกถึงเรื่องนี้อยู่เลย
หลี่เสี่ยวหงโกรธจนควันออกหู
ไอ้ยามนี่รู้จักพวกเธอ แต่ยังกล้าพูดจาแบบนี้!
นี่มันไม่เห็นตระกูลหลี่อยู่ในสายตาเลยนี่หว่า!
เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?
หรือว่าอิทธิพลของตระกูลหลี่ยังแผ่มาไม่ถึงกองทัพทหาร?
ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาซะเลย
นางชี้ไปทางที่หลี่หมู่เพิ่งเดินจากไปด้วยความโมโหสุดขีด
“ไอ้ขยะชั้นต่ำอย่างหลี่หมู่ยังซื้อได้ แล้วทำไมพวกเราจะซื้อไม่ได้!”
ทหารยามแค่นหัวเราะ
“ขอโทษด้วยนะ ม้าของหลี่หมู่ไม่ได้ซื้อ แต่กองทัพแจกให้ฟรีต่างหาก!”
“ใช้สิทธิ์อะไรมาแจก!” คราวนี้หลี่หลานก็ทนไม่ไหว ตะโกนถามเสียงหลง
“เรื่องนั้นฉันไม่จำเป็นต้องอธิบายให้พวกเธอฟัง”
“ฉันจะเตือนเป็นครั้งสุดท้าย ถอยออกไปซะ!”
ทหารยามตวาดเสียงแข็ง ทหารอีกสองคนก็ขยับเข้ามาสมทบ
ทหารทั้งสามจ้องเขม็ง รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน
หลี่เสี่ยวหงกับหลี่หลานได้แต่กัดฟันกรอด ยอมถอยออกมาอย่างไม่สบอารมณ์
ทหารยามหมุนตัวกลับไปยืนประจำการ สายตามองตรงไปข้างหน้า
อันที่จริงตามปกติแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องมาต่อล้อต่อเถียงกับพวกเธอให้เสียเวลา
แต่สองคนนี้ดันโง่เองที่เอาแต่เบ่งชื่อตระกูลหลี่
ไปปล้นพรสวรรค์ของหลี่หมู่มาแท้ ๆ แล้วยังมีหน้ามาด่าเขาว่าขยะชั้นต่ำอีก ฟังแล้วมันน่าหมั่นไส้จริง ๆ
เขาถึงได้แถมประโยคแทงใจดำตอกกลับไปให้ในตอนท้าย
เดินออกมาจากคอกม้า
หลี่เสี่ยวหงกับหลี่หลานกัดฟันกรอดด้วยความแค้นใจ
“เวรเอ๊ย ทำไมวะ?”
“ไอ้ขยะชั้นต่ำนั่นกลับได้ม้าศึกจากกองทัพ”
“ทีฉันแค่อยากได้ม้าศึกมาขี่อวดบารมีบ้าง มันจะยากอะไรนักหนา?”
หลี่เสี่ยวหงกำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจ
ส่วนหลี่หลานก็ควักโทรศัพท์ออกมา
“เรื่องนี้ต้องรายงานให้ท่านย่ารู้!”
“ใช่ โทรเลย!”
