แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 35 ครูผู้ปั้นแชมป์ จ้ายหลง
หลี่หมู่กลับมาถึงห้องนอนของตัวเอง
เฉินเจียเฟิงกับเฉินเจียฉีรีบเอายาแก้ปวดเมื่อยที่น้าเขยฝากมาให้
หลี่หมู่รับมา แล้วก็อ้างว่าอยากพักผ่อน ไล่สองแสบออกจากห้องไป
เขาไม่ได้เอวเคล็ดจริง ๆ หรอก
แต่ตอนที่ใช้ท่า ‘หลิวหยุนสามสั่น’ เขารู้สึกได้เลยว่าร่างกายมันรับไม่ไหวแล้วจริง ๆ
น้ำหนัก 388 ชั่ง มันเกินกว่าที่เขาจะควบคุมได้
แถมไม่ใช่แค่ร่างกายนะที่ไม่ไหว
ดูเหมือนว่า ‘วิชาแบกภูเขา’ ก็มาถึงขีดจำกัดแล้วเหมือนกัน
พลังหนึ่งพยัคฆ์สามกระทิงน่ะ ยกของหนักสี่ร้อยชั่งน่ะสบายมาก แต่ถ้าจะเอาไปแกว่งใช้เป็นวิชาต่อสู้ล่ะก็ มันเริ่มจะตึงมือแล้ว
เปิดระบบขึ้นมา
หลี่หมู่เริ่มเช็กดูวิชาทั้งหมดที่มี
[เคล็ดเซียนสวรรค์ไร้ระดับ: เพิ่มความเข้าใจในวิชาที่ฝึกฝนระดับ 50 ปี ทำให้จุดตันเถียนกว้างใหญ่ เส้นลมปราณเหนียวแน่นแข็งแกร่ง สามารถใช้วิชาใด ๆ ก็ได้ดั่งใจนึก]
[ฟังแนบหู: ซ่อนอาวุธเทพไว้ในรูหู ฝึกฝนหยั่งรู้อยู่ตลอดเวลา ความเร็วในการฝึกฝนเท่ากับ 1% ของความเร็วปกติ]
[วิชาเทพศัสตรา: มอบน้ำหนักให้อาวุธ ปัจจุบันอยู่ที่ 328 ชั่ง]
[วิชาแบกภูเขา: เพิ่มพละกำลังหนึ่งพยัคฆ์สามกระทิง]
[วิชาตรึงร่าง: ตะโกนคำว่า “หยุด” เป้าหมายจะถูกตรึงอยู่กับที่เป็นเวลา 0.5 วินาที ใช้พลังปราณ 10% ของผู้ร่าย ระยะเวลาคูลดาวน์ 1 นาที]
[เนตรอัคคี: เมื่อใช้งาน จะมองทะลุเห็นการไหลเวียนของพลังปราณในเส้นลมปราณ สิ้นเปลืองพลังปราณมาก]
วิชาอย่าง ‘ตรึงร่าง’ กับ ‘เนตรอัคคี’ ถ้าอัปเกรดให้สูง ๆ มันต้องโหดมากแน่ ๆ
แต่ในช่วงแรกเริ่ม มีวิชาพวกนี้ติดตัวไว้บ้างก็พอถูไถไปได้
สิ่งที่หลี่หมู่ต้องการเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้ ก็คือการเพิ่มระดับพลังและเสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกาย!
วิธีที่จะทำได้ก็มีอยู่แค่สองทาง
ฝึกวิชาสายป้องกันตัว หรือไม่ก็กินยาบำรุงพลัง!
ดังนั้น หลี่หมู่ก็เลยเล็งไปที่ ‘วิชาปรุงยา’
หลี่หมู่จำไม่ได้แฮะว่ามหาเทพซุนหงอคงแกปรุงยาเป็นด้วยเหรอ?
แต่ถ้าเรื่องขโมยยากินล่ะก็ ถนัดนักล่ะ สมัยก่อนก็ขโมยยาของไท่ซ่างเหลาจวินกินล้างผลาญไปไม่รู้เท่าไหร่
หรือว่ากินบ่อยจนรู้ส่วนผสมกลายเป็นหมอไปเลยหว่า?…
แต่ในระบบนอกจาก ‘วิชาปรุงยา’ แล้ว ก็ยังมีวิชาแปลก ๆ อีกเพียบที่เขาไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน
อย่างเช่น ‘วิชาฟูเถียน’, ‘ดื่มสุราเพิ่มฤทธิ์’, ‘เทพศัสตราจุติ’ และอื่น ๆ
‘วิชาปรุงยา’ ใช้แต้มพิชิตแค่ 100 แต้ม
ถือว่าไม่แพง จัดไป!
