แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 21 คงจะยากเกินไปสำหรับเด็กคนนี้
พรสวรรค์ของนักรบ แม้จะเป็นสายต่อสู้ ก็ยังแบ่งย่อยออกไปได้อีกหลายสาย
มีทั้งสายป้องกัน สายโจมตีหมู่ สายโจมตีเดี่ยว สายโจมตีระยะไกล และสายโจมตีระยะประชิด
แถมยังมีสายควบคุมอสูร สายควบคุมอาวุธอีกต่างหาก
ส่วนสายสนับสนุนและสายรักษานั้นมีน้อยมาก
เพราะพรสวรรค์ที่เน้นการสนับสนุนหรือรักษาอย่างแท้จริง มักจะถูกจัดให้อยู่ในหมวดสายอาชีพทั่วไป ซึ่งพวกนี้จะไม่ลงไปในแดนเหวเด็ดขาด
อย่างมากก็แค่พรสวรรค์สายต่อสู้ที่มีสกิลสนับสนุนแฝงอยู่นิดหน่อย แต่หลัก ๆ ก็ยังเน้นการต่อสู้อยู่ดี
ดังนั้น การตั้งตี้ลงดันเจี้ยน ก็ต้องหาเพื่อนร่วมทีมที่มีสกิลมาช่วยกลบจุดอ่อนของกันและกัน
อย่างเช่น ถ้าตี้ไหนมีแต่สายโจมตีไกล ไม่มีแทงก์ ไม่มีสายโจมตีประชิดเลย ตี้นั้นก็เตรียมตัวซวยได้เลย
และการลงแดนเหว ก็ไม่ใช่ว่ายิ่งคนเยอะยิ่งดีนะ
ถ้าน้อยไป เจอมอนสเตอร์เก่ง ๆ ก็สู้ไม่ไหว ไม่มีใครคอยซัพพอร์ต
แต่ถ้าคนเยอะไป พลังปราณของนักรบที่รวมตัวกันเยอะ ๆ ก็จะยิ่งแผ่รังสีรุนแรง ดึงดูดมอนสเตอร์ให้แห่กันมาเป็นพรวน
เหมือนกลิ่นคาวเลือดในทะเลที่ล่อฝูงฉลามคลั่งเลือดให้พุ่งเข้ามานั่นแหละ
หลังจากผ่านการลองผิดลองถูกมาเนิ่นนาน มนุษยชาติก็ได้ข้อสรุปว่า จำนวนสมาชิกในตี้ที่เวิร์กที่สุด
คือ 5 คน
ดังนั้น นักเรียนหลายคนจึงเริ่มจับคู่หาเพื่อนร่วมทีมที่มีสกิลตรงกับที่ตี้ตัวเองขาดตั้งแต่หน้าทางเข้า
หลี่หมู่ก้าวเท้าเข้าสู่ค่ายกลเทเลพอร์ต แสงสว่างจ้าก็สาดเข้าตาจนต้องหยีตา
วินาทีต่อมา เขาก็ย่อตัวลงต่ำอย่างรวดเร็ว พร้อมกับชัก ‘พลองดอกหนาม’ ออกมาถือเตรียมพร้อม
หลังจากกวาดสายตาสำรวจรอบ ๆ จนแน่ใจว่าปลอดภัยแล้ว เขาถึงได้ค่อย ๆ ยืดตัวขึ้น
หลี่หมู่ในตอนนี้ ดูหล่อเหลาเอาการกว่าร่างเดิมก่อนข้ามมิติมาเยอะเลย
เสื้อคลุมยืดหดสีดำแดงสลับเงิน พลิ้วไหวไปตามสายลม
ดูเข้ากันเป๊ะกับชุดนักเรียนสีดำขลิบเงินของโรงเรียนเฮยสุ่ย
ก่อนลงแดนเหว นักเรียนทุกคนจะได้รับอุปกรณ์ชั่วคราวอีกสองชิ้น
คือโดรนระบุพิกัด และถุงมิติชั่วคราว
ซึ่งของพวกนี้ต้องคืนเมื่อจบภารกิจ
โดรนบินขึ้นอัตโนมัติ ส่งเสียงครางหึ่ง ๆ ลอยอยู่เหนือหัวหลี่หมู่ไปทางด้านหลังประมาณสี่ห้าเมตร
นักเรียนทุกคนจะมีโดรนบินตามหลังแบบนี้คนละตัว
เพื่อถ่ายทอดสดภาพการต่อสู้กลับไปยังห้องโถงมัลติมีเดีย
แต่จอภาพในห้องโถงมีจำกัด