ข้อมูลจากสองสาวถูกส่งตรงถึงตระกูลหลี่ ในตอนที่ตระกูลหลี่กำลังประชุมครอบครัวกันอยู่พอดี
แม่เฒ่าหม่านั่งเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงหัวโต๊ะ
ทุกคนในครอบครัวกำลังช่วยกันคัดกรองรายชื่อแขกเหรื่อจากทั้งแวดวงธุรกิจและการเมืองที่แห่กันมาขอร่วมงานด้วยในช่วงนี้
แต่ก็มีเรื่องหนึ่งที่ทำให้พวกเขาแอบหงุดหงิด
ถึงจะมีคนมาขอพบเยอะแยะ แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่พวกปลาซิวปลาสร้อย
ระดับบิ๊กเบิ้มจริง ๆ ยังไม่มีใครแสดงท่าทีอยากจะร่วมธุรกิจด้วยเลย
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ตระกูลหลี่คงเจาะตลาดได้ยาก
“แม่ครับ จากที่ยัยหลานเล่ามาเมื่อกี้ ดูเหมือนหลี่หมู่จะสนิทกับนายทหารระดับสูงในกองทัพจิ้นหยวนนะ”
ลุงใหญ่วางสายโทรศัพท์ลง เขาเปิดลำโพงให้ทุกคนได้ยินกันถ้วนหน้า
“มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเป็นเส้นสายของเจ้าสามแต่ก่อน”
อาเจ๊กพยักหน้าเห็นด้วย
“ตอนที่เจ้าสามยังมีชีวิตอยู่ ก็ถือว่ามีชื่อเสียงพอตัว แถมยังสนิทกับพวกกองทัพจิ้นหยวนซะด้วย”
“อาจจะเป็นเพื่อนเก่าของเขาก็ได้ พอรู้ว่าหลี่หมู่เป็นลูกเจ้าสาม”
“ก็เลยให้การดูแลเป็นพิเศษ!”
อาซ้อรองแค่นหัวเราะเยาะ
“เหอะ ไอ้หลี่หมู่ ช่วงสองสามวันมานี้ทำตัวเป็นตัวตลกกระโดดเหยง ๆ ไปมา”
“ที่แท้ก็แค่เกาะใบบุญเส้นสายเก่า ๆ”
“แล้วตั้งใจมาโชว์พาวต่อหน้าเสี่ยวหงกับเสี่ยวหลาน ก็แค่อยากจะเรียกร้องความสนใจจากพวกเรานั่นแหละ!”
“คงจะหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าเราจะเรียกกลับตระกูลล่ะสิ”
“แต่รอให้เสี่ยวหาวของพวกเราฉายแววในศึกแรกที่แดนเหวคราวนี้ก่อนเถอะ”
“ถึงตอนนั้น ชื่อเสียงของตระกูลเราจะดังกระฉ่อนกว่าหลี่หมู่ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า”
“อยากจะกลับตระกูลเรอะ ฝันไปเถอะไอ้สวะ!”
ทุกคนหันไปมองแม่เฒ่าหม่า ผู้เป็นประมุขของตระกูล
แม่เฒ่าหม่านิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ตอนนี้ ธุรกิจของเรากำลังไปได้สวย แต่เรื่องการเมืองดูเหมือนจะยังไม่ค่อยคืบหน้าเท่าไหร่”
“หลายคนยังรอดูท่าที รอผลงานของเสี่ยวหาวในศึกแรกที่แดนเหวอยู่”
“ถ้าเราสามารถดึงเส้นสายจากพวกทหารในกองทัพมาได้…”
“เราก็อาจจะใช้เส้นสายพวกนั้น ยัดเงินใต้โต๊ะในศึกแรกที่แดนเหว เพื่อดันให้เสี่ยวหาวคว้าแชมป์มาครองได้อย่างไร้ที่ติ”
“ฉันว่านะ ลองเรียกหลี่หมู่กลับมาก่อนก็ไม่เสียหาย”
“ถือซะว่าใช้มันเป็นสะพานเชื่อมไปหากองทัพ”
พอแม่เฒ่าหม่าพูดจบ อาซ้อรองก็เต้นผางทันที
“แม่คะ! จะทำแบบนั้นได้ยังไง! ตอนที่เราไล่มันออกไป เราตัดหางปล่อยวัดมันไปแล้วนะคะ!”
“จะยอมให้มันกลับมาง่าย ๆ แบบนี้ ฉันไม่ยอมเด็ดขาด!”
