แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 20 ลงสู่แดนเหว
หลี่หมู่ส่ายหน้า
“ไม่มีแล้วครับ!”
หวังหลงเฉิงพ่นลมหายใจออกยาวเหยียด
หลังจากหอบหายใจหนัก ๆ สองสามที เขาก็ค่อย ๆ กลับมามีมาดสุขุมเยือกเย็นตามเดิม
หลี่หมู่ถึงเพิ่งเข้าใจว่า หวังหลงเฉิงนี่แม่งโคตรจะเหี้ยม!
เขาตั้งใจให้หลี่หมู่ใช้ ‘เนตรอัคคี’ ช่วยเล็งเป้าให้ตั้งแต่แรกแล้ว!
เขารู้ดีว่าเส้นลมปราณสองเส้นนั้นมันอันตรายแค่ไหน
แต่เขาไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนของมันได้ด้วยตัวเอง
พอเขาสัมผัสได้ว่าพลังเนตรของหลี่หมู่กำลังจับจ้องไปที่จุดไหน
เขาก็ตัดสินใจลงมือระเบิดเส้นลมปราณทิ้งอย่างเด็ดขาด! ยอมเจ็บตัวเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม!
ถ้าขืนไปหาสถานที่เงียบ ๆ แล้วให้หลี่หมู่ช่วยเล็งเป้าให้แบบเป็นกิจจะลักษณะ
หลี่หมู่อาจจะกดดันจนชี้พลาดเอาได้
แต่ตอนที่หลี่หมู่รู้สึกผ่อนคลายที่สุด ไม่คิดอะไรเลยนี่แหละ
จะเป็นตอนที่ชี้เป้าได้แม่นยำที่สุด!
ถึงในร่างกายมนุษย์จะมีเส้นลมปราณมากมายมหาศาล การเสียไปแค่สองเส้นอาจจะไม่ถึงขั้นตาย
แต่มันก็อันตรายสุด ๆ แล้วถ้าเกิดชี้เป้าพลาด ไประเบิดผิดเส้นขึ้นมาล่ะ?
นั่นหมายถึงความเสียหายที่ไม่มีวันซ่อมแซมได้เลยนะ
พอได้ยินหลี่หมู่บอกว่า ‘ไม่มีแล้ว’
แม้แต่ทหารคนสนิทที่ขับรถอยู่ ก็ยังเก็บอาการตื่นเต้นดีใจไว้ไม่อยู่
ในฐานะคนสนิทที่อยู่รับใช้มานาน เขารู้ดีว่าโรคประหลาดนี้สร้างความทรมานให้หวังหลงเฉิงมากแค่ไหน
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนที่หวังหลงเฉิงกำลังบัญชาการรบในภารกิจใหญ่
ด้วยความเครียดและกดดัน จู่ ๆ เขาก็ไอรุนแรงขึ้นมา
แล้วกระอักเลือดกองโตใส่โต๊ะบัญชาการรบ
โชคดีที่ตอนนั้นในห้องบัญชาการมีแต่คนสนิทของหวังหลงเฉิง
ไม่อย่างนั้น ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป อนาคตในกองทัพของเขาก็จบเห่ทันที
และสาเหตุที่ทำให้เส้นลมปราณของเขาบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ ก็มาจากภารกิจที่เขาสร้างผลงานชิ้นเอกไว้
ซึ่งจริง ๆ แล้ว ด้วยผลงานชิ้นนั้น เขาสามารถเลื่อนยศขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองกำลังได้สบาย ๆ
แต่ติดตรงที่เขายังทะลุขึ้นระดับเสวียนไม่ได้ เลยทำให้การเลื่อนยศต้องหยุดชะงัก
ตอนนี้ต้นตอของปัญหาถูกกำจัดไปแล้ว
หวังหลงเฉิงก็สามารถทุ่มเทให้กับการทะลุขึ้นระดับเสวียนได้อย่างเต็มที่
“ศึกแรกที่แดนเหว มั่นใจไหม?”
หวังหลงเฉิงปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ ส่งยิ้มให้หลี่หมู่
“มั่นใจครับ!” หลี่หมู่พยักหน้า
“ตอนลงสนามก็ระวังตัวให้มาก ๆ ล่ะ แข่งเสร็จแล้ว ว่าง ๆ ก็แวะไปนั่งเล่นที่บ้านฉันบ้างนะ”
หวังหลงเฉิงพยักหน้า มองหลี่หมู่ด้วยสายตาชื่นชมสุด ๆ
ทหารคนสนิทที่ขับรถอยู่นึกอิจฉาหลี่หมู่จับใจ
เขาเป็นคนสนิทรับใช้หวังหลงเฉิงมาตั้งสองปี เพิ่งจะมีโอกาสได้รับเชิญไปบ้านท่านรองก็แค่ปีนี้ปีเดียวเอง
ไอ้หนุ่มหลี่หมู่นี่ อนาคตรุ่งโรจน์แน่นอน!
งานนี้หวังหลงเฉิงเป็นหนี้บุญคุณหลี่หมู่ครั้งใหญ่เลยทีเดียว
โบราณว่าไว้ บุญคุณยิ่งใหญ่ ไม่ต้องเอ่ยคำขอบคุณ
ขืนพูดขอบคุณง่าย ๆ ก็รังแต่จะทำให้อีกฝ่ายระแวงว่า แค่คำขอบคุณคำเดียวก็ถือว่าหายกันแล้วเหรอ?
การไม่เอ่ยคำขอบคุณนี่แหละ ที่แสดงให้เห็นถึงความจริงใจยิ่งกว่า
คนระดับรองผู้บัญชาการเขตทหาร มีหรือจะยอมติดค้างบุญคุณใหญ่หลวงขนาดนี้
สักวันต้องหาทางตอบแทนแน่ ๆ
การเอ่ยปากชวนไปนั่งเล่นที่บ้าน ก็เป็นการแสดงความสนิทสนมและให้ความสำคัญอย่างชัดเจน
“ได้ครับ” หลี่หมู่รีบรับคำ
พอกลับถึงบ้าน หลี่หมู่ก็เลือกเล่าให้แม่กับน้าฟังเฉพาะเรื่องที่เล่าได้
เพื่อให้แม่กับน้าสบายใจ
ส่วนน้อง ๆ ยังเด็กอยู่ ปากสว่าง หลี่หมู่กลัวพวกนั้นจะเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้คนอื่นฟังจนเกิดเรื่องวุ่นวาย ก็เลยไม่ได้เล่าอะไรให้ฟัง
การฝึกในอีกสองวันที่เหลือ
ผ่านไปอย่างสงบเรียบร้อย
หลี่เสี่ยวหงกับหลี่หลานไม่ได้มาหาเรื่องหลี่หมู่เลย
แต่ทั้งคู่ดันไปโกหกที่บ้าน
บอกว่าพวกเธอไปตามหาหลี่หมู่แล้ว
แต่หลี่หมู่ไม่ยอมกลับ แถมยังด่าทอพวกเธอเสีย ๆ หาย ๆ อีกต่างหาก
คนตระกูลหลี่ได้ฟังก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ด่าว่าหลี่หมู่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
ด้วยนิสัยจองหองของพวกเขา ย่อมไม่มีทาง ‘ลดตัว’ ไปง้อหลี่หมู่อีกแน่
หลี่หลานกับหลี่เสี่ยวหงก็บรรลุเป้าหมาย
พวกเธอไม่มีทางไปเกลี้ยกล่อมหลี่หมู่ให้กลับมาหรอก
ขืนไปชวน ไอ้กระจอกนั่นต้องรีบตะครุบโอกาสตอบตกลงทันทีแน่ ๆ
ซึ่งมันจะง่ายเกินไปสำหรับคนอย่างหลี่หมู่
ไม่นาน การฝึกสามวันก็จบลง
เช้าวันที่สี่
ป้อมปราการเหนือทางเข้าแดนเหวในเมืองเถี่ยโส่วคึกคักสุด ๆ!
