แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 18 การพัฒนาก้าวกระโดด
ตอนที่หลี่หมู่พูด ซุนถงแทบอยากจะกระโดดเข้าไปอุดปากหลี่หมู่ให้รู้แล้วรู้รอด!
และก็เป็นอย่างที่คิด พอผู้บังคับหมวดพยัคฆ์กับทหารคนอื่น ๆ ได้ยิน ก็หันขวับมามองซุนถงเป็นตาเดียว
แต่สายตาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นซะมากกว่า
ไอ้หมอนี่มันกินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหน ถึงกล้าจองล้างจองผลาญคนที่ระดับบิ๊กเบิ้มของกองทัพยังต้องจัดโต๊ะจีนเลี้ยง?
แต่รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากสายตาของทหารพวกนั้น ก็ทำเอาซุนถงแทบจะฉี่ราด
ซุนถงหน้าถอดสี เก็บอาการไม่อยู่เลยทีเดียว สีหน้าดูไม่ได้สุด ๆ เหมือนคนกำลังจะร้องไห้
จากนั้น ผู้บังคับหมวดพยัคฆ์และทหารก็กระโดดขึ้นหลังม้า ขี่ประกบหน้าหลังคุ้มกันหลี่หมู่ควบทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
มองตามหลังหลี่หมู่ที่ควบม้าจากไป
อิ๋นฉางหมิงพ่นลมหายใจยาวด้วยความโล่งอก
เขามองซุนถงด้วยสายตาสะใจ แล้วแกล้งกระแอมไอดัง ๆ ขึ้นมาหนึ่งที
แค่เสียงไอเบา ๆ ของเขาก็ทำเอาซุนถงเข่าอ่อน ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นแทบไม่ทัน
พอเห็นสภาพน่าสมเพชของมัน อิ๋นฉางหมิงก็อดหัวเราะเยาะในใจไม่ได้!
ไอ้ขยะเอ๊ย เมื่อกี้ยังทำกร่างอยู่เลยไม่ใช่รึไง
คราวนี้แกไม่ได้เตะโดนตอแล้วล่ะ แต่แกเตะโดนเครื่องบดเนื้อต่างหากโว้ย!
เขาหันกลับไปตะโกนบอกทุกคน
“ป่ะ พวกเราไปกินหม้อไฟกันดีกว่า!!”
เหล่านักเรียนโห่ร้องด้วยความดีใจ แล้ววิ่งกรูกันไปที่ลานกว้าง
ทิ้งให้ซุนถงยืนหน้าซีดเผือดอยู่ที่เดิมอยู่นานสองนาน
“ท่านหัวหน้าครับ พวกเรากลับกันเถอะ”
ผู้ช่วยยืนกลืนน้ำลายเอื๊อก สะกิดเตือนเสียงเบา
“กลับ!”
ซุนถงปาดเหงื่อเย็นเฉียบที่ผุดพรายเต็มหน้าผาก
พอก้าวขาจะเดิน ก็ชะงักกึก หันกลับมากัดฟันสั่งลูกน้องเสียงเข้ม
“พวกแกทุกคน รูดซิปปากให้สนิทเลยนะเว้ย!”
“เรื่องในวันนี้ พอกลับไปแล้วห้ามปริปากพูดเด็ดขาด!”
เมื่อกี้มันมัวแต่คิดทบทวนคำขู่ที่ตัวเองพ่นใส่หลี่หมู่ไป
ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างหลี่หมู่กับกองทัพอาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญหรือเปล่า
หรืออาจจะมีสาเหตุมาจากเรื่องอื่น
เด็กนักเรียนตัวแค่นี้ จะไปมีเส้นสายระดับบิ๊กในกองทัพได้ยังไง?
พยายามปลอบใจตัวเองสารพัด สุดท้ายก็ตัดสินใจจะปิดเรื่องนี้เป็นความลับ
เรื่องนี้ห้ามให้บอสใหญ่ของมันรู้เด็ดขาด
ถ้าขืนบอสใหญ่รู้ว่าแผนการผูกมิตรกับกองทัพของกลุ่มทุนจินหัว ต้องมาพังไม่เป็นท่าเพราะความปากหมาของมันล่ะก็
มันรู้ซึ้งถึงความโหดเหี้ยมของบอสใหญ่มันดี…
ตัดภาพมาที่โรงเรียนเฮยสุ่ย
หลังจากคณะผู้บริหารกลับมานั่งประจำที่ ก็เรียกตัวเซียวหลิงถงและเพื่อนอีกสองสามคนที่ดูสนิทกับหลี่หมู่มาสอบถาม
ถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นตอนลงไปในแดนเหว
เซียวหลิงถงกับเพื่อน ๆ ก็เล่าไปใส่ไข่ไปอย่างเมามัน
พอพวกผู้บริหารรู้ว่า หลี่หมู่ลงไปถึงก็หวดขาครูฝึกหักไปข้างนึง
ทุกคนก็ถึงกับอ้าปากค้าง!