มีแค่นักเรียนที่ทำคะแนนติดอันดับท็อป ๆ เท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์ขึ้นจอให้คนดู
รัฐบาลได้กำหนดคะแนนของมอนสเตอร์แต่ละชนิดไว้แล้ว ตามระดับพลังงานของพวกมัน
เมื่อสังหารมอนสเตอร์ได้ สมาร์ตวอตช์ก็จะคำนวณคะแนนให้อัตโนมัติ
แต่นี่เพิ่งจะลงมาถึงแดนเหว ยังไม่มีใครเริ่มล่ามอนสเตอร์เลยสักตัว แต่นักเรียนบางคนกลับได้ขึ้นโชว์หราบนจอภาพยักษ์แล้ว
ซึ่งแน่นอนว่า ในนั้นไม่มีชื่อของหลี่หมู่หรอก
พวกที่ได้ขึ้นจอ ก็คือบรรดาอัจฉริยะระดับ S และ A จากโรงเรียนต่าง ๆ ซึ่งเป็นดาวเด่นของการแข่งขันครั้งนี้นั่นเอง
และคนที่โดดเด่นที่สุดในตอนนี้
คงหนีไม่พ้น จางจือเหวย อัจฉริยะระดับ S จากโรงเรียนวูตาวเซิ่งหลง
และลู่เฉินเฟิง อัจฉริยะระดับ S จากโรงเรียนฉงหมิง
ในเขตตะวันออก มีนักเรียนที่ปลุกพรสวรรค์ระดับ S ได้แค่สามคน ซึ่งสองคนนี้ก็อยู่ระดับหวงขั้นสองระดับสูงกันทั้งคู่ ฝีมือร้ายกาจสุด ๆ
ที่สำคัญ ทั้งสองคนต่างก็เลือกลุยเดี่ยว
ไม่ยอมตั้งตี้กับใคร
เห็นได้ชัดว่าพวกเขามั่นใจในฝีมือตัวเองแบบสุด ๆ
ส่วนหลี่เสี่ยวหาว อัจฉริยะระดับ S อีกคนจากโรงเรียนวูตาวเซิ่งหลงเหมือนกัน
กลับดูดรอปกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ระดับพลังก็แค่ขั้นหนึ่งระดับสูง แถมยังต้องพ่วงเพื่อนร่วมทีมระดับสองมาเป็นพี่เลี้ยงอีกตั้งสี่คน
ภาพของหลี่เสี่ยวหาวบนจอ ถือทวนยาวไว้ในมือ
เพื่อนร่วมทีมทั้งสี่คนที่มาด้วย ล้วนเป็นนักรบระดับสองทั้งสิ้น
หลี่เสี่ยวหาวอาศัยพรสวรรค์ ‘อสนีบาตเก้าชั้นฟ้า’ ที่ไปปล้นมาจากหลี่หมู่
บิดทวนไปมา กระแสไฟฟ้าแลบแปลบปลาบพันรอบตัวทวน ดูเท่ระเบิดระเบ้อ
ยืนเก๊กหล่อแอ็กท่าอยู่ตรงนั้น
ทางฝั่งครอบครัวตระกูลหลี่ ที่มีแม่เฒ่าหม่าเป็นหัวเรือใหญ่
นั่งรวมกลุ่มกันอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องโถงมัลติมีเดีย
พอเห็นหลี่เสี่ยวหาวโชว์พลังสายฟ้าบนทวน แม่เฒ่าหม่าก็พยักหน้ายิ้มกริ่มอย่างพอใจ
“เสี่ยวหาวนี่ฉลาดจริง ๆ เขารู้ว่าตอนนี้ตัวเองต้องได้ขึ้นจอยักษ์แน่ ๆ”
“ก็เลยรีบโชว์พาวเรียกเรตติ้งแต่เนิ่น ๆ จะได้ดึงดูดสายตาคนดูเยอะ ๆ”
แม่ของหลี่เสี่ยวหาว หรือก็คืออาซ้อรองของหลี่หมู่ นั่งไขว่ห้างเชิดหน้าขึ้นพูดอย่างภาคภูมิใจ
“หึ แน่นอนสิคะ เสี่ยวหาวของพวกเราน่ะ หัวไวจะตายไป!”
แต่พอพวกเธอพูดจบปุ๊บ
เพื่อนร่วมทีมของหลี่เสี่ยวหาวทั้งสี่คน ก็พร้อมใจกันหันมามองหลี่เสี่ยวหาวด้วยสายตารำคาญ
สายตาประมาณว่า ‘มึงบ้าป่ะเนี่ย?’
