แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 16 คิดจะฉกตัวฉัน? แกไม่มีคุณสมบัติพอหรอก
- Home
- แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก!
- บทที่ 16 คิดจะฉกตัวฉัน? แกไม่มีคุณสมบัติพอหรอก
หลี่หมู่พยักหน้ารับ
โรงเรียนเฮยสุ่ยให้ความสำคัญกับสวัสดิการของนักเรียนได้ดีมากจริง ๆ
สำหรับโรงเรียนในโลกไฮวู เมื่อเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัยแล้ว จะแบ่งออกเป็นสองสายหลัก คือ สายบุ๋น และ สายบู๊
สายบุ๋น จะมีคณะวิชาการต่อสู้, คณะวิจัยมอนสเตอร์, คณะพันธุกรรม, คณะเภสัชกรรม, คณะช่างตีเหล็ก, คณะภูมิศาสตร์แดนเหว, คณะพัฒนาพลังงาน และอื่น ๆ
ส่วนสายบู๊ จะแบ่งตามพรสวรรค์และอาวุธที่ถนัด เช่น ดาบ, ทวน, กระบี่, กระบอง, ควบคุมอสูร, ขับหุ่นยนต์รบ, อาวุธพลังปราณ เป็นต้น
การแบ่งสายบุ๋นสายบู๊นี้จะชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ
มหาวิทยาลัยสายบุ๋นเริ่มมีผลงานวิจัยและวิชาการเป็นของตัวเอง กลายเป็นบุคลากรสำคัญที่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
ส่วนมหาวิทยาลัยสายบู๊ จะใช้เวลาส่วนใหญ่ทุ่มเทให้กับการต่อสู้ในแดนเหว
เกิดเป็นลูกผู้ชายทั้งที จะไม่จับดาบกวัดแกว่งไปทั่วหล้าได้อย่างไร
การที่มนุษย์สามารถมีชีวิตรอดหลังจากการปะทุของแดนเหวมาได้
ก็เพราะมียอดฝีมือรุ่นก่อนจำนวนนับไม่ถ้วนที่ยอมสละเลือดเนื้อต่อสู้ฟันฝ่ามาทั้งนั้น
กองทัพจิ้นหยวนถึงได้มีสถานะที่ยิ่งใหญ่อย่างในปัจจุบัน
การมีผลงานทางทหารที่โดดเด่น ควบคู่ไปกับพลังฝีมือที่สามารถบดขยี้ทุกสิ่งได้
ถึงจะเป็นผู้ที่มีอำนาจต่อรองสูงสุดในโลกไฮวูนี้!
และเพื่อเป็นการคัดแยกนักเรียนว่าเหมาะจะเรียนต่อมหาวิทยาลัยสายไหน
นักเรียนทุกคนจึงต้องเริ่มสัมผัสกับแดนเหวตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของ ม.6 หลังจากที่ปลุกพรสวรรค์แล้ว
พวกที่ปอดแหกไม่กล้าเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์ในแดนเหว พลังการต่อสู้อ่อนหัด ความเร็วในการฝึกช้าเป็นเต่าคลาน
ก็ควรรีบเบนเข็มไปเรียนสายบุ๋นแต่เนิ่น ๆ เพื่อจะได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยสายบุ๋นได้
ส่วนพวกยอดฝีมือตัวจริงที่ถูกคัดกรองมาแล้ว เป้าหมายย่อมต้องเป็นมหาวิทยาลัยสายบู๊อย่างแน่นอน
เพราะทรัพยากรในการเพาะบ่มของมหาวิทยาลัยสายบู๊นั้น มากกว่ามหาวิทยาลัยสายบุ๋นหลายเท่าตัว หรืออาจจะมากกว่าสิบเท่าด้วยซ้ำ…
แม้จะมีความเสี่ยงสูงปรี๊ด แต่ความสำเร็จในอนาคตของนักศึกษาสายบู๊ก็สูงตามไปด้วย
