แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 19 หวังหลงเฉิง ไอ้โหดซาดิสต์!
ดวงตาของหลี่หมู่เปรียบเสมือนเครื่องเอกซเรย์ มองทะลุเห็นเส้นลมปราณในร่างกายของหวังหลงเฉิงได้อย่างชัดเจน
เหมือนกับระบบนำทางบนแผนที่ที่แสดงเส้นทางต่าง ๆ
เส้นลมปราณทุกเส้นเป็นสีเขียว
ยกเว้นบริเวณปอด ที่มีเส้นลมปราณสองเส้นปรากฏเป็นสีแดงเข้ม
แถมสีแดงนั้นยังเริ่มลุกลามแผ่ขยายเข้าไปในเนื้อปอดอีกด้วย
และตรงจุดที่มันตัดกัน เส้นลมปราณสองเส้นนั้นกลับพุ่งชนประสานงากันอย่างจัง!
เปรียบเหมือนถนนสองเลนสวนกัน แต่เส้นแบ่งเลนดันหักเลี้ยวสลับเลนกันดื้อ ๆ
ทำให้รถราที่วิ่งสวนมา พุ่งชนประสานงากันตรงจุดตัดนั้นอย่างบ้าคลั่ง
หลี่หมู่ถึงกับตะลึงงัน
เส้นลมปราณสองเส้นถูกสลับที่กัน? หวังหลงเฉิงไม่รู้ตัวเลยเหรอ?
นักรบระดับหวงจะใช้วิธีจับสัมผัสในการรับรู้ภายในร่างกาย แต่ถ้าทะลุขึ้นระดับเสวียนเมื่อไหร่ การมองเห็นภายในจะชัดเจนแจ่มแจ้ง
พลังจิตจะลึกล้ำราวกับถอดจิตท่องไปในร่างกายได้
ถ้าเป็นแบบนั้น ก็มีอยู่แค่เหตุผลเดียว คือ หวังหลงเฉิงยังไม่ถึงระดับเสวียน
แต่หลี่หมู่สัมผัสได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งของเขา
อย่างน้อยก็น่าจะระดับหวงขั้นเก้าแล้ว
ที่แปลกประหลาดที่สุดก็คือ เส้นลมปราณจะสลับที่กันได้ยังไง? ผ่าตัดจุลศัลยกรรมเหรอ??
เขาสลับเอง หรือใครเป็นคนทำ?
เรื่องนี้หลี่หมู่มืดแปดด้านไปหมด
ต้องเข้าใจก่อนนะว่า
เส้นลมปราณ ไม่ใช่หลอดเลือด
มันคือเส้นทางเดินของพลังปราณที่เป็นระบบเฉพาะตัวในร่างกายของนักรบ
ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยกฎทางฟิสิกส์ทั่วไป
อย่างที่คนมักจะเปรียบเปรยว่า นักรบที่เก่งกล้าจะมีจุดตันเถียนกว้างใหญ่ดั่งมหาสมุทร เส้นลมปราณกว้างขวางดั่งแม่น้ำ
มันเป็นสิ่งที่อยู่กึ่งกลางระหว่างนามธรรมและรูปธรรม
ถึงหลี่หมู่จะมองเห็นความผิดปกติ
แต่ก็ไม่กล้าปริปากถาม
เพียงแต่ตอนที่เขากำลังจะดึงสายตากลับมา ก็สบเข้ากับดวงตาอันคมกริบของหวังหลงเฉิงที่กำลังจ้องมองเขาอยู่พอดี
หลี่หมู่รีบหลบตาทันที
ระดับ ‘เนตรอัคคี’ ของเขายังต่ำอยู่ เลยยังไม่ถึงขั้นที่ตาจะเปลี่ยนสีตอนใช้งาน
แต่การใช้เนตรเพ่งมองยอดฝีมือระดับเก้า
มีหรือที่ระดับนั้นจะไม่รู้สึกตัว
วินาทีแรกที่หลี่หมู่เรียกใช้เนตรอัคคี หวังหลงเฉิงก็สัมผัสได้ทันที
แถมยังรู้ชัดเจนด้วยว่าหลี่หมู่กำลังเพ่งมองไปที่จุดไหน!