พร้อมกับคิดไปในทางเดียวกันว่า หรือว่าเมื่อกี้ หลี่หมู่โดนทหารมาหิ้วตัวไปรับโทษหว่า!
แต่พอได้ยินว่าหลังจากนั้น หลี่หมู่ถูกเรียกตัวไป
พอกลับมาอีกที ดันได้ทั้งม้าศึกกลายพันธุ์ แถมของวิเศษระดับดีมาอีก
ทุกคนก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ตีครูฝึกเจ็บปางตาย แต่กลับได้รางวัลเนี่ยนะ?
หรือว่าหลี่หมู่จะมีญาติผู้ใหญ่เป็นนายทหารใหญ่ในกองทัพ?
แต่ในกลุ่มนักเรียนก็มีพวกหัวหมออยู่เหมือนกัน
มีคนหลุดปากพูดขึ้นมาว่า ตอนที่หลี่หมู่ฟาดขาครูฝึกหักน่ะ เขาใช้วิชาหลิวหยุนสามสั่น
แต่ดันฟาดไปตั้งห้าสั่น
แถมนักเรียนหลายคนก็อัดคลิปเหตุการณ์ไว้ตลอดด้วย
พวกเขาก็เลยเปิดคลิปให้ผู้บริหารโรงเรียนดู
ระดับผู้บริหารมองป๊าดเดียว ก็รู้ซึ้งถึงความโหดสลัดของหลิวหยุนห้าสั่นทันที
อิ๋นฉางหมิงและคนอื่น ๆ เงียบกริบไปชั่วขณะ
อิ๋นฉางหมิงหันไปมองหน้าหัวหน้าฝ่ายธุรการ
หัวหน้าฝ่ายธุรการรู้ใจทันที รีบลุกขึ้นยืนตะโกนลั่น “เสี่ยวหลู! มานี่หน่อย!”
เสี่ยวหลู ผู้ดูแลห้องสมุดที่กำลังสวาปามเนื้อแกะตุ๋นอย่างเมามัน
ถึงกับคาบตะเกียบเคี้ยวหยับ ๆ วิ่งหน้าตั้งมาหา
“ครับท่านหัวหน้า! มีอะไรหรือเปล่าครับ?”
“ฉันขอถามหน่อย เมื่อวานหลี่หมู่ห้องเจ็ด ได้ไปเบิกวิชาที่ห้องสมุดไหม?”
“อ๋อ! เบิกไปครับ! ผมเป็นคนเฝ้าดูอยู่ไม่ห่างเลยครับ”
ผู้ดูแลห้องสมุดนึกแป๊บนึง ก่อนจะพยักหน้ารัว ๆ
“แล้วเขาเบิกวิชาอะไรไป??”
“หลิวหยุนสามสั่นครับ!”
พรึ่บ!!
คณะผู้บริหารลุกพรวดขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย บางคนลุกแรงจนเก้าอี้กระเด็นไถลไปไกล!
ทำเอาเสี่ยวหลู ผู้ดูแลห้องสมุดสะดุ้งโหยง
“นาย… นายแน่ใจนะ!?” จ้าวชิงซานถามย้ำทีละคำ น้ำเสียงสั่นเครือ
“แน่ใจครับ! หลิวหยุนสามสั่นแน่นอน!”
เสี่ยวหลูคิดทบทวนอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้ายืนยันหนักแน่น
ผู้บริหารทุกคนหน้าซีดเผือดด้วยความตกตะลึง
นั่นหมายความว่า
หลี่หมู่เพิ่งจะเรียนวิชาหลิวหยุนสามสั่นไปเมื่อวานนี้
แต่วันนี้ เขากลับพัฒนามันให้กลายเป็นหลิวหยุนห้าสั่นซะแล้ว
นักรบระดับหนึ่ง ใช้วิชาทวนและกระบองที่เพิ่งเรียนมาแค่วันเดียว แถมยังต่อยอดเอาเอง ไปฟาดขานักรบระดับสองจนหัก!
