แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 28 ช่วย... ฟาดฉันสักทีได้ไหม?
บนชั้นสองของห้องโถงมัลติมีเดียตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ
ก่อนที่รองรัฐมนตรีทรัพยากรจะทุบราวระเบียงดังปัง แล้วตะโกนลั่น
“ยอด! สู้ได้ยอดเยี่ยมมาก!”
แม้แต่พวกตาแก่ในคณะผู้บริหารโรงเรียนที่ปกตินั่งหน้าเครียด ยังลุกขึ้นปรบมือเชียร์กันเสียงขรม!
ก็แน่ล่ะ จะไม่ให้บอกว่ายอดเยี่ยมได้ยังไง
เมื่อกี้จางจือเหวยแทบจะไม่มีโอกาสรอดแล้วด้วยซ้ำ!
ใครจะไปเชื่อว่าหลี่หมู่จะใช้พลองแค่ทีเดียว ช่วยชีวิตจางจือเหวยไว้ได้
จริงอยู่ว่าตอนนั้นงูยักษ์มันมัวแต่จดจ่ออยู่กับจางจือเหวย ทำให้เหมือนโดนตรึงเป้าไว้
แต่พลังป้องกันของงูยักษ์ตัวนี้ทุกคนก็เห็นกันเต็มสองตาแล้ว
ขนาดท่าไม้ตายของจางจือเหวยก่อนตาย ยังทำได้แค่กรีดเนื้อถลกหนังมันเท่านั้น
แต่หลี่หมู่กลับฟาดเกล็ดมันจนแหลกละเอียดได้!
และที่สำคัญที่สุดคือการร่วมมือกันของทั้งสามคนหลังจากนั้น
มันแสดงให้เห็นถึงพลังรบที่เหนือชั้นสุด ๆ
ถ้าเอาไปเทียบกับทหารเจนศึกของกองทัพจิ้นหยวนที่ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน แน่นอนว่าทักษะอาจจะยังดูดิบ ๆ ไปบ้าง
แต่พวกเขายังเป็นแค่นักเรียนอยู่นะเว้ย เพิ่งลงแดนเหวเป็นครั้งแรกแท้ ๆ
มีฝีมือการต่อสู้ระดับนี้ ก็ถือว่าเป็นโคตรอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะแล้ว
ลู่เฉินเฟิง ร่างกายแข็งแกร่งดุจหินผา พลังป้องกันสุดยอด
จางจือเหวย เพลงทวนขั้นเทพ พลังโจมตีทะลุทะลวง
แต่สำหรับหลี่หมู่… มันเกินกว่าจะหาคำไหนมาบรรยาย!
มีพรสวรรค์แค่ระดับ F แต่กลับมีพลังโจมตีรุนแรงเป็นรองแค่จางจือเหวย
ไหวพริบในการต่อสู้เป็นเลิศ บัญชาการรบได้อย่างเยือกเย็น แถมยังมีวิชาต่อสู้ที่แปลกประหลาดพิสดารอีกต่างหาก!
ใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อเพื่อสร้างโอกาสให้จางจือเหวย แล้วพอตรึงการเคลื่อนไหวของงูยักษ์ได้ปุ๊บ เขาก็ยังมีแรงฟาดปิดฉากมันได้ด้วยตัวเองอีก!
โดยเฉพาะไอ้คำว่า ‘หยุด!’ คำนั้น
ตอนที่ชุลมุน หลายคนอาจจะมองไม่ทัน
แต่บิ๊กบอสพวกนี้ตาไวจะตาย เห็นชัดเจนเลยว่าหลี่หมู่แค่ตะโกนคำว่า ‘หยุด’ ก็ตรึงงูยักษ์ตัวนั้นให้อยู่กับที่ได้ประมาณครึ่งวินาที!
นี่มันวิชานอกรีตอะไรกันเนี่ย?
ประกาศิตสวรรค์งั้นเหรอ?
นี่มันใช่พลังที่นักรบพรสวรรค์ระดับ F ควรจะมีจริง ๆ เหรอวะ?
ตอนนี้อิ๋นฉางหมิงตื่นเต้นจนพูดไม่ออกแล้ว
ส่วนบรรดาผู้อำนวยการโรงเรียนคนอื่น ๆ ที่เมื่อกี้ยังรุมแซะอิ๋นฉางหมิงอยู่เลย
มาตอนนี้ หน้าแตกหมอไม่รับเย็บ แอบอิจฉาตาร้อนกันเป็นแถว
แต่ก็ต้องจำใจลุกขึ้นปรบมือตามน้ำไปกับพวกบิ๊กบอส
รู้สึกกระอักกระอ่วนใจสุด ๆ
เมื่อกี้ยังล้อเลียนอิ๋นฉางหมิงอยู่เลยว่าใช้แท็กติก 66 คน
หาว่ารักนักเรียนเหมือนลูก ถากถางที่ส่งนักเรียนลงไปน้อย
ใครจะไปคิดว่าโรงเรียนเฮยสุ่ยจะมีเพชรเม็ดงามอย่างหลี่หมู่ซ่อนอยู่
แค่คนเดียว ก็ยกระดับโรงเรียนเฮยสุ่ยให้ไปอยู่ในจุดที่ไม่เคยเอื้อมถึงมาก่อนได้!