[วิชาปรุงยา: รวบรวมวัตถุดิบตามสูตรยา เมื่อวัตถุดิบครบถ้วน จะสกัดเป็นยาอายุวัฒนะได้ทันที]
[หมายเหตุ: สูตรยาในระบบ สามารถสกัดได้จากระบบเท่านั้น คนทั่วไปเอาสูตรไปก็ปรุงไม่ได้]
หลี่หมู่เปิด ‘วิชาปรุงยา’ ดู ข้างล่างก็มีผังทักษะแยกย่อยออกไปเหมือนวิชาอื่น
แบ่งออกเป็นสามสายหลัก
คือ ปราณ, วิชา, และกาย
สาย ‘ปราณ’ คือยาที่ช่วยเพิ่มระดับพลัง สาย ‘วิชา’ คือยาที่ช่วยเสริมอานุภาพของวิชามหาเทพ ส่วนสาย ‘กาย’ ก็คือยาสำหรับเสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกายนั่นเอง
ตอนนี้ในหมวด ‘วิชากาย’ มีสูตรยาสว่างอยู่แค่สูตรเดียว
ยาชำระกระดูกระดับต่ำ
หลี่หมู่เห็นแล้วไม่ค่อยถูกใจ เลยยอมจ่ายอีก 50 แต้ม ปลดล็อกสูตรยาถัดไป
[ยาเสริมกายาระดับต้น]
[เลือดมอนสเตอร์ระดับสาม, บัวเหล็ก, หญ้ากระเรียนร้อง]
“ซี๊ดดด!~~”
เลือดมอนสเตอร์ระดับสามยังพอทน ขวดเล็กก็ตกประมาณสองสามพัน
แต่ไอ้สมุนไพรอีกสองอย่างนี่สิ แพงหูฉี่เลย
สมุนไพรสองอย่างนี้ เป็นลูกผสมระหว่างพืชบนโลกกับพืชในแดนเหว
ปลูกยากแถมโตช้า
ถ้าดวงดีหน่อย กำเงินไปสักสองหมื่นก็น่าจะพอหาซื้อชุดเล็ก ๆ ได้
แต่ถ้าดวงซวย มีเงินสามหมื่นก็ยังหาของไม่ได้เลย
ยาเม็ดนึงต้นทุนก็ปาเข้าไปห้าหมื่นแล้ว ถ้าจะทำสองเม็ดก็แสนนึง
‘ยาเสริมกายาระดับต้น’ นี่มันตอบโจทย์มาก ติดก็ตรงที่ตอนนี้เขาไม่มีเงินนี่แหละ
จะไปขอแม่ก็ไม่ได้
ตอนนี้แม่ลูกยังต้องอาศัยบ้านน้าอยู่เลย จะไปเอาเงินแสนมาจากไหน
หลี่หมู่หันไปดูแต้มพิชิตที่เหลือ
400 ลบ 150 เหลือ 250 แต้ม
หลี่หมู่อัดอีก 100 แต้ม ให้กับ ‘วิชาแบกภูเขา’ ทันที
[ใช้ 100 แต้มพิชิต อัปเกรด ‘วิชาแบกภูเขา’ สำเร็จ]
[วิชาแบกภูเขา: เพิ่มพละกำลังสองพยัคฆ์สามกระทิง]
เพิ่มพลังระดับพยัคฆ์มาอีกหนึ่งตัวเต็ม ๆ!