แปดโมงเช้า
ลานกว้างบนป้อมปราการเนืองแน่นไปด้วยผู้คน
แต่ส่วนใหญ่กลับไม่ใช่ตัวนักเรียน แต่เป็นบรรดาผู้ปกครองที่แห่กันมา
ศึกแรกที่แดนเหวมีความเสี่ยงถึงชีวิต
นักเรียนทุกคนอาจจะต้องจบชีวิตลงในการต่อสู้ครั้งนี้ก็ได้
ถึงแม้โอกาสจะน้อย แต่ทางกองทัพก็ต้องอนุญาตให้ญาติพี่น้องเข้ามาชมการแข่งขันเพื่อส่งกำลังใจ
แม่ น้า น้าเขย และน้อง ๆ ของหลี่หมู่มากันพร้อมหน้า
เฉินเจียฉีกับเฉินเจียเฟิงถึงขนาดยอมโดดเรียนเพื่อมาเชียร์พี่ชายโดยเฉพาะ
หลี่หมู่กำลังจะไปรายงานตัว
แม่กับน้าก็เอาแต่กำชับให้เขาระวังตัวให้ดี
ทุกคนยืนมองส่งหลี่หมู่เดินเข้าไปในโซนลงทะเบียน
จากนั้นครอบครัวหลี่หมู่ก็พากันเดินไปหาที่นั่งในห้องโถงมัลติมีเดีย
นักเรียนทยอยลงทะเบียนอย่างเป็นระเบียบ แล้วลงลิฟต์เข้าสู่แดนเหว
ส่วนผู้บริหารโรงเรียน ตัวแทนจากตระกูลต่าง ๆ ญาติมิตร และผู้ปกครอง ก็จะเข้าไปรวมตัวกันในห้องโถงมัลติมีเดียที่ตั้งอยู่ตรงกลางลานกว้าง
ภายในห้องโถงมัลติมีเดียอันกว้างใหญ่
มีจอภาพโฮโลแกรมสามมิติขนาดยักษ์ตั้งอยู่ตรงกลาง และมีจอภาพย่อยอีกยี่สิบจอติดไว้รอบทิศทาง
จอภาพเหล่านี้แสดงผลแบบสามมิติ ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ก็จะเห็นภาพเป็นมุมมองด้านหน้าเสมอ
แผงป้ายคะแนนขนาดยักษ์ก็ถูกกางออกเตรียมพร้อม
ส่วนในแดนเหว นักเรียนที่ลงไปถึงแล้วก็เริ่มรวมตัวกัน
แน่นอนว่าคนตระกูลหลี่ก็มาด้วย
หยางซู่อิงมองเห็นคนตระกูลหลี่นั่งอยู่แถวหน้าสุดแต่ไกล
นางกัดฟันกรอดด้วยความแค้นใจ
ในการแข่งขันศึกแรกที่แดนเหวครั้งนี้ หลี่เสี่ยวหาวสังกัดอยู่โรงเรียนวูตาวเซิ่งหลง ซึ่งเป็นโรงเรียนอันดับหนึ่งของเขตตะวันออก
โรงเรียนวูตาวเซิ่งหลง ถือเป็นโรงเรียนระดับ T0 ในเมืองเถี่ยโส่ว
มีนักเรียนที่ปลุกพรสวรรค์ระดับ S ได้ถึงสองคน คนนึงคือหลี่เสี่ยวหาว อีกคนชื่อลู่เฉินเฟิง
ลู่เฉินเฟิงคนนี้ พอปลุกพรสวรรค์ระดับ S ได้ปุ๊บ เขาก็ทะลุขึ้นระดับสองปั๊บเลย
แถมช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ระดับพลังก็ยังพุ่งพรวดไม่หยุด ได้ข่าวว่าตอนนี้ทะลุไปถึงระดับสองขั้นสูงแล้ว!
