แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 15 โรงเรียนเฮยสุ่ยรั้งนายไว้ไม่ได้หรอก
- Home
- แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก!
- บทที่ 15 โรงเรียนเฮยสุ่ยรั้งนายไว้ไม่ได้หรอก
‘เพลงดาบตัดเหล็ก’
สมกับเป็นวิชาระดับสูงจริง ๆ
พูดให้ถูก มันไม่ใช่ท่าโจมตีโดยตรง แต่เป็นเหมือนเทคนิคการดึงพลังปราณแบบติดตัวซะมากกว่า
เป็นวิธีเดินปราณแบบพิเศษ ที่ช่วยอัดฉีดพลังปราณจำนวนมหาศาลเข้าไปในอาวุธ เพื่อสร้างพลังทำลายล้างขั้นสุดยอด
สาเหตุที่มันถูกจัดให้อยู่ในระดับสูง
ก็เพราะมันสามารถบีบอัดและเพิ่มความเข้มข้นของพลังปราณได้โดยตรง
อารมณ์เหมือนการชาร์จพลังฟาด แต่เป็นการบีบอัดพลังปราณให้รุนแรงขึ้นโดยไม่สูญเปล่าเลยแม้แต่นิดเดียว
ข้อเสียอย่างเดียวของเพลงดาบตัดเหล็กก็คือ
หลังจากชาร์จพลังแล้ว ความเร็วในการโจมตีจะตกลง และระหว่างที่ชาร์จอยู่ก็จะไม่สามารถโจมตีได้
แรงน่ะแรงจริง
แต่ช้าก็คือช้าจริง ๆ
โอกาสฟาดโดนก็น้อยตามไปด้วย
ส่วนใหญ่คนใช้ดาบจะนิยมฝึกวิชานี้กัน แต่คนใช้ทวนกลับแทบไม่มีใครแล
ก็แน่ล่ะ คนใช้ทวนปกติก็โจมตีช้าอยู่แล้ว ขืนมาชาร์จพลังให้ช้าลงไปอีก มีหวังได้ยืนเป็นเป้านิ่งให้เขาอัดฟรี ๆ
แต่หลี่หมู่ไม่กลัวหรอก
เดี๋ยวในอนาคตเขาก็จะมีฤทธิ์มหาเทพ ‘วิชาตรึงร่าง’ แล้ว
ถึงตอนนั้น ก็แค่เสกให้มันแข็งเป็นหิน แล้วค่อยง้างฟาดก็ยังไม่สาย
แต่วิชาตรึงร่างต้องใช้แต้มพิชิตถึง 200 แต้มในการปลดล็อก
ตอนนี้หลี่หมู่มีอยู่แค่ 70 แต้มเท่านั้น
ทว่าด้วยการเสริมพลังจากเคล็ดเซียนสวรรค์ไร้ระดับ ทำให้หลี่หมู่มีความเข้าใจในเพลงดาบตัดเหล็กทะลุปรุโปร่งไปอีกขั้น
เขาสามารถอัดพลังปราณเข้าไปได้มากกว่าเดิม แถมยังเก็บประจุพลังไว้ได้นานขึ้น ทำให้เขาสามารถแอบชาร์จพลังเตรียมไว้ก่อนได้สบาย ๆ
พอได้จังหวะ ก็ฟาดเปรี้ยงแรกแบบเต็มสูบไปเลย!
และหลังจากที่ทำความเข้าใจเพลงดาบตัดเหล็กเสร็จ จู่ ๆ หลี่หมู่ก็รู้สึกว่าพลังงานในร่างกายมันเริ่มปะทุพลุ่งพล่านขึ้นมา
หลี่หมู่ตาโตเท่าไข่ห่าน
เคล็ดเซียนสวรรค์ไร้ระดับมันเดินพลังของมันเองเฉยเลย
สงสัยการทำความเข้าใจวิชาระดับสูงสองชุดติดกัน จะเป็นเหมือนปุ๋ยชั้นดีให้เคล็ดเซียนสวรรค์
บนเส้นชีพจรระดับหวงของหลี่หมู่
พลังงานมหาศาลขุมหนึ่งพุ่งทะยานเข้ากระแทกกำแพงคอขวดระหว่างขั้นหนึ่งกับขั้นสองอย่างจัง
ตู้ม!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวภายในร่างหลี่หมู่ ราวกับฟ้าผ่า จุดชีพจรขั้นสองบนเส้นระดับหวงสว่างวาบขึ้นมาทันที
ทะลุชั้นแล้ว!!