ภายนอก หวังหลงเฉิงยังคงสีหน้าเรียบเฉย
แต่ภายในใจกลับเกิดคลื่นลูกใหญ่ซัดกระหน่ำ!!
เกิดอะไรขึ้น!?
พลังเนตรของไอ้หนุ่มนี่ มันกำลังมองทะลุเข้ามาในร่างกายเขาชัด ๆ
แถมยังเล็งเป้าไปที่ปอดของเขาอย่างแม่นยำอีกต่างหาก!
มีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นตรงนั้น!
หรือว่า… ไอ้หนุ่มนี่จะมองเห็นจุดอ่อนของเขา??
เมื่อเห็นหลี่หมู่เอาแต่เงียบ หวังหลงเฉิงก็ไม่คิดจะซักไซ้ต่อให้เสียบรรยากาศ
เขาเปลี่ยนเรื่องคุยด้วยรอยยิ้ม
“สมกับเป็นวีรบุรุษวัยเยาว์จริง ๆ ได้ข่าวว่า ‘หลิวหยุนหกสั่น’ ของนาย ทำเอาแม้แต่ผู้บัญชาการฉินยังต้องกินหน้าแตกเลยนี่?”
หลี่หมู่รีบโบกมือปฏิเสธอย่างถ่อมตัว
“ไม่หรอกครับ ผู้บัญชาการฉินท่านออมมือให้ต่างหาก คงแค่เผลอไปนิดหน่อยน่ะครับ”
“แหม ทีงี้ล่ะทำมาเป็นมารยาทงามเชียวนะแก!”
ฉินจ้านเย่พูดแขวะยิ้ม ๆ
“ตอนทวงของรางวัลนี่ห้าวเป้งสุด ๆ ทีตอนนี้ทำไมถึงหงอไปซะล่ะ?”
พูดจบ ฉินจ้านเย่ก็หันไปรายงานหวังหลงเฉิง
“อ้อ ท่านรองครับ ผมยังไม่ได้รายงานท่านเลย”
“ของรางวัลของเด็กคนนี้ ผมให้วิชาระดับสูงไปสองชุด ของวิเศษกับอาวุธระดับดีอย่างละหนึ่งชิ้น แล้วก็ม้าศึกระดับพิเศษอีกหนึ่งตัว!”
“รีดไถมาจากเหล่าโจวเนี่ยแหละครับ!”
พูดจบก็ชี้มือไปที่เหล่าโจว
เหล่าโจวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ สะดุ้งโหยงแทบตกเก้าอี้ รีบฉีกยิ้มแห้ง ๆ รับมุก
วันนี้บนโต๊ะอาหารเนี่ย ยกเว้นหลี่หมู่แล้ว เขานี่แหละยศต่ำสุด
ตอนที่ฉินจ้านเย่ชวนมา เขายังแทบไม่เชื่อหูตัวเองเลย
ถึงฉินจ้านเย่จะรับปากว่าจะช่วยพูดเชียร์คอกม้าของเขาให้ผู้ใหญ่ฟังก็เถอะ แต่นี่มันโชคหล่นทับเร็วไปไหม
นอกจากจะได้ร่วมนั่งโต๊ะเดียวกับศาสตราจารย์สวีและหัวหน้าซ่งแล้ว
ยังได้ร่วมโต๊ะกับท่านรองผู้บัญชาการหวังหลงเฉิงอีก!