‘มอนสเตอร์ก็ยังไม่เจอ จะเบ่งพลังปราณหาพระแสงอะไร?’
แต่ก็ไม่มีใครกล้าด่าหลี่เสี่ยวหาวออกมาตรง ๆ
เพราะพวกเขาทั้งสี่คน คือคนที่ทางโรงเรียนคัดมาเป็น ‘พี่เลี้ยง’ ให้หลี่เสี่ยวหาวโดยเฉพาะ
จังหวะนั้นเอง ในห้องโถงมัลติมีเดียก็มีเสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นมาเป็นระยะ
เพราะบนหน้าจอหลัก มีตารางอันดับสุดพิเศษปรากฏขึ้น
นั่นก็คือ ตารางแสดงจำนวนนักเรียนของแต่ละโรงเรียนที่เข้าร่วมศึกแรกที่แดนเหวแบบเรียลไทม์
พอเอาจำนวนคนที่ลงดันเจี้ยนไปเทียบกับจำนวนคนที่ลงทะเบียนตอนฝึกทหาร ก็จะรู้เลยว่าโรงเรียนไหนมี ‘พวกขี้ขลาด’ หนีทัพเยอะที่สุด
โรงเรียนอื่น ๆ อย่างน้อย ๆ ก็มีคนลงดันเจี้ยนกันสองสามร้อยคน
แย่สุดก็ยังมีเป็นร้อยคน
ในบรรดาโรงเรียนกว่าสามสิบแห่ง มีอยู่โรงเรียนเดียวที่จำนวนคนลงดันเจี้ยนมีแค่เลขสองหลัก แถมยังรั้งท้ายตารางด้วย
นั่นก็คือโรงเรียนเฮยสุ่ย
จำนวนนักเรียนที่ลงสู่แดนเหว… 66 คน…
คนในห้องโถงต่างพากันปรายตามองไปทางกลุ่มผู้บริหารของโรงเรียนเฮยสุ่ยอย่างมีเลศนัย
ทำเอาพวกผู้บริหารโรงเรียนเฮยสุ่ยหน้าสลับสีเดี๋ยวแดงเดี๋ยวเขียว นั่งแทบไม่ติดเก้าอี้ด้วยความอับอาย
ทางฝั่งครอบครัวหลี่หมู่ เฉินเจียฉีกับเฉินเจียเฟิงที่รู้เรื่องระบบการศึกษาดีที่สุด
ก็คอยทำหน้าที่เป็นนักพากย์อธิบายให้หยางซู่อิงกับหยางโหย่วหรงฟัง
“คุณป้าครับ ซวยแล้ว! โรงเรียนของพี่หมู่มีคนลงไปน้อยที่สุดเลย!”
เฉินเจียเฟิงกระโดดเหยง ๆ ด้วยความร้อนใจ
ความจริงหลี่หมู่ก็เล่าให้ฟังตั้งแต่วันที่ย้ายโรงเรียนมาแล้ว
เรื่องนี้พวกเขาก็พอจะเดาได้อยู่แล้ว
แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเลวร้ายขนาดนี้
หยางซู่อิงพยักหน้ารับ มือทั้งสองข้างถูไถไปมาบนหน้าขาจนเหงื่อชุ่ม
หัวอกคนเป็นแม่ มีหรือจะไม่เป็นห่วงลูก
ยิ่งเมื่อกี้ นางเห็นหลี่เสี่ยวหาวของตระกูลหลี่บนจอแล้วด้วย
ทวนยาวที่มีกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่าน ดูทรงพลังอำนาจสุด ๆ
ความโกรธแค้นและความเจ็บปวดก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาจุกอก
พรสวรรค์ที่แข็งแกร่งขนาดนั้น มันควรจะเป็นของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของนางแท้ ๆ
แต่กลับโดนไอ้ขยะของตระกูลหลี่แย่งไปหน้าตาเฉย
ส่วนลูกชายของนาง กลับต้องแบกรับพรสวรรค์ระดับ F ลงไปเสี่ยงตายกับพวกมอนสเตอร์สุดสยองในแดนเหว
คิดแล้วนางก็ปวดใจแทบขาด
หยางโหย่วหรงเห็นสีหน้าพี่สาวเริ่มซีดเซียว ก็หันไปถลึงตาใส่ลูกชายทันที
“ไอ้ลูกหมา หุบปากไปเลยนะ ฉันดูเองได้โว้ย!”