ประเด็นคือ เรื่องนี้ดันไปเข้าตานายทหารระดับสูงในกองทัพเข้าพอดี
ถ้าลองคิดดูให้ดี ๆ แล้วล่ะก็ ศาสตราจารย์สวีกับหัวหน้าซ่งที่ว่านี่ น่าจะมาจากแผนกไหน ก็เดาได้ไม่ยากเลย!
แบบนี้ไม่เรียกว่าอัจฉริยะแล้ว
นี่มันสัตว์ประหลาดชัด ๆ!
ตัดภาพมาที่แดนเหว หลี่หมู่เดินตามผู้บังคับหมวดพยัคฆ์มาจนถึงแผนกวิจัยวิชาการต่อสู้
ห้องส่วนตัวห้องหนึ่งในแผนกวิจัย ถูกจัดเตรียมโต๊ะกลมสำหรับทานอาหารไว้เรียบร้อย
อาหารและเครื่องดื่มจัดเต็มละลานตา
หลี่หมู่เคาะประตู คนที่มาเปิดประตูให้ก็คือฉินจ้านเย่
“เข้ามาเร็ว!”
พอหลี่หมู่เดินเข้าไป ก็เจอแต่หน้าคุ้น ๆ ทั้งนั้น
ทั้งฉินจ้านเย่, หัวหน้าซ่ง, ศาสตราจารย์สวี, และเหล่าโจว คนดูแลคอกม้า พวกนี้เขารู้จักหมดแล้ว
เว้นแต่ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะคนเดียว
หน้าตาดุดันน่าเกรงขาม แผ่รังสีของผู้มีอำนาจออกมาอย่างชัดเจน
ยศบนบ่าของเขาระดับเดียวกับฉินจ้านเย่
แต่เครื่องแบบทหารที่เขาใส่อยู่ กลับดูมียศสูงกว่าฉินจ้านเย่ไปอีกขั้น!
หลี่หมู่แอบตกใจ พยายามเดาว่าคนคนนี้เป็นใคร
ผู้ช่วยและทหารยามของทุกคนต่างก็ยืนรออยู่หน้าประตู
ฉินจ้านเย่ดึงหลี่หมู่เข้ามาในห้อง แล้วปิดประตูลงกลอนเรียบร้อย
ศาสตราจารย์สวีรีบลุกขึ้นต้อนรับ ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“ขอโทษด้วยนะที่เรียกตัวมาดึกป่านนี้ หวังว่าจะไม่ได้รบกวนเวลาส่วนตัวอะไรนะ”
“ไม่เลยครับ ไม่เลย”
หลี่หมู่ส่ายหน้า รีบเดินเข้าไปจับไหล่ศาสตราจารย์สวีกดให้นั่งลงตามเดิม
ศาสตราจารย์สวีอายุมากที่สุดในห้อง การที่ท่านลุกขึ้นยืนต้อนรับแบบนี้ ทำเอาหลี่หมู่รู้สึกกดดันสุด ๆ
ฉินจ้านเย่ไม่รอช้า รีบแนะนำชายที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะให้หลี่หมู่รู้จักทันที
“มา ๆ หลี่หมู่ ฉันจะขอแนะนำให้รู้จักอย่างเป็นทางการเลยนะ!”
“ท่านนี้คือรองผู้บัญชาการเขตทหารของเรา หวังหลงเฉิง!”