ตัดภาพกลับมาที่สนามรบ
หลี่หมู่กับอีกสองคนมองหน้ากัน
หลี่หมู่เชิดคางใส่จางจือเหวย
“เฮ้ย! คำว่าขอบคุณพูดไม่เป็นรึไง?”
“บุญคุณยิ่งใหญ่ ไม่ต้องเอ่ยคำขอบคุณหรอก บุญคุณช่วยชีวิตครั้งนี้ ฉันจำฝังใจแล้ว” จางจือเหวยตอบหน้าแดงระเรื่อ
เขาต่างจากลูกคุณหนูบ้านรวยคนอื่น ๆ
ที่บ้านทำธุรกิจใหญ่โตก็จริง แต่เขาไม่สนใจเรื่องผู้หญิงหรือรถหรูเลย วัน ๆ เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการฝึกวิชา
แถมยังหยิ่งยโส ไม่ค่อยเห็นนักรบทั่วไปอยู่ในสายตา บุคลิกเลยดูเย็นชาเข้าถึงยาก
แต่สำหรับหลี่หมู่ที่เพิ่งช่วยชีวิตเขาจากความตาย
นอกจากความซาบซึ้งแล้ว จางจือเหวยยังแอบเกรงใจหลี่หมู่อยู่ลึก ๆ ด้วย
เพราะเขาเป็นคนเดียวที่สัมผัสได้ถึงอานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวจากพลองของหลี่หมู่แบบเต็ม ๆ
ถ้าเมื่อกี้พลองนั่นฟาดลงมาที่หัวเขา เขาก็คงตายคาที่เหมือนกัน
แถมวันนี้เขายังต้องให้ลู่เฉินเฟิงกับหลี่หมู่ช่วยชีวิตไว้ถึงสองครั้งสองครา!
คิดแล้วก็แอบเสียฟอร์มอยู่เหมือนกัน
“ไม่ต้องขนาดนั้นหรอกน่า แค่บอกว่าขอบคุณคำเดียว ก็ถือว่าหายกันแล้ว” หลี่หมู่ตอบแบบไม่ใส่ใจ
จางจือเหวยคิ้วกระตุกยิก ๆ กัดฟันตอบสั้น ๆ ห้วน ๆ ว่า
“ไม่”
“นี่พวกนาย ฉันว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งคุยเล่นกันนะ”
ลู่เฉินเฟิงพูดแทรกขึ้นมา พลางชี้ไปข้างหลังหลี่หมู่
ฝุ่นควันตลบอบอวลอยู่ลิบ ๆ ข้างหลังหลี่หมู่ แล้วจู่ ๆ ฝุ่นควันนั้นก็ลามกระจายไปทั่วทุกทิศทุกทาง
ท่ามกลางม่านฝุ่นนั้น ปรากฏร่างของงูยักษ์จำนวนนับไม่ถ้วนกำลังเลื้อยเข้ามาใกล้
ดำทะมึนเป็นฝูงใหญ่ยักษ์ เห็นแล้วชวนขนลุก!
“น่าจะเป็นงูยักษ์ระดับสองทั้งหมด สงสัยไอ้งูยักษ์ระดับสามตัวนั้นมันคงปล่อยสัญญาณเตือนภัยก่อนตายแหง ๆ”
จางจือเหวยวิเคราะห์เสียงเครียด
ตอนนี้จะร่ายคาถากลับเมืองก็คงไม่ทันแล้ว
ทันใดนั้น ก็มีเสียงนายทหารดังขึ้นจากสมาร์ตวอตช์ของทั้งสามคน
“หลี่หมู่, จางจือเหวย, ลู่เฉินเฟิง!”
“ทีมช่วยเหลือของเรากำลังเร่งเครื่องไปหาพวกเธออยู่!”
“ให้พวกเธอรีบถอยกลับไปทางพื้นที่สีเหลือง เพื่อไปสมทบกับทีมช่วยเหลือด่วน!”
น้ำเสียงของนายทหารดูร้อนรนมาก
ก็แน่ล่ะ ทั้งสามคนนี้คือท็อปทรีของศึกแรกที่แดนเหวเชียวนะ!
แต่ละคนล้วนมีอนาคตไกลทั้งนั้น!
ถึงงูยักษ์พวกนี้จะเป็นแค่ระดับสอง แต่มันก็เยอะเกินไป!