เล่นเอาทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว
หวังหลงเฉิงมีหรือจะดูไม่ออกว่าฉินจ้านเย่คิดอะไรอยู่
หมอนี่กำลังอาศัยจังหวะนี้มารายงานเรื่องการเบิกของรางวัลให้เขารับรู้
ซึ่งของรางวัลพวกนี้ยังไงก็ต้องทำเรื่องเบิกอยู่แล้ว และเขาก็เป็นคนดูแลเรื่องนี้พอดี
ในเมื่อเขารับรู้เรื่องนี้แล้ว พวกฉินจ้านเย่ก็จะได้ไม่ต้องไปทำเรื่องเบิกให้วุ่นวาย
“เอาเถอะ เรื่องของรางวัลไม่มีปัญหาหรอก ประเด็นสำคัญคือเรื่องผลงานต่างหาก”
“ท่านหัวหน้าซ่ง ศาสตราจารย์สวี แล้วก็บรรดาอาจารย์ในแผนกวิจัย มีความเห็นยังไงเกี่ยวกับ ‘หลิวหยุนห้าสั่น’ บ้างครับ?”
หวังหลงเฉิงหันไปถามความเห็นจากศาสตราจารย์สวีและหัวหน้าซ่ง
“ท่านรองวางใจได้เลยครับ ตอนนี้ทุกคนกำลังเร่งแลกเปลี่ยนความรู้กันอย่างเต็มที่”
“ผมเชื่อว่าอีกไม่นาน ‘หลิวหยุนห้าสั่น’ รูปแบบใหม่จะต้องเสร็จสมบูรณ์แน่นอน และเราจะยังคงจัดให้เป็นวิชาระดับพื้นฐานเหมือนเดิม”
“เพียงแต่ว่าความยากในการฝึกฝนอาจจะเพิ่มขึ้นสักหน่อย สำหรับคนที่พรสวรรค์ไม่ถึง อย่างน้อยก็น่าจะฝึกได้ถึงขั้น ‘สี่สั่น’ ครับ”
หัวหน้าซ่งรายงาน
หวังหลงเฉิงพยักหน้ารับ
“กองทัพของเรามีกำลังพลเกือบหนึ่งหมื่นสองพันนาย”
“ทหารสายทวนและกระบองที่สามารถนำ ‘หลิวหยุนห้าสั่น’ ไปใช้ได้ น่าจะมีไม่ต่ำกว่าสามพันนาย”
“ถ้ามันช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของทหารกลุ่มนี้ลงได้จริง ๆ ล่ะก็…”
“คุณค่าของ ‘หลิวหยุนห้าสั่น’ จะยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีกมหาศาลเลยทีเดียว”
หวังหลงเฉิงชี้ไปที่หลี่หมู่พลางพูด
กองทัพจิ้นหยวนให้ความสำคัญกับความดีความชอบและการลงโทษที่ชัดเจนที่สุด
ผลงานของหลี่หมู่ในครั้งนี้จะยิ่งใหญ่แค่ไหน ตอนนี้อาจจะยังประเมินได้ไม่ชัดเจนนัก
หลังจากคุยเรื่องงานจบ ก็เข้าสู่ช่วงกินดื่มและพูดคุยสัพเพเหระ
หลี่หมู่ในฐานะผู้น้อยบนโต๊ะ ก็ถูกผู้หลักผู้ใหญ่ผลัดกันซักไซ้เรื่องราวต่าง ๆ
และแน่นอนว่าต้องคุยลามไปถึงเรื่องที่เขาถูกแย่งพรสวรรค์ระดับ S แล้วโดนเตะออกจากตระกูลหลี่
ฉินจ้านเย่ฟังแล้วถึงกับลมออกหู
เขาไม่คิดเลยว่าจะมีตระกูลที่หน้าด้านไร้ยางอายขนาดนี้อยู่บนโลก
หัวหน้าซ่งและศาสตราจารย์สวีเองก็แสดงความเห็นใจหลี่หมู่ไม่น้อย
แต่ความเห็นใจก็คือความเห็นใจ
อิทธิพลของตระกูลชั้นสูง เป็นกลุ่มก้อนที่พิเศษมากในสังคมมาแต่ไหนแต่ไร
ตระกูลใหญ่บางตระกูล ถึงขั้นกุมอำนาจครึ่งประเทศไว้ในมือเลยทีเดียว
ด้วยการนำของตระกูลเหล่านี้ ทำให้เครือข่ายตระกูลชั้นสูงรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น
ลำพังแค่ตระกูลหลี่ตระกูลเดียวน่ะไม่เท่าไหร่หรอก
แต่ถ้ากองทัพจิ้นหยวนเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของตระกูลโดยไม่มีหลักฐานมัดตัวแน่นหนา
ก็จะกลายเป็นช่องโหว่ให้ตระกูลใหญ่ตระกูลอื่นหยิบยกขึ้นมาโจมตีได้
ซึ่งจะทำให้กองทัพจิ้นหยวนตกที่นั่งลำบากสุด ๆ!
แต่ถ้าตระกูลหลี่เกิดกล้ามาลองดีกับกองทัพจิ้นหยวนล่ะก็ เรื่องมันก็จะเป็นหนังคนละม้วน
เพราะการงัดข้อกันระหว่างกองทัพกับพวกตระกูลชั้นสูง มันก็มีให้เห็นมาไม่รู้กี่ปีแล้ว
หลังจากงานเลี้ยงจบลง
หลี่หมู่ก็ขอตัวกลับขึ้นไปบนโลกเบื้องบน
หวังหลงเฉิงกลับพูดขึ้นมาว่า “พอดีฉันก็จะกลับบ้านเหมือนกัน เดี๋ยวฉันไปส่งนายเอง”
หลี่หมู่รู้ดีว่าหวังหลงเฉิงต้องมีเรื่องคุยกับเขาแน่ ๆ
เขาเลยปฏิเสธไม่ได้
เมื่อขึ้นมาถึงโลกเบื้องบน รองผู้บัญชาการซึ่งเป็นคนขับรถก็พารถจี๊ปทหารสุดเท่ทะยานไปบนทางด่วน
หลี่หมู่กับหวังหลงเฉิงนั่งอยู่เบาะหลัง
“นาย… เห็นอะไรบ้าง?”
หลังจากบรรยากาศในรถเงียบกริบมาพักใหญ่ จู่ ๆ หวังหลงเฉิงก็เอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ
“ท่านรองครับ ตรงนี้… เคยได้รับบาดเจ็บมาก่อนเหรอครับ?”
หลี่หมู่ชี้ไปที่ตำแหน่งปอดของตัวเอง แล้วถามตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม
เขารู้ดีว่า เลี่ยงไปก็ไร้ประโยชน์
แถมเขาก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเลี่ยงด้วย
ทหารคนสนิทที่ขับรถอยู่ถึงกับคิ้วกระตุก แอบชำเลืองมองหลี่หมู่ผ่านกระจกมองหลัง
ไอ้หนุ่มนี่ไม่ธรรมดาแฮะ
เวลาท่านรองพูดด้วย กลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยสักนิด ผิดกับพวกข้าราชการที่แค่เห็นหน้าท่านรองก็ขาสั่นพั่บ ๆ แล้ว!
“ใช่!”
ดวงตาของหวังหลงเฉิงเป็นประกายขึ้นมาทันที
“มีเส้นลมปราณสองเส้นมันพันกันยุ่งเหยิง พลังปราณก็เลยพุ่งชนกันตลอดเวลา”
“ส่วนทำไมมันถึงลามไปส่งผลกระทบต่อปอด อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ”
หลี่หมู่ตอบไปตามตรง
หวังหลงเฉิงถึงกับหายใจถี่ขึ้น จ้องหน้าหลี่หมู่เขม็ง
“นายมองเห็นชัดไหมว่ามันคือเส้นไหน?”
“ก็พอมองเห็นลาง ๆ ครับ” หลี่หมู่มองเห็นชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ต้องถ่อมตัวไว้ก่อน จะได้ไม่ดูเว่อร์เกินไป
“ขอดูอีกรอบสิ”
หวังหลงเฉิงพยายามข่มความตื่นเต้นไว้ในใจ
อาการไอเพราะปัญหาที่ปอดนี่แหละ คือกำแพงเหล็กที่ขวางกั้นไม่ให้เขาทะลุขึ้นสู่ระดับเสวียน
และยิ่งเขารีบร้อนอยากจะทะลุชั้น อาการที่ปอดก็ยิ่งทรุดหนักลงเรื่อย ๆ
เขารู้ดีว่าเป็นเพราะปัญหาเรื่องเส้นลมปราณ
แต่ตราบใดที่ยังไม่ทะลุขึ้นระดับเสวียน เขาก็ไม่สามารถมองเห็นเส้นลมปราณทั้งหมดในร่างกายได้อย่างชัดเจน ทำให้ไม่สามารถรักษาตัวเองได้
เมื่อรักษาไม่หาย เขาก็ทะลุชั้นไม่ได้!
กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ทำให้อาการของเขายิ่งย่ำแย่ลงไปอีก
มันส่งผลเสียอย่างรุนแรงทั้งต่อการฝึกฝนและหน้าที่การงานของเขา
หลี่หมู่พยักหน้า แล้วเรียกใช้เนตรอัคคีอีกครั้ง
คราวนี้ทั้งสองคนนั่งเผชิญหน้ากันในระยะประชิด หลี่หมู่จึงมองเห็นได้ชัดเจนแจ๋วแหวว
“จับตาดูให้ดีนะ!” หวังหลงเฉิงร้องเตือน
หลี่หมู่ชี้จิ้มไปที่จุดนั้นทันที “ตรงนี้แหละครับ”
พร้อมกับชี้ไปที่ตำแหน่งปอดของหวังหลงเฉิง
จังหวะนั้นเอง!
หวังหลงเฉิงเปล่งเสียงครางต่ำออกมา
หลี่หมู่เห็นเส้นลมปราณสีแดงสองเส้นที่เขากำลังจ้องมองอยู่ จู่ ๆ ก็มีเสียงดัง ‘เป๊าะ’!
มันระเบิดตูมอยู่ภายในร่างกายของหวังหลงเฉิง!
“เชี่ยยยย!!” หลี่หมู่ตกใจสุดขีด กระโดดถอยหลังจนแผ่นหลังไปกระแทกกับประตูรถดังปัง
นึกว่าเขาเผลอใช้พลังเนตรทำปอดอีกฝ่ายระเบิดไปซะแล้ว!
แต่แล้วก็เห็นพลังงานที่แตกกระจายเหล่านั้น ค่อย ๆ ถูกหวังหลงเฉิงสะกดให้สงบลงอย่างรวดเร็ว
“ลองดูใหม่อีกทีสิ ตอนนี้ยังอยู่ไหม?”
หวังหลงเฉิงดูเจ็บปวดเจียนตาย หอบหายใจสั่นสะท้าน แต่กลับปิดบังความตื่นเต้นดีใจบนใบหน้าไว้ไม่มิด
เขาพยายามสะกดกลั้นความดีใจ แล้วหันมาถามหลี่หมู่
หลี่หมู่ถึงเพิ่งได้สติ รีบเพ่งมองไปอีกครั้ง
เส้นลมปราณสีแดงสองเส้นนั้นหายไปแล้ว เหลือเพียงเส้นลมปราณสีเขียวที่ไหลเวียนสะดวกโยธินในร่างกายของหวังหลงเฉิง แม้แต่บริเวณสีแดงที่ปอดก็เริ่มจางลงแล้วด้วย
หลี่หมู่ถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ระเบิดเส้นลมปราณตัวเองทิ้งดื้อ ๆ
นี่มันจะโหดเหี้ยมซาดิสต์เกินไปแล้วมั้ง!?