ทันทีที่นักเรียนก้าวเท้าเข้าสู่โรงเรียน
เสียงโห่ร้องยินดีก็ดังกระหึ่มขึ้น
ทุกคนต่างพากันวิ่งกรูกันกลับไปที่ห้องเรียนของตัวเอง
หลี่หมู่ยังไม่ค่อยคุ้นชินกับสถานที่ เลยได้แต่เดินตามเซียวหลิงถงไปเรื่อย ๆ
สิ่งที่หลี่หมู่คาดไม่ถึงก็คือ…
เรื่องที่เขาย้ายโรงเรียนมา ผู้อำนวยการโรงเรียนรู้เรื่องแล้ว
เหล่าหม่าหัวหน้าห้องทะเบียนกับจ้าวชิงซานวิ่งตามหลี่หมู่ไม่ทัน พอกลับมาถึงโรงเรียนก็เลยเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ผู้อำนวยการฟัง
ความจริงระดับผู้อำนวยการก็คงไม่ถึงกับต้องถ่อมาหาหลี่หมู่ด้วยตัวเองหรอก
แต่วันนี้ ท่านผู้อำนวยการ อิ๋นฉางหมิง บังเอิญกำลังยืนต้อนรับนักเรียนใหม่ที่เพิ่งกลับจากค่ายฝึกอยู่กับคณะผู้บริหารโรงเรียนพอดี
หลี่หมู่ก็เลยเดินสวนมาเจอกันอย่างจัง
เหล่าหม่าหัวหน้าห้องทะเบียนชี้มือไปที่เขาปุ๊บ!
“นั่นไง! ไอ้หนุ่มนั่นแหละหลี่หมู่!”
เหล่าหม่าจำหลี่หมู่ได้แม่นตั้งแต่อยู่ในฝูงชนแล้ว
หลี่หมู่เองก็เห็นอีกฝ่ายเหมือนกัน เขายิ้มแก้เก้อ แล้วเดินเข้าไปหาด้วยตัวเอง
ท่านผู้อำนวยการอิ๋นฉางหมิงเป็นชายวัยกลางคนท่าทางใจดี รูปร่างผอมบาง ไว้หนวดเคราเล็กน้อย
“ไอ้หนู แกทำฉันปวดหัวแทบแย่ ฉันก็นึกว่าแกเชิดของรางวัลต้อนรับหนีไปซะแล้ว!”
เหล่าหม่าชี้หน้าด่าหลี่หมู่ยิ้ม ๆ
“ท่านผู้บริหารทุกท่าน ผมต้องขอโทษจริง ๆ ครับ พอได้รับวิชาปุ๊บ ผมก็อดใจไม่ไหวรีบไปลองวิชาทันที”
“เลยยังไม่ได้มารายงานตัวเลย”
หลี่หมู่โค้งคำนับขอโทษทุกคนอย่างสุภาพ
เหล่าหม่าแนะนำตัวให้รู้จัก “ท่านนี้คือผู้อำนวยการอิ๋นฉางหมิง ของโรงเรียนเฮยสุ่ยของเรา ส่วนท่านนี้ก็คือครูประจำชั้นของเธอ จ้าวชิงซาน!”
หลี่หมู่ทำความเคารพอย่างนอบน้อมอีกครั้ง
อิ๋นฉางหมิงพยักหน้ายิ้ม ๆ แต่แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปเป็นประหลาดใจทันที
“เธออยู่ขั้นสองแล้วเหรอ?”
คำถามนี้ทำเอาคณะผู้บริหารโรงเรียนทุกคนรีบแผ่สัมผัสพลังปราณออกมาตรวจสอบทันที
และก็เป็นจริงดังคาด หลี่หมู่ทะลุขึ้นสู่ระดับหวงขั้นสองเรียบร้อยแล้ว
เซียวหลิงถงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ช่วยอธิบายเสริม
“เพิ่งทะลุชั้นเมื่อกี้นี้เองครับตอนนั่งรถไฟกลับ พวกเราเห็นกันเต็มสองตาเลย แน่นอนว่า… พวกนักเรียนจากโรงเรียนอื่นก็เห็นด้วยเหมือนกัน…”
พอเซียวหลิงถงพูดจบ ผู้บริหารทุกคนก็อึ้งไปตาม ๆ กัน
พวกเขารู้มาว่าหลี่หมู่มีพรสวรรค์แค่ระดับ F
แต่ตอนนี้กลับทะยานขึ้นสู่ขั้นสองได้ พรสวรรค์ระดับนี้มันหาตัวจับยากชัด ๆ!