หลี่หมู่สะดุ้งโหยงในใจ
รีบทำวันทยหัตถ์แบบอัศวินทันที
รองผู้บัญชาการ ถือเป็นเบอร์สี่ของเขตทหารแห่งนี้
ถึงจะดูเป็นแค่เบอร์สี่ แต่ก็เป็นตำแหน่งที่คนทั่วไปได้แต่แหงนคอมอง
อย่าว่าแต่นักเรียนอย่างหลี่หมู่เลย
ต่อให้ผู้อำนวยการอิ๋นฉางหมิงมายืนอยู่ตรงนี้ ก็คงไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงด้วยซ้ำ
โครงสร้างของกองทัพจิ้นหยวน เริ่มจากหน่วยย่อยสุดคือ หมู่ 5 คน
5 คน เป็น 1 หมู่, 25 คน เป็น 1 หมวด, 100 คน เป็น 1 กองร้อย
10 กองร้อย เป็น 1 กรม กรมหนึ่งก็จะมีคนประมาณพันกว่าคน
และโดยปกติ 10 กรม จะรวมเป็น 1 เขตการทหาร ซึ่งก็จะมีกำลังพลราว ๆ หมื่นคน
แต่ก็มีบางเขตการทหารใหญ่ ๆ ที่มีถึง 11 หรือ 12 กรม หรืออาจจะมากกว่านั้นก็มี
จำนวนทหารในแต่ละเขตการทหาร จะแปรผันตามระดับความอันตรายของแดนเหวที่ประจำการอยู่
อย่างแดนเหวที่เมืองเถี่ยโส่วตั้งอยู่เนี่ย ก็มีเขตการทหารดูแลอยู่ถึงสองเขต
เขตละ 10 กรม
ตำแหน่งระดับบัญชาการสูงสุดของเขตทหาร เรียงจากสูงลงต่ำคือ
ผู้บัญชาการเขต, รองผู้บัญชาการเขต, ผู้บัญชาการกองกำลัง, รองผู้บัญชาการกองกำลัง
ส่วนตำแหน่งที่รองลงมาอย่าง ผู้บังคับการกรม, หัวหน้าครูฝึก, หัวหน้าหน่วยองครักษ์ ฯลฯ ระดับผู้บัญชาการพยัคฆ์ (ซ่างหมางเว่ย) ก็สามารถรับตำแหน่งได้
ตำแหน่งสูงสุดที่ระดับผู้บัญชาการพยัคฆ์สามารถไต่เต้าไปถึงได้ ก็คือรองผู้บัญชาการกองกำลัง
ถ้าอยากจะเลื่อนยศให้สูงกว่านี้ อย่างน้อยก็ต้องมียศระดับผู้บัญชาการสิงขร (เสี้ยวหู่โห่ว) ขึ้นไป
อย่างหวังหลงเฉิงที่นั่งอยู่ตรงนี้ ด้วยยศผู้บัญชาการพยัคฆ์ แต่ได้นั่งตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองกำลัง ก็ถือว่ามาถึงจุดสูงสุดของยศนี้แล้ว
ถ้าอยากจะก้าวหน้ากว่านี้ ก็ต้องสร้างผลงานเลื่อนยศเป็นผู้บัญชาการสิงขรก่อนเท่านั้น
ส่วนตำแหน่งผู้บัญชาการเขต อย่างต่ำก็ต้องมียศระดับแม่ทัพสิงขร (ซ่างหู่โห่ว) หรือไม่ก็ผู้บัญชาการมังกร (เสี้ยวหลงเจียง)
ยศของทหารกองทัพจิ้นหยวน เรียงจากต่ำไปสูงคือ:
ผู้บังคับหมวดพยัคฆ์ (เสี้ยวหมางเว่ย), ผู้บังคับกองร้อยพยัคฆ์ (จงหมางเว่ย), ผู้บัญชาการพยัคฆ์ (ซ่างหมางเว่ย)
ผู้บัญชาการสิงขร (เสี้ยวหู่โห่ว), รองแม่ทัพสิงขร (จงหู่โห่ว), แม่ทัพสิงขร (ซ่างหู่โห่ว)
ผู้บัญชาการมังกร (เสี้ยวหลงเจียง), รองแม่ทัพมังกร (จงหลงเจียง), แม่ทัพมังกร (ซ่างหลงเจียง)
จอมทัพมังกรพยัคฆ์
จอมพลมังกรพยัคฆ์
ผู้บัญชาการเขตของเขตการทหารใหญ่ ๆ บางแห่ง มียศสูงถึงระดับแม่ทัพมังกรเลยทีเดียว
และถ้ามีเขตการทหารตั้งแต่สองเขตขึ้นไปรวมกัน ก็จะถูกยกระดับเป็นกองทัพทัพ