หลี่หมู่ดีใจสุดขีด
ตามมาด้วยการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของจุดตันเถียน มันขยายกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เส้นลมปราณก็แข็งแกร่งและยืดหยุ่นขึ้น
พลังงานที่พรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย กำลังปรับสภาพร่างกายของเขาอย่างบ้าคลั่ง!
สำหรับนักรบแล้ว วิชากำลังภายในคือตัวกำหนดทิศทางการฝึกฝน
บางวิชาเน้นเสริมสร้างร่างกาย บางวิชาเน้นเสริมพลังให้อาวุธและวิชาต่อสู้ บางวิชาเน้นธาตุ บางวิชาเน้นป้องกัน แตกต่างกันไป
หลี่หมู่พบว่าการเสริมสร้างร่างกายของเคล็ดเซียนสวรรค์นั้น ดีกว่าวิชาพื้นฐานทั่วไปก็จริง
แต่มันก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากมาย
นอกจากจะช่วยให้เข้าใจวิชาได้ลึกซึ้งขึ้น ขยายตันเถียนให้กว้างใหญ่ขึ้น และเสริมความแกร่งให้เส้นลมปราณแล้ว
ผลลัพธ์อย่างอื่นก็ถือว่าธรรมดามาก...
ดูท่าคงต้องรีบอัปเกรดระดับของวิชานี้ให้ไวที่สุด ต้องไปถึงขั้นไหนนะ ถึงจะเห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจจริง ๆ
หลังทะลุชั้น หลี่หมู่ก็อารมณ์ดีสุด ๆ
เขาเปิดดูหน้าระบบฤทธิ์มหาเทพ
ตอนนี้วิชาที่เขาสามารถปลดล็อกได้ มี ‘เนตรอัคคี’ ‘เคล็ดแหวกวารี’ และ ‘เคล็ดกันไฟ’
วิชาละ 50 แต้ม
ดูจากชื่อแล้ว สองอันหลังประโยชน์คงไม่เท่าอันแรกแหง ๆ
หลี่หมู่เลยตัดสินใจเปย์แต้มซื้อเนตรอัคคีทันที
แต่พอปลดล็อกเสร็จ หลี่หมู่ก็ถึงกับหน้าดำคร่ำเครียด
[เนตรอัคคี: เมื่อใช้งาน จะสามารถมองเห็นทิศทางการไหลเวียนของพลังปราณในเส้นลมปราณได้ กินพลังปราณสูงมาก]
หลี่หมู่: ???
นี่น่ะเหรอ เนตรอัคคี?
ไอ้ที่โดนเผาในเตาหลอมยาด้วยไฟบรรลัยกัลป์นั่นน่ะเหรอ?
นี่มัน ‘เนตรสีขาว’ ของตระกูลฮิวงะชัด ๆ!
โอ๊ยยย ระบบมหาเทพเซินเจิ้นเอ๊ยยย!
จากเนตรทองคำ สงสัยโดนลดสเปกเหลือแค่เนตรทองแดงแล้วมั้งเนี่ย!
แต่ดูเหมือนว่าเนตรอัคคีเองก็ต้องใช้แต้มพิชิตในการอัปเกรดเหมือนกัน
ข้างล่างมีสายทักษะแตกแขนงออกไปเหมือนสกิลทรีในเกม
ซึ่งไอ้ระบบสกิลทรีแบบนี้ วิชาแบกภูเขากับวิชาเทพศัสตราไม่มี
สองวิชานั้นใช้วิธีอัปเกรดเป็นตัวเลขตายตัว
วิชาเทพศัสตรา เพิ่มน้ำหนักทีละชั่ง
วิชาแบกภูเขา เพิ่มพลังทีละกระทิง
แต่เนตรอัคคีไม่มีตัวเลขบอก ก็เลยต้องใช้ระบบสกิลทรีแทน
หลี่หมู่ลองกดดูสกิลที่สามารถปลดล็อกได้
ก็มีพวก [ลดการใช้พลังปราณเล็กน้อย]
[มองเห็นจุดอ่อนการป้องกันของศัตรูลาง ๆ]
[เพิ่มความต้านทานต่อภาพลวงตาเล็กน้อย]
[เสริมความสามารถในการมองเห็นตอนกลางคืน]
แถมแต่ละสกิลก็ไม่มีอันไหนถูก ๆ เลย เริ่มต้นก็ปาไปหลายสิบแต้มแล้ว
ยิ่งสกิลลึก ๆ ยิ่งแพงหูฉี่
ตอนนี้หลี่หมู่เหลือแต้มพิชิตอยู่แค่ 20 แต้ม
เลยตัดสินใจเทให้วิชาเทพศัสตราไปจนหมด
[ใช้ 20 แต้มพิชิต อัปเกรด ‘วิชาเทพศัสตรา’ สำเร็จ]
[วิชาเทพศัสตรา: มอบน้ำหนักให้กับอาวุธ ปัจจุบันอยู่ที่ 70 ชั่ง]
หลี่หมู่พยักหน้าอย่างพอใจ
ก่อนหน้านี้ด้วยพละกำลังหนึ่งพยัคฆ์สามกระทิง เขาก็แกว่งอาวุธหนัก 70 ชั่งได้สบาย ๆ อยู่แล้ว
ตอนนี้เขาทะลุขึ้นขั้นสอง ร่างกายก็แกร่งขึ้นไปอีก
บวกกับพลังจากวิชาแบกภูเขา ให้แกว่งอาวุธหนักสักสองสามร้อยชั่งก็ยังชิล ๆ!