ก่อนที่จะปลุกพรสวรรค์ นักรบทุกคนจะถูกกดระดับพลังเอาไว้ระยะหนึ่ง
เพื่อเป็นการปูพื้นฐานให้แน่นในช่วงระดับหนึ่ง
พอปลุกพรสวรรค์ได้ ก็จะเข้าสู่ช่วงที่ระดับพลังพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว
ซึ่งผลลัพธ์ทั้งหมดนี้ ก็ขึ้นอยู่กับความพยายามในช่วงก่อนหน้านี้นั่นแหละ
ลู่เฉินเฟิงคือตัวอย่างของคนที่เพอร์เฟกต์ทั้งพรสวรรค์และความสามารถ ทำให้เขาเป็นที่จับตามองและมีอิทธิพลอย่างมาก
แต่สำหรับหลี่เสี่ยวหาว ชื่อเสียงในโรงเรียนค่อนข้างจะเละเทะ
อย่างว่าแหละ การเปรียบเทียบทำให้เห็นความต่างชัดเจน
หลังจบการฝึก หลี่เสี่ยวหาวยังอยู่แค่ระดับหนึ่งขั้นสูงเท่านั้น
พอเอาไปเทียบกับลู่เฉินเฟิง บวกกับวีรกรรมปล้นพรสวรรค์ชาวบ้านของตระกูลหลี่
ก็เลยทำให้ไม่มีใครอยากจะคบค้าสมาคมด้วยเท่าไหร่
บนชั้นสองของห้องโถงมัลติมีเดีย
เต็มไปด้วยบรรดาบิ๊กบอสจากกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงทรัพยากร
รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประจำเขตตะวันออก และรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากร
สองบุคคลสำคัญระดับ V.I.P. นั่งอยู่แถวหน้าสุดของห้องรับรองพิเศษ
รายล้อมไปด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทั้งสองกระทรวง
แถวถัดมา ก็คือบรรดาผู้อำนวยการจากโรงเรียนนักรบกว่ายี่สิบแห่งที่ส่งนักเรียนเข้าร่วมแข่งขัน
จางเถิง ผู้อำนวยการโรงเรียนวูตาวเถิงหลง
และอิ๋นฉางหมิง ผู้อำนวยการโรงเรียนเฮยสุ่ย ก็รวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย
เวลาแปดนาฬิกายี่สิบนาที
นักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมดลงไปถึงแดนเหวเรียบร้อยแล้ว
ภาพจากโดรนทุกตัวฉายภาพนักเรียนที่กำลังยืนเข้าแถวรอฟังโอวาท
ฉินจ้านเย่ขี่ม้าศึกสายเลือดมอนสเตอร์ เดินเข้ามาหยุดอยู่หน้าโซนเทเลพอร์ตด้วยตัวเอง
เพื่อกล่าวปลุกใจก่อนการแข่งขัน
“ฉันขอเน้นย้ำอีกครั้ง!”
“ทุกคน ห้ามเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่มีระบุในแผนที่เด็ดขาด!”
“พื้นที่ทั้งหมดที่มีระบุในแผนที่ คือพื้นที่ที่ได้รับการเคลียร์มอนสเตอร์แล้วระดับหนึ่ง”
“ถ้าเจอมอนสเตอร์ที่ไม่มีอยู่ในคู่มือ ให้รีบหนีเอาตัวรอดทันที!”
“ถ้าพบเห็นค่ายกลเทเลพอร์ต ถ้ำ หลุม หรือกลุ่มก้อนพลังงานที่ดูน่าสงสัย”
“ให้รีบรายงานศูนย์บัญชาการ แล้วถอยออกมาทันที!”
“ทีนี้ ก็จัดกลุ่มให้เรียบร้อย จับมือกันเดินเข้าค่ายกลเทเลพอร์ตไปได้เลย”
“ขอให้ทุกคน... คว้าชัยกลับมา!”