พรสวรรค์จากการเกิด กับพรสวรรค์จากการฝึกฝน เป็นคนละเรื่องกัน
ความเข้าใจในวิชาการต่อสู้ การตีความหลักวิชากำลังภายใน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของพรสวรรค์จากการฝึกฝน
ส่วนพรสวรรค์จากการเกิด คือความสามารถพิเศษที่สวรรค์ประทานมาให้
ตามหลักการแล้ว พรสวรรค์จากการเกิดย่อมส่งผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่า
แต่ความน่ากลัวของพรสวรรค์จากการฝึกฝนก็คือ มันไม่มีขีดจำกัด และยากที่จะคาดเดา…
“ติดแหง็กอยู่ที่คอขวดขั้นหนึ่งมาตั้งนานแล้ว พอได้จังหวะก็เลยทะลุชั้นขึ้นมาได้น่ะครับ” หลี่หมู่ยังคงใช้ข้ออ้างเดิม
อิ๋นฉางหมิงพยักหน้ายิ้ม ๆ แล้วตบไหล่หลี่หมู่เบา ๆ
“ดี! วีรบุรุษมักจะอายุน้อยเสมอ!”
“ไปเถอะ เข้าไปกินหม้อไฟกันก่อน”
หลี่หมู่สัมผัสได้ชัดเจนเลยว่า
แม้ในแววตาของอิ๋นฉางหมิงจะเต็มไปด้วยความชื่นชม แต่มันก็แฝงไปด้วยความเสียดายลึก ๆ
ส่วนผู้บริหารคนอื่น ๆ ก็ไม่ได้ดูดีใจจนออกนอกหน้า
ไม่ต้องเดาก็รู้ เหตุผลก็คงเหมือนกับเพื่อนร่วมชั้นนั่นแหละ
ทุกคนต่างก็คิดว่าเขาไม่คู่ควรกับโรงเรียนเฮยสุ่ยหรอก และอีกไม่นานก็คงโดนฉกตัวไปแน่
ทุกคนก็คงอยากจะเอ่ยปากรั้งหลี่หมู่ไว้นั่นแหละ
แต่จะเอาอะไรไปรั้งล่ะ?
ไม่ว่าจะเรื่องทรัพยากร หรือสถานะ พวกเขาก็สู้โรงเรียนอื่นไม่ได้เลย
และก็เป็นไปตามคาด
หลี่หมู่กล่าวขอบคุณท่านผู้อำนวยการ กำลังจะเดินเข้าไปกินหม้อไฟในโรงเรียน
ก็มีเสียงหัวเราะแสบแก้วหูดังมาจากข้างหลังซะก่อน
“แหมม ท่านผู้อำนวยการอิ๋น ไม่เจอกันนานเลยนะ!”
ผู้มาเยือนเป็นชายร่างท้วม อ้วนลงพุง หัวเถิกเป็นไข่ดาวชโลมน้ำมันเยิ้ม เห็นแล้วชวนอ้วกสุด ๆ
หมอนี่คือหัวหน้าฝ่ายแนะแนวของโรงเรียนจินหัว
โรงเรียนจินหัว เป็นโรงเรียนที่อันดับสูงกว่าโรงเรียนวูตาวเถิงหลงซะอีก
ถือว่าเป็นโรงเรียนระดับ T1 เลยก็ว่าได้
เหนือกว่าโรงเรียนระดับ T4 หรือ T5 อย่างเฮยสุ่ยไปไกลลิบ
ไอ้อ้วนคนนี้ถึงจะเป็นแค่หัวหน้าฝ่ายแนะแนว แต่ทำตัวกร่างไม่ใช่เล่น
เดินส่ายอาด ๆ เข้ามาพร้อมกับลูกน้องอีกหลายคน
ผู้บริหารโรงเรียนเฮยสุ่ยทุกคนหน้าเสียทันที กลัวอะไรก็ได้อย่างนั้นจริง ๆ
“ซุนถง แกมาทำไมที่นี่?”