เสียดายที่แต้มพิชิตไม่พอ!
ถ้าอัปน้ำหนักให้ถึงสามร้อยชั่งได้ล่ะก็
ต่อให้ไม่ใช้พลังปราณ แค่ฟาดโดนตัวจัง ๆ
ก็คงช้ำในไปถึงทรวงแล้วมั้ง?
หลี่หมู่พ่นลมหายใจออกยาว ๆ แล้วลืมตาขึ้น
แต่เขากลับพบว่าเพื่อนร่วมชั้นทั้งตู้โดยสารกำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาตกตะลึง
เมื่อไม่กี่นาทีก่อน พลังงานในตัวหลี่หมู่ปะทุขึ้นกะทันหัน แสงสีขาวสว่างวาบจนแสบตา เหมือนจะทะลุออกไปนอกตู้รถไฟ
เห็นชัด ๆ เลยว่าเขาทะลุชั้นแล้ว
แค่นั่งรถไฟเล่น ๆ ก็ทะลุชั้นได้เนี่ยนะ?
แถมยังมาทะลุชั้นเอาดื้อ ๆ ก่อนศึกแรกที่แดนเหวจะเริ่มแค่สองวันเนี่ยนะ?
“คุณพระคุณเจ้าช่วยกล้วยทอด…”
เพื่อน ๆ ต่างพากันมองหน้าเลิ่กลั่ก แล้วกรูกันเข้ามาล้อมหลี่หมู่อีกครั้ง
หลี่หมู่ลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าแล้วพูดติดตลก
“นั่งลง ๆ ไม่ต้องถึงกับกราบไหว้หรอก แค่เอาของขวัญมาให้คนละชิ้นก็พอแล้ว”
ถึงจะเพิ่งรู้จักกันได้แค่วันเดียว แต่หลี่หมู่ก็สนิทกับทุกคนในห้องไปแล้ว
หยอกล้อกันได้อย่างเป็นกันเอง
“ลูกพี่ นี่นายจะเลื่อนระดับง่ายดายขนาดนี้เลยเหรอ?”
“ทำเอาฉันแอบคิดว่าฉันเองก็ทำได้เหมือนกันนะเนี่ย!” เซียวหลิงถงบ่นอุบ
“ก็ติดแหง็กมาตั้งนานแล้ว พอดีได้จังหวะเหมาะ ๆ ก็เลยทะลุขึ้นมาได้ไง” หลี่หมู่แถไปเรื่อย
“งั้นตอนนี้นาย… อยู่ขั้นสองแล้วเหรอ?”
นักเรียนหญิงคนหนึ่งถามด้วยความตกใจ
พอเห็นหลี่หมู่พยักหน้า สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนเป็นแปลก ๆ เหมือนพร้อมใจกันนึกอะไรขึ้นมาได้
“เป็นอะไรกันไปหมด?” หลี่หมู่ถามอย่างงุนงง
ทุกคนทำหน้าเศร้า ๆ แล้วหันไปมองประตูเชื่อมระหว่างตู้โดยสารทั้งซ้ายและขวา
ตรงนั้นไม่ได้มีแค่นักเรียนโรงเรียนเฮยสุ่ยที่มามุงดู แต่ยังมีนักเรียนจากโรงเรียนอื่นอีกอย่างน้อยสามโรงเรียน!