“อีกอย่าง เสี่ยวหาวของพวกเรามีพรสวรรค์ระดับ S! ไม่เห็นต้องใช้เส้นสายอะไรเลย”
“เดี๋ยวพอเสี่ยวหาวคว้าแชมป์มาได้ พวกทหารก็ต้องวิ่งเข้าหาเราเองแหละ!”
“ไม่เห็นจำเป็นต้องง้อไอ้หลี่หมู่เลย!”
อาเจ็กรีบขยิบตาห้ามภรรยา “พอได้แล้วน่า เรื่องนี้ไม่ต้องมาเถียงกันหรอก ฟังที่แม่พูดเถอะ!”
เขาย่อมเข้าใจความกังวลของภรรยาดี
ตอนนี้ตระกูลหลี่กำลังจะเจริญรุ่งเรือง
ถ้าให้สองแม่ลูกหลี่หมู่กลับมา ก็เท่ากับว่าต้องแบ่งผลประโยชน์ให้พวกมันด้วยน่ะสิ
แม่เฒ่าหม่าถอนหายใจยาว
“เอาล่ะ ๆ! ฉันเข้าใจความกังวลของพวกแก ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันแค่จะบอกให้หลี่หมู่กลับมาอยู่ในตระกูลชั่วคราวเท่านั้น”
“ฉันยังไม่ได้บอกสักคำว่าจะเอามันกลับเข้าผังตระกูล!”
“มันไม่มีสิทธิ์มาแบ่งสมบัติของตระกูลหลี่หรอก”
“ไปบอกมันว่าเราจะขอดูพฤติกรรมมันสักปีนึงก่อน รับรองว่ามันต้องตั้งหน้าตั้งตาทำผลงานให้เราเห็นแน่”
แม่เฒ่าหม่าพูดด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ราวกับว่าหลี่หมู่เป็นแค่ลูกหมาตัวนึง แค่โยนเศษขนมปังให้ มันก็พร้อมจะกระดิกหางวิ่งเข้าหาแล้ว
ไม่เคยเผื่อใจไว้เลยว่า ‘หลี่หมู่จะปฏิเสธ’ เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นหรอก
อาซ้อรองกอดอก กลอกตามองบน “ถ้าแค่ชั่วคราวก็ค่อยยังชั่ว…”
“ถ้างั้นก็ตกลงตามนี้ โทรไปหาเสี่ยวหงกับเสี่ยวหลาน ให้สองคนนั้นไปจัดการ”
“แล้วฝากบอกพวกนางด้วยว่า อย่าไปทำรุนแรงกับหลี่หมู่มากนัก”
“ช่วงนี้พวกเรากำลังต้องการเส้นสายในกองทัพอยู่”
แม่เฒ่าหม่าลุกขึ้นยืน ไม่วายหันมากำชับทุกคนอีกรอบ
ทุกคนในตระกูลหลี่รับคำอย่างพร้อมเพรียงกัน
ภาพตัดมาที่โซนฝึกในแดนเหว
หลี่หมู่ขี่ม้ากลับมาถึงโซนฝึกของโรงเรียนเฮยสุ่ย
เหล่านักเรียนต่างก็ตื่นเต้นฮือฮากันใหญ่ รุมล้อมม้าศึกของหลี่หมู่ดูด้วยความแปลกตา
ส่วนเพื่อนที่สนิทกันก็รีบเข้ามาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง
เซียวหลิงถงถามด้วยความร้อนใจ
“หลี่หมู่ ทำไมนายถึงมอมแมมแบบนี้ล่ะ เป็นอะไรหรือเปล่า!”
“นั่นสิ ทหารไม่ได้ทำอะไรนายใช่ไหม?”