อิ๋นฉางหมิงขมวดคิ้วถามเสียงเครียด
ไอ้อ้วนเบ้ปาก แล้วหันไปมองหลี่หมู่
“ก็มาเพื่อช่วยเหลือเพชรเม็ดงามน่ะสิ!”
“สวัสดีหลี่หมู่ ฉันคือหัวหน้าฝ่ายแนะแนวของโรงเรียนจินหัว!”
“ได้ข่าวว่าเธอเพิ่งทะลุขึ้นสู่ระดับหวงขั้นสองมาหมาด ๆ”
“โรงเรียนจินหัว ยินดีต้อนรับเธอเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเรา”
“แค่เธอตกลงมาเรียนกับเรา เธอจะได้สถานะ ‘นักเรียนเกียรตินิยมระดับสอง’ ทันที”
ซุนถงพูดจบ
อิ๋นฉางหมิงก็หน้าดำทะมึน ตวาดเสียงแข็ง
“ซุนถง แกจะทำเกินไปแล้วนะ!”
“โรงเรียนเฮยสุ่ยของฉันอาจจะสู้โรงเรียนแกไม่ได้ แต่จะมาฉกตัวคนทั้งที มันก็ต้องมีมารยาทกันบ้างสิ!”
“นักเรียนเกียรตินิยมระดับสอง? นี่แกกะจะไม่ให้ทรัพยากรอะไรเขาเลยรึไง?”
“ถ้าจะมามุกนี้ล่ะก็ โรงเรียนเฮยสุ่ยยอมทุ่มหมดหน้าตักเพื่อสู้กับแกให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!”
เจออิ๋นฉางหมิงด่ากราด ซุนถงกลับหัวเราะร่วน
มันไม่ได้เห็นอิ๋นฉางหมิงอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย มันแค่นเสียงหัวเราะแล้วพูดว่า
“ทรัพยากรเหรอ? หึหึหึ โรงเรียนจินหัวของฉัน คือระดับท็อปของเขตตะวันออกเชียวนะ”
“แค่บารมีของสถานะ ‘นักเรียนเกียรตินิยมระดับสอง’ มันก็กินขาดทรัพยากรกิ๊กก๊อกพวกนั้นตั้งไม่รู้กี่เท่าแล้ว”
“แกจะเอาอะไรมาสู้ฉันฮะ? ใช้สิทธิ์อะไรมาสู้?”
“ถ้าในอนาคตหลี่หมู่ทำผลงานได้ดี ก็อาจจะได้รับทรัพยากรเพิ่มอีกต่างหาก”
“อีกอย่างนะ หลี่หมู่เพิ่งจะโดนแย่งพรสวรรค์ระดับ S แถมยังโดนเฉดหัวออกจากตระกูลหลี่อีก”
“นอกจากโรงเรียนจินหัวของฉันแล้ว ก็คงไม่มีโรงเรียนไหนอยากจะรับแกเข้าเรียนหรอก”
ซุนถงพูดด้วยน้ำเสียงหยิ่งผยองสุด ๆ
ความหมายก็คือ หลี่หมู่ยังไม่มีค่าพอให้มันต้องยอมควักทรัพยากรมาล่อใจหรอก
ถึงแกจะทะลุขึ้นขั้นสองได้ แต่ยังไงแกก็มีพรสวรรค์แค่ระดับ F
ที่อยากได้ตัวมา ก็แค่กะจะเอามาเป็นตัวชนเพิ่มอันดับให้โรงเรียนในศึกแรกที่แดนเหวเท่านั้นแหละ
จะให้ลงทุนทรัพยากรกับคนที่ไม่มีอนาคตอย่างแกน่ะเหรอ? ฝันไปเถอะ