ขืนปล่อยให้พวกเขาทั้งสามคนมาทิ้งชีวิตไว้ตรงนี้ มันคงเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของกองทัพแน่
พอสิ้นเสียงนายทหาร หลี่หมู่ก็รีบสะบัดป้ายม้า เรียก ‘เหย่ากู่’ ออกมาทันที
เจองูยักษ์ฝูงใหญ่ขนาดนี้ ไม่มีทางสู้ชนะหรอก ทางเดียวที่ทำได้คือเผ่นลูกเดียว
เหย่ากู่ดูคึกคักสุด ๆ วันนี้เป็นวันแรกที่มันได้ลงสนามจริง
พอต้องมาเจอกับฝูงมอนสเตอร์สุดสยอง มันกลับไม่กลัวเลยสักนิด มิหนำซ้ำยังส่งเสียงร้องคำรามท้าทายด้วย
ถ้าเมื่อกี้หลี่หมู่ไม่รีบเก็บมันเข้าป้ายม้าล่ะก็
เหย่ากู่อาจจะพุ่งเข้าไปชนงูยักษ์พวกนั้นตายไปสักตัวสองตัวแล้วก็ได้
สิ่งที่ทำให้หลี่หมู่แปลกใจก็คือ
จางจือเหวยก็มีป้ายม้าเหมือนกัน เขาสะบัดมือปุ๊บ ม้าศึกสีขาวปลอดก็กระโจนออกมาปั๊บ
ม้าขาวตัวนี้ตัวใหญ่พอ ๆ กับเหย่ากู่เลย ถึงจะไม่ได้ดูล่ำบึกเท่าเหย่ากู่ แต่ก็ถือเป็นม้าศึกระดับท็อป
ตัวขาว หางขาว แผงคอสีดำ นัยน์ตาสีทอง ดูสง่างามไม่เบา!
จางจือเหวยกระโดดขึ้นหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว
พร้อมกับหันไปตะโกนบอกลู่เฉินเฟิง “เร็วเข้า! ขึ้นมาเลย!”
พอได้ยินจางจือเหวยพูดแบบนั้น ม้าขาวตัวนั้นก็หันไปมองขนาดตัวอันมหึมาของลู่เฉินเฟิงโดยสัญชาตญาณ
นัยน์ตาสีทองของมันเบิกกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ลู่เฉินเฟิงตัวใหญ่เบ้อเริ่ม น้ำหนักน่าจะเกินสามร้อยชั่ง!
ขืนให้ไอ้ยักษ์นี่กระโดดขึ้นมาขี่
ม้าขาวตัวนี้คงได้กระอักเลือดตายคาที่แหง ๆ
ลู่เฉินเฟิงเหมือนจะรู้ทันว่าม้ามันคิดอะไรอยู่ เขาหัวเราะลั่น
“ไม่ต้องกลัวนะม้าน้อย เดี๋ยวฉันจะวิ่งแข่งกับพวกนายเอง!!”
พูดจบ ลู่เฉินเฟิงก็ยกมือขึ้นตบก้นม้าทั้งสองตัวอย่างแรง
ม้าขาวส่งเสียงร้องคำราม พุ่งตัวทะยานไปข้างหน้าดุจดาวตกสีขาว
ม้าของหลี่หมู่ก็เร่งสปีดตามมาติด ๆ แซงหน้าม้าขาวไปในพริบตา
ลู่เฉินเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ร่างกายของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้นอีกครึ่งเท่าตัว แสงสีเขียวแผ่ซ่านออกมารอบตัว
เส้นเลือดดำปูดโปนขึ้นมาตามเรียวขาราวกับงูเลื้อยพล่าน ร่างกายของเขาพุ่งทะยานออกไปเหมือนลูกปืนใหญ่!
พึ่งแค่สองขาเปล่า ๆ วิ่ง!
แต่ลู่เฉินเฟิงกลับวิ่งตามม้าศึกทั้งสองตัวทันในพริบตา!
“เชี่ยยยย!!”
หลี่หมู่กับจางจือเหวยที่อยู่บนหลังม้า สบถออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
หนึ่งคนสองม้า พุ่งทะลวงฝ่าวงล้อมของงูยักษ์ตรงจุดที่อ่อนที่สุดไปได้อย่างหวุดหวิด
ทิ้งม่านฝุ่นไว้เบื้องหลัง พุ่งพรวดออกจากดงงูยักษ์ มุ่งหน้ากลับสู่พื้นที่สีเหลืองอย่างไม่คิดชีวิต
ประกาศจากสมาร์ตวอตช์ดังขึ้นอีกครั้ง
“ประกาศถึงนักเรียนทุกคน! ตอนนี้พบเหตุการณ์ผิดปกติในพื้นที่สอบ”
“การสอบศึกแรกที่แดนเหว ถือเป็นอันสิ้นสุด ขอให้นักเรียนทุกคนรีบกลับเข้าค่ายกลเทเลพอร์ตทันที!”
ประกาศนี้ดังซ้ำถึงสามรอบ
จุดประสงค์หลักของศึกแรกที่แดนเหว ก็คือให้นักเรียนได้ลองสัมผัสบรรยากาศการต่อสู้กับมอนสเตอร์ในระดับเดียวกันดู
ในเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ประกอบกับเวลาการสอบก็ใกล้จะหมดแล้ว ทางกองทัพก็เลยสั่งยุติการสอบก่อนเวลา
วิ่งมาได้ไม่กี่กิโล หลี่หมู่กับอีกสองคนก็เจอกับทีมช่วยเหลือที่กำลังควบม้าสวนมาพอดี
ทหารแต่ละคนถืออาวุธคู่กาย ควบม้ามาด้วยความเร็วสูง สวมเครื่องแบบของกองทัพจิ้นหยวนอย่างภาคภูมิ
ตอนที่วิ่งสวนกัน
ทหารพวกนั้นต่างก็หันมามองพวกหลี่หมู่
แค่สบตากันแวบเดียว หลี่หมู่ก็แอบขนลุกซู่
ทหารส่วนใหญ่ในทีมช่วยเหลือ เป็นแค่นักรบระดับสองเหมือนกัน
มีระดับสามปะปนอยู่บ้าง น่าจะเป็นพวกระดับหัวหน้าทีม
แต่รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวทหารพวกนี้น่ะสิ น่าสะพรึงกลัวสุด ๆ!
กลิ่นอายของพวกเจนศึกที่ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน มันต่างจากนักรบธรรมดาในระดับเดียวกันลิบลับเลย
หลังจากนั้น ทั้งสามคนก็วิ่งกันหูตูบต่อไปอีกหลายสิบกิโลเมตร ถึงได้ยอมหยุดพัก
นอกจากคนในห้องโถงมัลติมีเดียแล้ว
ศูนย์บัญชาการของกองทัพจิ้นหยวนก็ยังคงเกาะติดสถานการณ์ของศึกแรกที่แดนเหวอย่างใกล้ชิด
คำสั่งยุติการสอบ ก็เป็นคำสั่งสายตรงจากหวังหลงเฉิงนั่นแหละ
ตอนนี้ หวังหลงเฉิงกับฉินจ้านเย่กำลังมองดูภาพของหลี่หมู่กับอีกสองคนบนจอภาพ พร้อมกับยิ้มให้กันอย่างรู้ใจ
หวังหลงเฉิงพึมพำกับตัวเองด้วยความหมายลึกซึ้ง
“เพชรแท้… ยังไงก็ซ่อนประกายไม่ได้หรอก”
หลังจากมาหยุดพักที่ลานกว้าง จางจือเหวยก็เก็บม้าศึกเข้าป้ายม้า
ลู่เฉินเฟิงทิ้งตัวลงนั่งหอบแฮก ๆ แล้วควักหินเทเลพอร์ตออกมาแกว่งให้หลี่หมู่กับจางจือเหวยดู
“เฮ้ย กลับด้วยกันไหม รอฉันแป๊บนึง เดี๋ยวร่ายคาถาเสร็จก็กลับพร้อมกันเลย”
หลี่หมู่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ จะได้ประหยัดหินเทเลพอร์ตไปในตัวด้วย เพราะหินเทเลพอร์ตสำรองเนี่ย ก้อนนึงตั้งสามพันหยวนเชียวนะ
หินเทเลพอร์ตเนี่ย หลักการทำงานของมันก็เหมือนค่ายกลเคลื่อนที่นั่นแหละ
แต่มันจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อพลังปราณของคนใช้ไม่ปั่นป่วนจนเกินไป
ถ้าอยู่ในสภาวะปกติ ก็จะใช้เวลาร่ายคาถาแค่ 20-30 วินาที
แต่ถ้าอยู่ในโหมดต่อสู้ ต้องใช้เวลาอย่างต่ำ 3-5 นาที แถมคนใช้ห้ามขยับตัวออกจากรัศมีค่ายกลด้วย
ลู่เฉินเฟิงบีบหินเทเลพอร์ตจนแตก พลังงานจากค่ายกลก็ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นรอบ ๆ ตัวพวกเขา
ระหว่างที่รอค่ายกลทำงาน ลู่เฉินเฟิงก็เอามือค้ำยันพื้นข้างหลังไว้ แล้วหันมามองหลี่หมู่
“หลี่หมู่ ฉันมีเรื่องอยากจะขอร้องนายหน่อย!”
“หืม?” หลี่หมู่เลิกคิ้วสงสัย
“นายช่วย… ฟาดฉันสักทีได้ไหม?”