ด่าเสร็จก็แถมลูกถีบให้ลูกชายไปหนึ่งทีแก้โมโห
แต่พอบอกว่าตัวเองดูเป็น นางก็หันไปถามลูกสาวเสียงขุ่น
“แล้วจะดูพี่ชายแกบนจอได้ยังไงเนี่ย!”
เฉินเจียฉีรีบอธิบาย
“แม่คะ ตอนนี้พี่ยังไม่มีคะแนนเลยค่ะ”
“บนจอมีทั้งหมด 21 ช่อง”
“คนที่มีคะแนนนำเป็นอันดับหนึ่ง จะได้ขึ้นจอหลักตรงกลาง”
“อันดับ 2 ถึง 11 จะได้ขึ้นจอย่อย 10 จอด้านบน”
“ส่วนอันดับ 12 ถึง 100 จะผลัดกันขึ้นโชว์บนจอย่อย 10 จอด้านล่าง”
“ถ้าพี่หมู่จะขึ้นจอได้ อย่างน้อยต้องทำคะแนนให้ติดท็อป 100 ให้ได้ก่อนค่ะ”
“ซึ่งตอนนี้มีคนเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมดสามพันเจ็ดร้อยกว่าคนเลยนะคะ”
พอได้ยินแบบนี้ น้าหยางโหย่วหรงก็เริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้บ้างแล้ว
“โอ้โห! สามพันเจ็ดคัดเหลือร้อยเดียว นี่มันยากโคตร ๆ เลยนะเนี่ย”
บริเวณด้านนอกห้องโถงมัลติมีเดีย
นักเรียนจากโรงเรียนอื่นที่อยู่ใกล้กับกลุ่มโรงเรียนเฮยสุ่ย ต่างพากันหัวเราะเยาะเย้ยอย่างไม่ปิดบัง
ทำเอานักเรียนโรงเรียนเฮยสุ่ยอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี
“แม่งเอ๊ย ขำหาพ่องมึงเหรอ! ถ้าโรงเรียนพวกมึงมีแต่นักรบระดับหนึ่งบ้าง มึงจะกล้าลงไปไหมล่ะไอ้เวร!”
นักเรียนคนหนึ่งสบถด่าเสียงขรม
“ปลงเถอะน่า โรงเรียนเฮยสุ่ยก็เป็นตัวตลกให้เขาหัวเราะเยาะทุกปีอยู่แล้ว เพิ่มปีนี้อีกปีจะเป็นไรไป”
“นั่นดิ ปีที่แล้วหนักกว่านี้อีก มีคนลงไปแค่สี่สิบกว่าคนเอง”
ส่วนบนชั้นสองของห้องโถง
อิ๋นฉางหมิงกำลังรับหน้าพวกผู้บริหารโรงเรียนอื่นที่แห่กันมาแซะเขาอย่างหน้าชื่นอกตรม
“ร้ายไม่เบานี่เหล่าอิ๋น ซุ่มเงียบเก็บตัวเก่งนะเนี่ย?”
“ก็ต้องยอมให้เหล่าอิ๋นเขาแหละ รู้จักถนอมกำลังพล!”
“ศึกแรกที่แดนเหวมันอันตรายจะตายไป เหล่าอิ๋นรักนักเรียนเหมือนลูกในไส้ จะยอมให้ลูกไปเสี่ยงตายได้ยังไงล่ะ จริงไหม?”
อิ๋นฉางหมิงขี้เกียจจะต่อปากต่อคำกับคนพวกนี้
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเดินตรงไปหาเจ้าหน้าที่จากกระทรวงศึกษาธิการประจำเขตตะวันออกท่านหนึ่ง
“หัวหน้าเซวียครับ พอดีผมเพิ่งได้บุหรี่ดี ๆ มาซองนึง รบกวนหัวหน้าช่วยชิมให้หน่อยได้ไหมครับ”
พูดจบ อิ๋นฉางหมิงก็ยิ้มประจบประแจง ยื่นซองบุหรี่ให้หัวหน้าเซวีย
การที่อิ๋นฉางหมิงแจกบุหรี่ต่อหน้าคนเยอะแยะแบบนี้ มันดูเป็นการแสดงน้ำใจมากกว่าการติดสินบน หัวหน้าเซวียก็เลยไม่ปฏิเสธ
เขายิ้มรับแล้วหยิบบุหรี่ขึ้นมามวนนึง พลางเอ่ยชม
“แหม เหล่าอิ๋น บุหรี่ยี่ห้อนี้หายากนะเนี่ย งั้นฉันขอชิมหน่อยละกัน!”