ตอนที่หลี่หมู่ทะลุชั้น แสงมันสว่างวาบขนาดนั้น คนพวกนี้ก็ต้องเห็นกันหมดอยู่แล้ว
เซียวหลิงถงถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ดีใจด้วยนะหลี่หมู่ แต่ถ้ามีโรงเรียนอื่นมาทาบทามนายล่ะก็ อย่าลืมโก่งราคาเรียกผลประโยชน์ให้ตัวเองเยอะ ๆ ล่ะ”
พูดจบ เพื่อน ๆ ทุกคนก็พากันเดินกลับไปนั่งที่ของตัวเองอย่างเงียบ ๆ
ถึงตอนนี้หลี่หมู่ถึงได้เข้าใจความหมายของเพื่อน ๆ
ศึกแรกที่แดนเหวใกล้เข้ามาแล้ว นักเรียนม.6 ที่สามารถทะลุขึ้นขั้นสองได้ จะเป็นกำลังสำคัญในการชิงอันดับ
ต้องเข้าใจนะว่า พวกอัจฉริยะพรสวรรค์ระดับ A หรือ B หลายคน ถ้าร่างกายตามไม่ทัน
ต่อให้ได้ยาหรือทรัพยากรบำรุงดีแค่ไหน พออยู่ ม.6 ก็เพิ่งจะอยู่แค่ขั้นหนึ่งเท่านั้นแหละ
ยิ่งโรงเรียนท้ายแถวอย่างเฮยสุ่ย นักเรียนระดับขั้นหนึ่งระดับสูงยังแทบจะนับหัวได้เลย
นับประสาอะไรกับระดับขั้นสอง
แต่มันไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นยินดีอะไรหรอก
เพราะพวกเขารู้ดีว่า โรงเรียนนี้ไม่มีปัญญารั้งตัวหลี่หมู่ไว้ได้แน่
ถ้ามีโรงเรียนอื่นมาทาบทาม พวกเขาก็พร้อมจะทุ่มทรัพยากรส่วนตัวให้หลี่หมู่อย่างไม่อั้น
ยิ่งโรงเรียนอันดับสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีอิทธิพลมากเท่านั้น แถมโอกาสสอบเข้ามหาลัยดี ๆ ก็สูงตามไปด้วย
ดังนั้น ภายในสองวันนี้ หลี่หมู่ต้องโดนโรงเรียนอื่นฉกตัวไปแน่นอน
หลี่หมู่ไม่ได้อธิบายอะไรให้ทุกคนฟัง
เพราะมันไม่จำเป็น
บรรยากาศในตู้โดยสารดำเนินต่อไปอย่างอึมครึม
ส่วนในตู้โดยสารอื่น ข่าวที่หลี่หมู่ทะลุขึ้นขั้นสองแพร่สะพัดไปทั่วแล้ว
ไม่นาน รถไฟก็แล่นมาถึงสถานี
หลี่หมู่เดินตามฝูงชนกลับเข้าโรงเรียนเฮยสุ่ย
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าประตูโรงเรียน หลี่หมู่ก็ได้กลิ่นอาหารหอมฉุยเตะจมูก
บนลานกว้างของโรงเรียน โต๊ะนักเรียนถูกนำมาเรียงต่อกันเป็นแนวยาวเหยียด
บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารละลานตา ทั้งผลไม้ ขนมหวาน หม้อไฟ เนื้อตุ๋น เครื่องดื่ม มีครบทุกอย่าง
รุ่นพี่ปีสองหลายคนกำลังช่วยกันจัดเตรียมสถานที่อย่างขะมักเขม้น
เซียวหลิงถงอธิบายให้หลี่หมู่ฟัง
“นี่คืองานเลี้ยงของโรงเรียนเราน่ะ จัดขึ้นเพื่อเลี้ยงต้อนรับเด็กใหม่ที่เพิ่งกลับจากค่ายฝึกโดยเฉพาะเลยนะ”
“ท่านผู้อำนวยการบอกว่า อยู่ในแดนเหวพวกเราคงกินไม่อิ่มนอนไม่หลับ พอกลับมาก็เลยต้องบำรุงกันชุดใหญ่”
“งานนี้จัดเลี้ยงต่อเนื่องกันตั้งสามวันเลยนะ”
“ถึงโรงเรียนเราจะมีทรัพยากรน้อย แต่บรรยากาศก็อบอุ่นเป็นกันเองมากเลยนะ”
จากคำพูดของเซียวหลิงถง ก็พอจะเดาได้ว่าเขาเองก็อยากให้หลี่หมู่เรียนที่นี่ต่อ
เพียงแต่เขาไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ เพราะรู้ดีว่าทุกคนมีสิทธิ์เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง เขาแค่พูดทิ้งท้ายไว้ให้คิด
แต่พอพูดจบ เซียวหลิงถงก็ยังอดถอนหายใจด้วยความเสียดายไม่ได้อยู่ดี