คราวนี้ต่อให้เพิ่มน้ำหนัก ‘วิชาเทพศัสตรา’ เป็นห้าร้อยชั่ง
หลี่หมู่กะว่าน่าจะควงได้สบาย ๆ แล้วล่ะ
ตอนนี้ก็เหลือแค่ร่างกายอันอ่อนแอนี่แหละที่เป็นปัญหา…
คิดได้ดังนั้น หลี่หมู่ก็เก็บพลองดอกหนามกลับเข้าไปซ่อนในรูหูตามเดิม
เอฟเฟกต์ฝึกอัตโนมัติของ ‘วิชาฟังแนบหู’ เริ่มทำงาน
แต่ไอ้ความเร็ว 1% เนี่ย มันน้อยซะจนแทบไม่รู้สึกเลย
ต้องอยู่ในที่เงียบสงัดจริง ๆ ถึงจะพอสัมผัสได้ถึงพลังปราณบางเบาที่ค่อย ๆ ซึมซับเข้าสู่ร่างกาย
“ลืมอัปเกรด ‘วิชาฟังแนบหู’ ไปซะสนิทเลยแฮะ”
“เทหมดหน้าตัก! เอา 150 แต้มที่เหลือไปอัป ‘วิชาฟังแนบหู’ ให้หมด!”
[ใช้ 150 แต้มพิชิต อัปเกรด ‘วิชาฟังแนบหู’ สำเร็จ]
[วิชาฟังแนบหู: ซ่อนอาวุธเทพไว้ในรูหู ฝึกฝนหยั่งรู้อยู่ตลอดเวลา ความเร็วในการฝึกฝนเท่ากับ 6% ของความเร็วปกติ]
“โอ้โห??”
หลี่หมู่ตาเป็นประกาย
เพราะทันทีที่อัปเกรดเสร็จ เขาก็สัมผัสได้ชัดเจนเลยว่า มีพลังปราณบริสุทธิ์สายเล็ก ๆ ไหลเวียนมารวมกันที่ตัวเขา
ร่างกายของเขาดูดซับและกลั่นกรองพลังปราณเหล่านี้ได้อย่างง่ายดายราวกับการหายใจ
การฝึกฝนของนักรบ คือการใช้กำลังภายในดึงดูดพลังปราณเข้าสู่ร่างกาย
เพื่อเสริมสร้างจุดตันเถียน พลังจิต และร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้น
กระบวนการนี้มันก็เหมือนกับการฝึกฝนร่างกายอย่างหนักของพวกนักกีฬานั่นแหละ
ทั้งน่าเบื่อ ซ้ำซากจำเจ แถมยังทรมานสุด ๆ
ที่หลายคนขี้เกียจฝึก ก็เพราะกระบวนการนี้มันไม่ได้น่าพิสมัยเลยสักนิด
นี่แหละคือเหตุผลที่พวกยอดฝีมือถึงชอบลงไปในแดนเหวกันนัก
ไปต่อสู้เสี่ยงตายกับพวกมอนสเตอร์
นอกจากระดับพลังจะพุ่งปรี๊ดแล้ว ยังได้ฝึกฝนการหยั่งรู้ในสถานการณ์จริงบ่อย ๆ ด้วย
แต่ตอนนี้หลี่หมู่ แค่นอนกระดิกเท้าอยู่เฉย ๆ ก็ได้ฝึกฝนอัตโนมัติอยู่ตลอดเวลา
โคตรจะฟิน!
พอมองดูช่องแต้มพิชิตที่ว่างเปล่า
หลี่หมู่ก็อยากจะพุ่งกลับลงไปในแดนเหวเพื่อฟาดมอนสเตอร์อีกสักสองสามตัว
แต้มไม่พอใช้โว้ย!
ห่างไกลจากคำว่าพอใช้ไปเยอะเลย!