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ” อิ๋นฉางหมิงรีบจุดไฟแช็กบริการทันที
“คือผมอยากจะอธิบายเรื่องที่โรงเรียนเรามีคนเข้าร่วมการแข่งขันน้อยน่ะครับ… จริง ๆ แล้วมันเป็นความผิดพลาดในการจัดการของผมเอง!”
“ไม่ได้หมายความว่านักเรียนของเราไร้คุณภาพหรอกนะครับ”
“ผมรบกวนหัวหน้าช่วยพูดกับท่านรองรัฐมนตรีและทางกระทรวงทรัพยากรให้หน่อยนะครับ ว่าอย่าเพิ่งตัดงบสนับสนุนของโรงเรียนเราไปมากกว่านี้เลย”
อิ๋นฉางหมิงทำหน้าเศร้าสร้อยอ้อนวอน แม้จะเป็นชายวัยกลางคน แต่ใบหน้ากลับดูเหนื่อยล้าเต็มทน
หัวหน้าเซวียอัดควันบุหรี่เข้าปอดลึก ๆ แล้วพ่นออกมา พลางถอนหายใจ
“เหล่าอิ๋นเอ๊ย พวกเราก็คนกันเองนะ ฉันล่ะไม่เข้าใจแกจริง ๆ”
“ตำแหน่งรองประธานบริษัทยักษ์ใหญ่ แกก็ไม่ยอมทำ ดันมาเปิดโรงเรียนนักรบ แกทำไปเพื่ออะไรวะ?”
“แกรั้งท้ายทุกปีแบบนี้ แกยังไม่ตาสว่างอีกเหรอ? ด้วยเส้นสายที่แกมีอยู่ตอนนี้ แกทำโรงเรียนไม่รอดหรอก...”
“เชื่อฉันเถอะ ปิดโรงเรียนซะเถอะ”
หัวหน้าเซวียกระซิบเตือนด้วยความหวังดี
อิ๋นฉางหมิงได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ พยักหน้ารับ พอหันไปมองตัวเลข ’66’ บนจอยักษ์ที่มันแทงใจดำ
เขาก็ได้แต่ถอนหายใจยาวอีกรอบ
หัวหน้าเซวียเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของอิ๋นฉางหมิง ก็ชี้ไปที่เด็กหนุ่มสะพายทวนบนจอยักษ์
“นั่นจางจือเหวย พรสวรรค์ระดับ S ‘ทวนทองม้าเหล็ก’ สุดยอดพรสวรรค์สายโจมตีขั้นเทพ”
“ถ้าโรงเรียนแกอยากจะผงาดขึ้นมาได้ อย่างน้อยแกก็ต้องมีนักรบระดับนี้สักคนนึง”
“และที่สำคัญ ต้องเป็นคนที่จงรักภักดีกับแกแบบสุดหัวใจด้วยนะ!”
“ไม่อย่างนั้นล่ะก็… แกคงเข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม?”
หัวหน้าเซวียพูดทิ้งท้ายอย่างมีเลศนัย แล้วหยิบบุหรี่จากซองของอิ๋นฉางหมิงไปอีกมวน
อิ๋นฉางหมิงจ้องมองเด็กหนุ่มสะพายทวนบนจอยักษ์ด้วยสายตาเหม่อลอย
ใช่สิ
ถ้ามียอดฝีมือระดับนี้อยู่ในโรงเรียน โรงเรียนเฮยสุ่ยถึงจะมีหวังลืมตาอ้าปากได้
แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความจงรักภักดีล่ะก็
เมื่อสามวันก่อน ก็มีเด็กใหม่ที่เพิ่งย้ายมาชื่อหลี่หมู่ เขาเพิ่งจะทะลุขึ้นระดับสองหมาด ๆ แถมยังปฏิเสธคำชวนของโรงเรียนจินหัวไปซะด้วย
ถึงหลี่หมู่จะเป็นอัจฉริยะด้านการปรับปรุงวิชา แต่ใช่ว่าอัจฉริยะด้านวิชาการต่อสู้จะเก่งกาจในการต่อสู้จริงเสมอไป
และถ้าจะหวังให้หลี่หมู่ที่เพิ่งทะลุขึ้นระดับสอง และปรับปรุงวิชากระบองได้สำเร็จ
สามารถใช้พรสวรรค์ระดับ F เอาชนะทุกคนจนคว้าแชมป์ และเจิดจรัสแสงได้เหมือนพวกจางจือเหวยล่ะก็
อิ๋นฉางหมิงก็แอบคิดว่า…
มันคงจะยากเกินไปสำหรับเด็กคนนี้…