พวกผู้บริหารของโรงเรียนเฮยสุ่ยถึงกับสะอึก เถียงไม่ออก ได้แต่กำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจ
เพราะไอ้อ้วนนี่มันพูดความจริง
แค่ชื่อ ‘นักเรียนเกียรตินิยมระดับสอง’ ของจินหัว มันก็ดูมีหน้ามีตากว่าตำแหน่งอัจฉริยะของโรงเรียนเฮยสุ่ยจริง ๆ นั่นแหละ
แค่บารมีที่ได้รับ ก็กินขาดทรัพยากรที่พวกเขาจะหามาให้ได้แล้ว
สุดท้าย คณะผู้บริหารโรงเรียนเฮยสุ่ยก็ได้แต่ถอนหายใจยาว กล้ำกลืนความโกรธแค้นลงคอ
ซุนถงหัวเราะลั่นอย่างผู้ชนะ มันกวักมือเรียกหลี่หมู่ด้วยความมั่นใจเต็มร้อย
“ฮ่าฮ่าฮ่า ไปกันเถอะหลี่หมู่”
อิ๋นฉางหมิงที่เป็นถึงผู้ใหญ่โตป่านนี้ ต้องมาโดนฉีกหน้าต่อหน้าธารกำนัล
เขาโกรธจนก้มหน้านิ่ง ตัวสั่นเทิ้มด้วยความแค้น
แต่เขาก็ไม่กล้าโวยวาย!
เพราะถ้าเขาโวยวายออกไป แล้วสุดท้ายหลี่หมู่เลือกที่จะไปอยู่กับจินหัว
ความโกรธของเขาก็จะเป็นได้แค่หมาเห่าใบตองแห้งให้คนอื่นหัวเราะเยาะเท่านั้น
แถมข้างหลังเขายังมีนักเรียนกับครูอาจารย์ตั้งมากมายยืนดูอยู่อีก
ในขณะที่เขากำลังกล้ำกลืนฝืนทนรับความอัปยศอยู่นั้น
ก็มีเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นจากข้างหลัง
เป็นหลี่หมู่นั่นเอง
ทุกคนหันขวับไปมองหลี่หมู่เป็นตาเดียว
เห็นหลี่หมู่ส่ายหัวช้า ๆ
“สมัยนี้ โรงเรียนกระจอกก๊อกแก๊กที่ไหนก็กล้าอุปโลกน์ตัวเองว่าเป็นระดับท็อปกันทั้งนั้นเลยแฮะ”
“น่าสมเพชจริง ๆ”
ลานกว้างเงียบกริบลงทันตาเห็น
ทุกคนจ้องมองหลี่หมู่ด้วยความตกตะลึง
ซุนถงหรี่ตาลงอย่างอันตราย
“แกพูดว่าอะไรนะ??”
หลี่หมู่จ้องหน้าซุนถง แล้วประกาศเสียงกร้าวอย่างไม่เกรงกลัว
“กล้ามาฉกคนต่อหน้าผู้บริหารโรงเรียนคนอื่นแบบนี้ นี่มันทำตัวไร้มารยาทนักรบชัด ๆ แสดงว่าแกมันเป็นคนไร้ซึ่งยางอาย”
“โรงเรียนแกส่งเศษสวะอย่างแกมา พร้อมกับตำแหน่งจอมปลอมที่คิดเอาเองว่าวิเศษนักหนา กะจะมาต้มตุ๋นฉัน”
“แสดงว่าพวกแกมันหลงตัวเอง”
“รู้ทั้งรู้ว่าฉันมีพรสวรรค์ระดับ F แต่กลับมองไม่ออกว่า การที่ฉันทะลุขั้นสองได้ด้วยพรสวรรค์แค่นี้ มันมีค่ามากแค่ไหน”
“แสดงว่าแกมันตาถั่ว!”
“คนไร้ยางอาย หลงตัวเอง แล้วก็ตาถั่วอย่างแก…”
“คู่ควรจะเป็นครูบาอาจารย์ของฉันงั้นเหรอ?”
“เหอะ…”