ฉินจ้านเย่ชูดาบยาวขึ้นฟ้า ตะโกนลั่น
หลี่หมู่ก้มมองสมาร์ตวอตช์ที่ข้อมือ
สมาร์ตวอตช์รูปร่างเหมือนเต่าน้อย
รัฐบาลแจกฟรีให้ทุกคนที่ลงแดนเหว
มันคือสมาร์ตโฟนเวอร์ชันอัปเกรดที่รวมเอาเครื่องระบุพิกัดเข้าไว้ด้วยกัน
เชื่อมต่อกับระบบแผนที่ในแดนเหวแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถดูแผนที่และรับส่งข้อมูลบางอย่างจากสมาร์ตโฟนได้
เช่น ดูคะแนนจัดอันดับแบบเรียลไทม์
เต่าน้อยนี่มีชื่อว่า ‘เต่าไคเสวียน’ (เต่าคว้าชัย)
รัฐบาลตั้งชื่อนี้เพื่อเป็นสิริมงคล หวังให้นักรบทุกคนคว้าชัยกลับมาอย่างปลอดภัย
การฝึกสุดโหดตลอดสามวันที่ผ่านมา ทำเอานักเรียนเกือบสี่สิบเปอร์เซ็นต์ขอถอนตัวจากการแข่งขัน
บางคนถึงขั้นถอดใจขอย้ายไปเรียนสายบุ๋น เพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยสายบุ๋นแทนเลยด้วยซ้ำ
เพราะบรรยากาศในแดนเหวมันกดดันเกินไป
การฝึกไม่ได้มีแค่เรื่องใช้กำลัง แต่ยังมีการฉายคลิปวิดีโอให้ดูด้วย
ซึ่งคลิปพวกนั้นเป็นบันทึกการต่อสู้จริงของกองทัพจิ้นหยวน
มันต่างจากไลฟ์สดในเน็ตลิบลับ ทั้งสมจริง โหดร้าย และเลือดสาดกระจาย!
หลายคนพอเห็นความจริงก็ขอยอมแพ้ หนีกลับโรงเรียนไปดื้อ ๆ ประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมเป็นทหารกองหนุนของกองทัพจิ้นหยวนเด็ดขาด
ส่วนพวกที่เหลือรอดมาได้ ก็เรียกได้ว่าเป็นสายเลือดใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและความกล้าหาญ
แต่ถึงจะบอกว่าไม่กลัว พอต้องมาเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์จริง ๆ ทุกคนก็แอบประหม่ากันอยู่ดี
พอฉินจ้านเย่ชูดาบตะโกนปลุกใจ ทุกคนก็เลยตะโกนโห่ร้องตามเพื่อระบายความเครียด
“คว้าชัยกลับมา!”
“เต่าน้อยเอ๋ย!”
“เซนิกาเมะ!!!”
วินาทีนั้น นักเรียนทุกคนก็พร้อมใจกันแหกปากตะโกนอะไรก็ไม่รู้มั่วซั่วไปหมด บางคนก็หัวเราะลั่น
ทุกคนใช้เสียงหัวเราะและคำพูดกวน ๆ เพื่อต้านทานความกดดันอันมหาศาลจากแดนเหวที่มองไม่เห็น!
ก่อนจะพากันวิ่งกรูกันเข้าไปในโซนค่ายกลเทเลพอร์ตครึ่งวงกลมที่มีค่ายกลกว่าสิบจุดตั้งเรียงรายอยู่
ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา มีนักเรียนจากโรงเรียนเฮยสุ่ยมาขอจับกลุ่มกับหลี่หมู่เยอะมาก
แต่หลี่หมู่ก็ปฏิเสธไปหมด
เขาเหมาะที่จะเป็นหมาป่าเดียวดายมากกว่า
ดังนั้น ในขณะที่นักเรียนหลายคนกำลังยืนจับกลุ่มกันอยู่หน้าค่ายกล
หลี่หมู่ก็ก้าวเท้าเข้าไปในค่ายกลเทเลพอร์ตเรียบร้อยแล้ว…