เมื่อเผชิญกับความห่วงใยของทุกคน หลี่หมู่ก็ส่ายหน้าปฏิเสธ
ที่เขาจงใจขี่ม้ากลับมา ก็เพื่อให้ทุกคนคลายกังวล จะได้รู้ว่าเขานอกจากจะไม่ถูกลงโทษแล้ว ยังได้รางวัลกลับมาอีกด้วย
จะได้ไม่ทำให้ภาพลักษณ์ของกองทัพจิ้นหยวนในสายตาของนักเรียนแย่ลงไป
นี่เป็นภารกิจเล็ก ๆ ที่ฉินจ้านเย่ฝากฝังให้เขาทำ
ครูฝึกใหม่ทั้งสามคนที่มาแทน รับผิดชอบหน้าที่ได้ดีมาก
เนื้อหาในการฝึก ก็มีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ
หลัก ๆ ก็คือการอธิบายถึงมอนสเตอร์ประเภทต่าง ๆ ที่มักจะพบเจอในศึกแรกที่แดนเหว วิธีการรับมือ การฝึกความแข็งแกร่งของร่างกาย การแบ่งกลุ่ม และการจำลองสถานการณ์การต่อสู้จริง
การฝึกช่วงบ่ายผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน กฎระเบียบไม่อนุญาตให้นักเรียนค้างคืนในแดนเหว
พรุ่งนี้ค่อยลงมาใหม่
ดังนั้น ประมาณหกโมงเย็น นักเรียนทุกคนก็ทยอยไปรวมตัวกันที่ลิฟต์ เพื่อกลับขึ้นสู่โลกเบื้องบน
จากนั้นก็แยกย้ายกันขึ้นรถไฟลอยฟ้ากลับโรงเรียนของตัวเอง
บนรถไฟขากลับ
เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเพื่อน ๆ ซักไซ้ หลี่หมู่เลยตัดสินใจนั่งขัดสมาธิทำสมาธิมันซะเลย
พอทุกคนเห็นหลี่หมู่นั่งสมาธิ ก็ไม่อยากกวน ได้แต่จับกลุ่มคุยกันเรื่องเสื้อคลุมกับม้าศึกของเขาแทน
สำหรับนักเรียนบ้านจน แค่หาอาวุธระดับพื้นฐานสักชิ้นยังยากเลย
ต่อให้เป็นเด็กบ้านฐานะปานกลาง ที่ยอมทุ่มหมดหน้าตักเพื่อศึกแรกที่แดนเหว
อย่างมากก็คงหาได้แค่อาวุธระดับสูงสักชิ้น
แต่หลี่หมู่กลับมีทั้งของวิเศษระดับดี แถมยังมีม้าศึกด้วย!
พวกเขายังไม่รู้ความจริงด้วยซ้ำ ว่าหลี่หมู่ยังมีอาวุธระดับดีอีกชิ้น แล้วก็วิชาระดับสูงอีกตั้งสองชุด
วิชานั้นล้ำค่ากว่าอาวุธหรือของวิเศษในระดับเดียวกันหลายเท่านัก
เพราะทรัพยากร พลังงาน และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่หาได้จากแดนเหว สามารถนำมาสร้างเป็นอาวุธและของวิเศษได้
แต่วิชานั้นต้องอาศัยการสืบทอด
ทุกวิชาล้วนเป็นหยาดเหงื่อแรงงานและแก่นแท้ของยอดฝีมือ
หลี่หมู่หยิบหินวิญญาณออกมาเกาะกุมไว้ในมือ แล้วเริ่มทำความเข้าใจวิชาสายป้องกัน ‘มังกรคำรามดับสูญ’ เป็นอันดับแรก
เมื่อทำความเข้าใจวิชาสำเร็จ
หลี่หมู่ก็แอบชื่นชมอยู่ในใจ
เคล็ดเซียนสวรรค์ไร้ระดับนี่มันโหดเกินไปแล้ว สามารถเพิ่มความเข้าใจลึกซึ้งเข้าไปถึง 50 ปีในทุกวิชา
สำหรับวิชากำลังภายในหรือวิชาระดับสูง อาจจะมีคนฝึกฝนถึง 50 ปีได้
แต่วิชาระดับต่ำอย่างหลิวหยุนสามสั่น คนส่วนใหญ่ฝึกแค่ไม่กี่ปีก็เปลี่ยนไปใช้วิชาอื่นแล้ว
ไม่มีใครหรอกที่จะทนฝึกวิชาพื้นฐานไปห้าหกสิบปี!
และต่อให้มีจริง ก็ไม่มีทางที่จะมีความเข้าใจลึกซึ้งเทียบเท่าเคล็ดเซียนสวรรค์ของหลี่หมู่ได้อย่างแน่นอน
พูดง่าย ๆ ก็คือ การที่หลี่หมู่ใช้เคล็ดเซียนสวรรค์ควบคู่ไปกับการฝึกวิชาอื่น
มันก็เหมือนเป็นการอัปเกรดระดับของวิชานั้น ๆ ไปในตัว
อย่าง ‘มังกรคำรามดับสูญ’ วิชานี้ จริง ๆ แล้วมันก็คือเวอร์ชันอัปเกรดของวิชา ‘ระฆังทองคุ้มกาย’ ระดับพื้นฐาน
วิชาระฆังทองคุ้มกายระดับพื้นฐาน ตอนเรียกใช้จะขยับตัวไม่ได้ แถมมีดีแค่ป้องกัน
แต่ ‘มังกรคำรามดับสูญ’ นี้น่ะสิ
สามารถเรียกใช้พลังปราณผ่านการแผดเสียงคำราม เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว
พลิกแพลงได้หลากหลายสุด ๆ
เกราะคุ้มกันนี้ไม่ได้แค่กันความเสียหายได้อย่างเดียว แต่ในช่วงท้าย ถ้ารีดเร้นพลังปราณอัดเข้าไปเต็มเหนี่ยว มันจะระเบิดออกได้ด้วย!
เสียงระเบิดดังกึกก้องประดุจมังกรคำราม แรงระเบิดสามารถสะท้อนการโจมตีกลับไปหาศัตรูได้ เรียกว่าเป็นวิชาที่รุกรับครบเครื่อง
แต่ถึงวิชานี้จะดีที่มีลูกเล่นหลากหลาย
ถ้าว่ากันเรื่องพลังป้องกันเพียว ๆ มันก็ไม่ได้เหนือกว่าระฆังทองคุ้มกายหรอก แถมระยะป้องกันก็ยังแคบกว่าอีกต่างหาก
ที่สำคัญ ตอนระเบิดในช่วงท้ายเนี่ย กินพลังปราณโคตรเยอะ
แต่หลังจากที่หลี่หมู่ได้ความเข้าใจลึกซึ้งเพิ่มมา 50 ปี เขาสามารถควบคุมให้เกราะคุ้มกันดูดซับความเสียหายจากการโจมตีได้
เอาพลังงานจากภายนอกมาเติมเต็มให้ตัวเอง แล้วค่อยให้ระเบิดออกในช่วงท้าย
วิธีนี้ช่วยลดการใช้พลังปราณลงไปได้ถึง 80% แถมแรงสะท้อนกลับก็ยังรุนแรงกว่าเดิมอีก
และที่เด็ดสุด ๆ ก็คือ หลี่หมู่รู้สึกว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องแผดเสียงคำรามเพื่อเรียกพลังปราณเลย
ขอแค่อยู่ในโหมดต่อสู้ แล้วมีพลังปราณไหลเวียนไปทั่วร่าง เขาก็สามารถเสกเกราะขึ้นมาได้พริบตาเดียว
นี่แหละคือความสยองของเคล็ดเซียนสวรรค์!
จากนั้น หลี่หมู่ก็หยิบหินวิญญาณก้อนที่สองขึ้นมา มันคือวิชาสายโจมตี ‘เพลงดาบตัดเหล็ก’ แล้วก็เริ่มทำความเข้าใจต่อทันที