ซึ่งจำนวนทหารในกองทัพทัพนั้นไม่สามารถระบุได้แน่ชัด มีตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนหรืออาจจะถึงล้านคน
และผู้ที่มีอำนาจบัญชาการกองทัพทัพได้ จะต้องเป็นระดับจอมพลมังกรพยัคฆ์เท่านั้น
“มา ๆ นั่งก่อนสิ”
หวังหลงเฉิงยิ้มแล้วผายมือเชิญหลี่หมู่
เพื่อแสดงให้เห็นว่ากองทัพให้ความสำคัญกับนักเรียนแค่ไหน ผู้รับผิดชอบดูแลศึกแรกที่แดนเหวก็คือรองผู้บัญชาการกองกำลังนี่แหละ
แน่นอนว่า การที่หลี่หมู่ไปเจอครูฝึกหัวแดงสุดกร่างแบบนั้น มันก็เป็นเรื่องสุดวิสัยจริง ๆ
ถ้าไอ้ผมแดงไม่เพิ่งจะโดนผู้หญิงหักอกมาจนหน้ามืดตามัว มันคงไม่กล้าทำเรื่องบ้าระห่ำจนโดนลงดาบแบบนี้หรอก
ส่วนเหตุผลที่หวังหลงเฉิงมาโผล่ในงานเลี้ยงวงในแบบนี้ได้
ก็เพราะว่าเขาสนิทกับศาสตราจารย์สวีและหัวหน้าซ่งเป็นการส่วนตัว
หวังหลงเฉิงให้ความสำคัญกับแผนกวิจัยวิชาการต่อสู้มาก
วันนี้ได้ยินสองท่านนี้ชมเด็กนักเรียนคนนึงซะเลิศเลอเพอร์เฟกต์
เขาเลยอดสงสัยไม่ได้ ต้องขอมาดูหน้าสักหน่อย
แถมในฐานะนักรบ เขาเองก็แอบทึ่งและสนใจในพรสวรรค์ของหลี่หมู่เหมือนกัน
ต้องเข้าใจนะว่า วิชาหลิวหยุนสามสั่นน่ะ จริง ๆ แล้วมันพัฒนามาจากหลิวหยุนสองสั่น
ซึ่งต้องอาศัยการขัดเกลาและลองผิดลองถูกจากนักรบสายทวนและกระบองหลายต่อหลายรุ่น กว่าจะกลายมาเป็นหลิวหยุนสามสั่นได้
ถ้าหลี่หมู่ใช้เวลาฝึกฝนขัดเกลาวิชานี้สักหลายปี แล้วค่อยพัฒนามันให้เป็นหลิวหยุนสี่สั่นได้
อันนั้นก็ยังพอเข้าใจได้ว่าเก่งจริง
แต่นี่หลี่หมู่เล่นข้ามขั้นไปถึงการฟาดครั้งที่ห้าเลย!
แถมเขายังได้ยินมาอีกว่า หลี่หมู่โชว์การฟาดครั้งที่หกให้ดูสด ๆ ตรงนั้นด้วย
การก้าวกระโดดแบบนี้มันไม่ธรรมดาเลยนะเว้ย นี่มันไม่ใช่สิ่งที่ความพยายามอย่างเดียวจะทำได้ มันต้องเป็นโคตรอัจฉริยะเท่านั้น!
เขาต้องมาเจอตัวเด็กหนุ่มคนนี้ให้ได้!
ไม่ได้พูดเกินจริงเลยนะ ถ้า ‘หลิวหยุนหกสั่น’ ถูกนำไปเผยแพร่และใช้งานจริงได้ล่ะก็ มันจะถูกยกระดับให้กลายเป็นวิชาระดับสูงทันที!
ทุกคนต่างก็ชวนหลี่หมู่ให้นั่งลง
หวังหลงเฉิงมองหลี่หมู่ด้วยรอยยิ้ม กำลังจะอ้าปากพูด
แต่จู่ ๆ สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปนิดนึง ร่างกายกระตุกเกร็งเบา ๆ ก่อนจะกลับมาเป็นปกติในพริบตา
อาการเหมือนคนกำลังจะไอ
แต่หวังหลงเฉิงกลัวจะเสียมารยาท เลยพยายามกลั้นไว้สุดฤทธิ์
ทว่าปฏิกิริยาเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ ไม่รอดพ้นสายตาอันเฉียบคมของหลี่หมู่ไปได้
ด้วยความสงสัย หลี่หมู่เลยเรียกใช้ ‘เนตรอัคคี’ เพ่งมองไปที่หวังหลงเฉิง พอเห็นสิ่งที่อยู่ภายใน รูม่านตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกใจทันที