แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 34 ช่วงเฝ้าระวังของชายชราลึกลับ
“พ่อครับ”
หวังหลงเฉิงค้อมตัวลงเล็กน้อยด้วยความเคารพ
ชายชราตรงหน้าคือพ่อตาของเขานั่นเอง
ไป๋เถี่ยเวยที่นั่งเอนหลังสบาย ๆ อยู่บนโซฟา ถามผู้เป็นพ่อขึ้นมาว่า
“พ่อคะ พ่อดูแล้วเด็กคนนี้เป็นยังไงบ้าง?”
ชายชราไม่ตอบในทันที
เขาเอามือไพล่หลัง เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหวังหลงเฉิง แล้วถามกลับว่า
“หลงเฉิง ไหนเธอลองบอกความเห็นของเธอมาก่อนสิ”
หวังหลงเฉิงตอบอย่างนอบน้อม
“พ่อครับ ผมประเมินเด็กคนนี้ไว้สามข้อครับ”
“ข้อแรก เขามีบุญคุณกับผม แถมประวัติก็ขาวสะอาดมาก”
“ข้อสอง เขามีพรสวรรค์ในการฝึกฝนวิชาสูงลิ่ว เรียกว่าเป็นอัจฉริยะด้านการต่อสู้เลยก็ว่าได้”
“และข้อสาม ถึงจะมีพรสวรรค์แค่ระดับ F แต่กลับคว้าแชมป์ศึกแรกที่แดนเหวมาได้ แสดงว่าเขามีทั้งความกล้าหาญและสติปัญญาเป็นเลิศ”
“คุณค่าในตัวเด็กคนนี้ มีมากกว่าที่คนทั่วไปประเมินไว้เยอะครับ”
“ผมเชื่อว่าอีกไม่นานเขาต้องผงาดขึ้นมาได้อย่างแน่นอน”
“แต่แน่นอนว่า… การถูกพวกสมาคมสวรรค์หมายหัว ก็คงเป็นเรื่องที่หนีไม่พ้นเหมือนกัน…”
“เพราะอย่างนี้แหละครับ ผมถึงอยากจะกางปีกปกป้องเขาไว้”
“ถ้าอัจฉริยะแบบนี้ตกไปอยู่ในมือของสมาคมสวรรค์ล่ะก็ ผลที่ตามมาคงเลวร้ายสุด ๆ”
“แต่ถ้าหลี่หมู่เติบโตขึ้นมาได้ เขาจะต้องเป็นขุนพลคนสำคัญของมวลมนุษยชาติอย่างแน่นอน!”
ไป๋เถี่ยเวยที่นั่งฟังอยู่พยักหน้าเห็นด้วย
“จริงด้วยค่ะ ช่วงหลายปีมานี้พวกสมาคมสวรรค์กำเริบเสิบสานขึ้นทุกวัน”
“วิธีการเล่นงานพวกเด็กมีแววก็แยบยลจนแทบจะป้องกันไม่ได้”
“เรายิ่งต้องให้ความสำคัญและคุ้มครองคนเก่ง ๆ ให้รัดกุมกว่านี้ค่ะ!”
ทั้งสองพูดจบ ก็หันไปมองหน้าชายชราพร้อมกัน
ถ้าหลี่หมู่มายืนอยู่ตรงนี้ แล้วได้ยินคำว่า ‘สมาคมสวรรค์’ ล่ะก็ คงขนลุกซู่ไปทั้งตัว
สมาคมสวรรค์!
องค์กรชั่วร้ายระดับโลก
ที่เป็นแหล่งรวมตัวของพวกชนชั้นนำจากทุกวงการทั่วโลก
แต่สมาคมสวรรค์กลับคอยไล่ล่าสังหารอัจฉริยะรุ่นใหม่ ปล้นชิงทรัพยากรจากแดนเหว ทำแต่เรื่องชั่วช้าสารเลว
ไม่มีใครล่วงรู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของสมาคมสวรรค์
แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด
นั่นก็คือ เครือข่ายของพวกมันแทรกซึมไปทั่วทุกหนทุกแห่ง
ไม่เพียงแต่แฝงตัวอยู่ในทุกประเทศ แต่ยังครอบคลุมตั้งแต่ระดับผู้บริหารสูงสุดไปจนถึงรากหญ้า ไม่ว่าจะวงการไหนก็มีพวกมันแฝงตัวอยู่ทั้งนั้น
แถมคนพวกนี้ก็ดูเหมือนคนปกติทั่วไปทุกอย่าง
จุดสังเกตเดียวที่มี ก็คือพวกมันจะมีดวงตาสีทอง
แต่ดวงตาสีทองนี้จะปรากฏให้เห็นก็ต่อเมื่อพวกมันจงใจจะเปิดเผยตัวตนเท่านั้น!
ในเวลาปกติ พวกมันก็คือคนธรรมดาเดินดินนี่แหละ!
และใครก็ตามที่บังเอิญไปเห็นดวงตาสีทองของพวกมันเข้า ทางเลือกก็มีแค่สองทาง คือยอมก้มหัวเข้าร่วมแก๊งชั่ว
หรือไม่ก็โดนตามล่าจนกว่าจะตายกันไปข้างนึง
สมาคมสวรรค์ ถือเป็นศัตรูตัวฉกาจที่สุดของมนุษยชาติ รองจากแดนเหว
พวกมันคอยไล่เด็ดหัวนักรบอัจฉริยะ ก็เพื่อตัดกำลังฝ่ายตรงข้าม
ซึ่งการกระทำแบบนี้ มันก็คือการบ่อนทำลายความแข็งแกร่งของมวลมนุษยชาติเพื่อเข้าข้างแดนเหวชัด ๆ!
ชายชราครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่
ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ แล้วเอ่ยเสียงเรียบ
“ฉัน… อนุมัติให้เขาเข้าสู่ช่วงเฝ้าระวังได้”
หวังหลงเฉิงดีใจสุดขีด รีบค้อมตัวลงสุดตัว!
“ขอบคุณครับพ่อตา!”
ชายชราหัวเราะหึ ๆ
“หลงเฉิง การที่เธอเอ่ยปากขอเรื่องระดับนี้กับฉันได้ แสดงว่าเธอคงถูกใจไอ้หนุ่มนี่เข้าจริง ๆ สินะ”
“เอาล่ะ ๆ คุยธุระกันเสร็จแล้ว”
“พวกเธอก็เลิกเกะกะสายตาฉันได้แล้ว รีบ ๆ ไสหัวไปซะ”
“ฉันจะนั่งรอหลานสาวสุดที่รักของฉันกลับบ้านตรงนี้แหละ”
ชายชราโบกมือไล่ส่ง ก่อนจะก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ
หวังหลงเฉิงกับไป๋เถี่ยเวยมองหน้ากันแล้วยิ้มขำ ก่อนจะเดินออกจากบ้านพักแยกย้ายกันไปทำงาน
…
ตัดภาพมาที่ผู้กำกับสถานีตำรวจสาขาถนนจี๋เสียง ที่หลังจากเดินออกจากโรงแรมมา อารมณ์ก็บูดบึ้งสุด ๆ
เขาขึ้นรถมาด้วยใบหน้าอมทุกข์ ถึงขนาดลืมบอกจุดหมายกับคนขับ
เอาแต่นั่งเหม่อลอยอยู่เบาะหลัง
เหงื่อกาฬแตกพลั่กไม่หยุด!
ผ่านไปพักใหญ่ เขาถึงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ “กลับสถานี!”
คนขับรีบสตาร์ตรถแล้วมุ่งหน้ากลับสถานีทันที
ผู้กำกับหยิบมือถือขึ้นมาปิดโหมดสั่น ก็เห็นว่ามีสายที่ไม่ได้รับเพียบ
ส่วนใหญ่เป็นเบอร์ของลุงใหญ่และแม่เฒ่าหม่าตระกูลหลี่
ในขณะที่เขากำลังจะด่ากราด เบอร์ของลุงใหญ่ก็โทรเข้ามาอีก
เขากดรับสาย เสียงร้อนรนของลุงใหญ่ก็ดังลอดออกมา
“โธ่ ท่านผู้กำกับซ่งครับ! กว่าจะรับสายได้!”
“เมื่อกี้ผมพยายามโทรหาท่านตั้งหลายรอบก็ไม่ติดเลย”
“เรื่องของไอ้หลี่หมู่มันมีปัญหาขัดข้องนิดหน่อยครับ ตำรวจไม่ได้พามันไปที่สถานีของท่าน”
“ท่านพอจะส่งคนไปลากคอมันมาจากที่บ้านได้ไหมครับ?”
“ผมรู้ว่าตอนนี้มันกบดานอยู่ที่ไหน!”
ลุงใหญ่พูดยังไม่ทันจบประโยค
ผู้กำกับซ่งก็ฟิวส์ขาด ระเบิดอารมณ์ด่าสวนทันที
“จับพ่องมึงสิ!! ไอ้หลี่ตายง! พวกมึงเกือบทำกูซวยตายห่าแล้วรู้ตัวไหม!”
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เรื่องบัดซบของตระกูลพวกมึง อย่าได้เสนอหน้ามาให้กูช่วยอีก!!”
ด่าจบ ผู้กำกับซ่งก็กดตัดสายทิ้งอย่างแรง
เอาจริง ๆ เขาก็ไม่กล้าหันไปเล่นงานตระกูลหลี่หรอก
ตอนนี้ตระกูลหลี่อาจจะยังไม่มีอิทธิพลอะไรมาก แต่เรื่องความรวยนี่ไม่เป็นสองรองใคร
มีเงินก็ง้างได้ทุกอย่างแหละ
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่กล้ารับเงินสกปรกจากตระกูลหลี่อีกต่อไปแล้ว!
เรื่องเงินกับเรื่องตาย มันไม่ต้องคิดให้เสียเวลาเลย
เวลาเดียวกัน
หลี่หมู่ก็กลับมาถึงร้านตีเหล็กแล้ว
พอได้ยินลูกชายบอกว่าไม่ได้ถูกตำรวจเล่นงานอะไร
หยางซู่อิงก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
น้าสาวท่าทางตื่นเต้นสุด ๆ
“หึ! ฉันว่าแล้วเชียว พวกตำรวจไม่มีทางกล้าแตะต้องแชมป์ศึกแรกที่แดนเหวหรอก!”
“ผู้ใหญ่ระดับกระทรวงกับพวกนักข่าวก็จับตาดูอยู่ทั้งนั้น!”
“แหมม หลานชายฉันนี่มันเก่งจริง ๆ คืนนี้เราต้องฉลองกันชุดใหญ่แล้ว!”
“ป่ะ พี่ เราไปซื้อของมาทำกับข้าวกันเถอะ!”
ถึงน้าสาวจะอายุใกล้เลขสี่แล้ว แต่นิสัยร่าเริงเหมือนวัยรุ่นไม่มีผิด
ลูกสองคนของนางก็ถอดแบบนิสัยนางมาเป๊ะ
พอได้ยินว่าจะกินของอร่อย ทั้งสองคนก็กระโดดโลดเต้น ร้องตะโกนว่าพี่หมู่จงเจริญ แม่จงเจริญ
น้าสาวลากหยางซู่อิงออกไปจ่ายตลาด
ทิ้งให้เฉินเจียฉีกับเฉินเจียเฟิงวิ่งวนรอบตัวหลี่หมู่ ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดตื่นเต้นไม่หยุด
น้าเขยหัวเราะร่วน
“เฮ้ย ๆ พวกแกสองคนเลิกรบกวนพี่เขาได้แล้ว พี่เขาคงปวดหัวตายพอดี!”
“พ่อ หนูมีเรื่องสำคัญจะคุยกับพี่เขานะ!”
เฉินเจียฉีเถียงพ่อเสร็จ ก็หันไปถามหลี่หมู่
“พี่หมู่คะ หนูฝึกวิชาพื้นฐานแบบใช้ทวนยาวมาตลอดเลย แต่พอดูพี่สู้แล้ว หนูชักอยากจะเปลี่ยนมาใช้พลองบ้างแล้วสิ!”
“พี่ใช้พลองยังไงถึงได้ดูเก่งกว่าพวกใช้ทวนอีกล่ะคะ!?”
หลี่หมู่นึกสนุกอยากจะแกล้งน้องสองคนนี้
เขาทำท่าแคะหู
พลองดอกหนามก็โผล่มาอยู่ในมือทันที
ตอนนี้น้องทั้งสองคนยังไม่ได้ปลุกพรสวรรค์ พลังยังอยู่แค่ระดับหวงขั้นหนึ่งขั้นต้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการปูพื้นฐาน
วิชาที่ใช้ฝึกก็เลยยังเป็นแค่วิชาพื้นฐานทั่วไป
หลี่หมู่เดินไปที่โรงตีเหล็ก วางพลองดอกหนามพาดไว้ระหว่างทั่งเหล็กสองอัน
“มาสิ ลองยกดูสิ”
เด็กสองคนตาลุกวาว รีบพุ่งเข้าไปแย่งกันยกพลองของหลี่หมู่ทันที
นี่มันอาวุธของแชมป์เชียวนะ แค่ได้จับก็เท่ระเบิดแล้ว
แต่อนิจจา พอออกแรงยก
พลองกลับไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด!
“ฮึบ!”
“ย่าห์!”
“ทำไมมันหนักขนาดนี้เนี่ย?”
“เจียฉี มาช่วยกันยกคนละข้างเร็ว!”
สองพี่น้องออกแรงจนหน้าดำหน้าแดง แต่พลองหนัก 300 ชั่งขยับกลิ้งไปมาได้นิดหน่อยเท่านั้น อย่าหวังว่าจะยกขึ้นเลย
ทำเอาน้าเขยนึกสงสัยขึ้นมา
“โห? หลานชาย อาวุธนี่มันทำมาจากอะไรเนี่ย? ทำไมถึงได้หนักขนาดนี้ ขออาขอลองหน่อยสิ!”
น้าเขยถลกแขนเสื้อเดินเข้ามาทันที
“พ่อสู้ ๆ!” สองพี่น้องเปลี่ยนเป้าหมายมาเชียร์พ่อแทน
สมกับเป็นช่างตีเหล็ก
ถึงจะมีพลังแค่ระดับสอง แต่พละกำลังนั้นเหลือล้น
เขากำพลองดอกหนามแน่น ออกแรงยึด เส้นเลือดที่แขนปูดโปนขึ้นมาราวกับงูเลื้อย
แล้วเขาก็ยกพลองดอกหนามขึ้นมาได้สำเร็จ
แต่ยังไม่ทันที่เด็กสองคนจะโห่ร้องดีใจ น้าเขยก็ทิ้งพลองดอกหนามลงกระแทกพื้นเสียงดังก้อง
ตึง! พื้นสั่นสะเทือนเบา ๆ
น้าเขยมองพลองดอกหนามด้วยความทึ่ง
“อาวุธบ้าอะไรวะเนี่ย ทำไมมันหนักขนาดนี้? มิน่าล่ะ ฟาดทีเดียวงูยักษ์ถึงกับหัวแบะ!”
“หลานชาย ปกติแกเก็บไอ้แท่งเหล็กนี่ไว้ในหูจริง ๆ เหรอ?”
หลี่หมู่พยักหน้ายิ้ม ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปหยิบพลองดอกหนามขึ้นมา
สะบัดข้อมือเบา ๆ ควงพลองโชว์ลีลาสุดพลิ้วไหว
ก่อนหน้านี้ ตอนที่ทั้งสามคนดูหลี่หมู่ควงพลองในทีวี ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันพิเศษอะไร
แต่พอพวกเขาได้มาสัมผัสน้ำหนักของพลองด้วยตัวเอง
แล้วเห็นหลี่หมู่แกว่งมันเล่นเหมือนเป็นแค่กิ่งไม้เบา ๆ
ความรู้สึกตกตะลึงมันเกินกว่าจะหาคำไหนมาอธิบายได้
“พี่หมู่ โชว์เพลงพลองให้ดูหน่อยสิ!”
เฉินเจียฉีกลายเป็นแฟนคลับตัวยงไปแล้ว ตะโกนเชียร์ให้หลี่หมู่โชว์วิชา
หลี่หมู่ไม่อยากขัดใจน้อง ๆ
เลยตะโกนรับคำเสียงดัง
“ได้เลย!”
จากนั้นเขาก็เตะพลองดอกหนามกระเด็นขึ้นฟ้า แล้วคว้าหมับกลางอากาศ เริ่มร่ายรำวิชา ‘หลิวหยุนห้าสั่น’ ฉบับย่อให้ดู
แฝงความเข้าใจส่วนตัวเข้าไปในแต่ละท่วงท่า
การกวัดแกว่งนั้นดุดันและทรงพลัง เสียงลมแหวกอากาศดังหึ่ง ๆ
ราวกับพายุฤดูใบไม้ร่วงที่พัดกวาดใบไม้แห้ง ฝุ่นผงปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ
เฉินเจียฉีกับเฉินเจียเฟิงมองด้วยความเลื่อมใส ตะโกนเชียร์ไม่ขาดปาก
แม้แต่น้าเขยยังโห่ร้องด้วยความตื่นเต้น
เขาดีใจกับหลานชายคนนี้จากใจจริง
ตอนแรกเขานึกว่าพอพรสวรรค์ระดับ S ถูกแย่งไป อนาคตของเด็กคนนี้คงมืดมนแล้ว
แต่พอดูตอนนี้สิ ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรอีกแล้ว!
ระหว่างที่ร่ายรำ หลี่หมู่ก็เปิดหน้าต่างระบบขึ้นมา ค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักให้กับวิชาเทพศัสตราไปด้วย
สามร้อยชั่งมันยังไม่ถึงเศษเสี้ยวของกระบองวิเศษของซุนหงอคงเลย
หลี่หมู่ตั้งเป้าไว้เล็ก ๆ ก่อน
เอาให้ได้สักห้าร้อยชั่งก่อนละกัน
หลี่หมู่ก็เลยกดเพิ่มน้ำหนักให้วิชาเทพศัสตราไปเรื่อย ๆ อาศัยจังหวะที่กำลังร่ายรำพลอง เพื่อทดสอบขีดจำกัดน้ำหนักที่ตัวเองจะรับไหว
หลังจบศึกแรกที่แดนเหว แต้มพิชิตของหลี่หมู่พุ่งขึ้นไปถึง 488 แต้ม
เมื่อหลี่หมู่เปย์ไป 88 แต้ม
น้ำหนักของวิชาเทพศัสตราก็เพิ่มขึ้นเป็น 328 ชั่ง พอบวกกับน้ำหนักของพลองอีก 60 ชั่ง น้ำหนักรวมก็พุ่งไปถึง 388 ชั่ง
พอน้ำหนักพุ่งปรี๊ดขนาดนี้ หลี่หมู่ก็ลองใช้ท่าหลิวหยุนสามสั่นดู
ผลคือ… ปวดหลัง ปวดเอว ตะคริวกินขาเลยสิครับท่าน!
น้อง ๆ ยังยืนโห่ร้องเชียร์อยู่เลย แต่จู่ ๆ หลี่หมู่ก็หยุดชะงัก
มือข้างนึงยันพลองไว้ อีกมือจับเอว ค่อย ๆ เดินกระย่องกระแย่งกลับห้องตัวเอง
“พี่หมู่! เป็นอะไรไปน่ะ!?”
หลี่หมู่ไม่หันกลับไปมอง สููดปากด้วยความเจ็บปวด ตอบเสียงแหบพร่า
“เอว… เคล็ด…”