ตกดึก ครอบครัวก็ฉลองมื้อเย็นกันอย่างมีความสุข
หลี่หมู่เองก็เหนื่อยมาทั้งวัน กินเสร็จก็หัวถึงหมอนหลับเป็นตาย
เช้าวันรุ่งขึ้น
หน้าประตูโรงเรียนเฮยสุ่ย เนืองแน่นไปด้วยกองทัพนักข่าว
ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกนักข่าวจากสำนักเล็ก ๆ
พอหลี่หมู่เดินมาใกล้หน้าประตู นักข่าวพวกนี้ก็กรูกันเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลัง
ก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่อยากจะล้วงลูกเรื่องซุบซิบของหลี่หมู่ก็เท่านั้น
อย่างเช่น โดนตระกูลหลี่เฉดหัวทิ้ง แล้วมาคว้าแชมป์ได้ มีอะไรอยากจะฝากถึงตระกูลหลี่ไหม
หลี่เสี่ยวหาวได้พรสวรรค์ระดับ S ของคุณไป แต่กลับได้แค่อันดับที่ 31 คุณมีความคิดเห็นยังไงบ้าง
ความจริงหลี่หมู่ก็อยากจะอาศัยสื่อนี่แหละเหยียบหน้าตระกูลหลี่ให้จมดิน
แต่เขาก็รู้สันดานนักข่าวดี ว่าถ้าเขาอ้าปากพูดเมื่อไหร่
สื่อพวกนี้ก็จะเอาคำพูดเขาไปตัดต่อบิดเบือน พาดหัวข่าวเรียกยอดวิวยอดไลก์
เผลอ ๆ ผลลัพธ์อาจจะตีกลับ ไม่เป็นอย่างที่เขาคิดก็ได้
เขาเลยเดินเลี่ยงพวกนักข่าว เข้าไปในโรงเรียนโดยมีคณะผู้บริหารโรงเรียนเฮยสุ่ยคอยกันท่าให้
แต่ก็มีสำนักข่าวทางการที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการอยู่สองสำนัก
ที่ได้สิทธิ์สัมภาษณ์พิเศษแชมป์อย่างหลี่หมู่
อันนี้หลี่หมู่เลี่ยงไม่ได้
แน่นอนว่าคำถามของนักข่าวทางการก็ไม่ได้เน้นเจาะลึกเรื่องซุบซิบ
แต่จะเน้นถามถึงเทคนิค ความรู้สึก และคนที่เป็นเบื้องหลังความสำเร็จของหลี่หมู่
เพื่อเอาไปเป็นแรงบันดาลใจให้นักเรียนคนอื่น ๆ
ในเวลาเดียวกัน
ณ ร้านอาหารเล็ก ๆ มุมหนึ่งของเมือง
จ้ายหลงกำลังนั่งตักข้าวผัดกินเงียบ ๆ
สลับกับยกขวดเหล้าขาวขึ้นกระดกเป็นระยะ
บนโต๊ะมีขวดเหล้าขาวเปล่าวางอยู่สองขวดแล้ว
แววตาของจ้ายหลงในตอนนี้ดูหม่นหมองและโรยรา
ทีวีจอแบนที่แขวนอยู่บนผนังร้าน
กำลังฉายเทปสัมภาษณ์พิเศษแชมป์ของหลี่หมู่
จ้ายหลงถอนหายใจเฮือกใหญ่ วางช้อนลง แล้วยกขวดเหล้าขึ้นกระดกอีกอึก
เขามีอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่บอกใครไม่ได้
ทำให้ออกไปต่อสู้ไม่ได้อีกต่อไป
ถึงจะมีพลังระดับห้า แต่ก็ทำได้แค่อาชีพครูเท่านั้น
แต่เขาก็เหมาะจะเป็นครูจริง ๆ นั่นแหละ เพราะเขามีพรสวรรค์ในการสอนมาก
ที่โรงเรียนวูตาวเถิงหลง เขาเป็นครูที่ได้เลื่อนขั้นเป็นครูประจำชั้นเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของโรงเรียน
แต่น่าเสียดาย
วีรกรรมแฉผู้บริหารโรงเรียนตัวเองบนชั้นสองของห้องโถงมัลติมีเดียในศึกแรกที่แดนเหว ดันถูกผู้อำนวยการโรงเรียนอื่นเห็นกันหมด
จริงอยู่ว่าสิ่งที่เขาทำมันไม่ผิด แต่จะมีโรงเรียนไหนกล้าจ้างครูแบบนี้ล่ะ?
ทักษะการสอนของแกเจ๋งแค่ไหนไม่มีใครรู้
แต่วีรกรรมแทงข้างหลังผู้ใหญ่นี่ ดังกระฉ่อนไปทั่วแล้ว
และที่เจ็บปวดที่สุดก็คือ เขาออกโรงปกป้องหลี่หมู่
แต่หลี่หมู่ดันไม่รู้เรื่องเลย
นี่แหละที่เรียกว่า ทำคุณบูชาโทษของแท้
เขาคิดทบทวนดูแล้ว ยังไงก็คงอยู่เมืองเถี่ยโส่วต่อไปไม่ได้แล้วล่ะ
คงต้องย้ายไปเริ่มชีวิตใหม่ที่เมืองอื่น หางานครูทำเลี้ยงชีพไปวัน ๆ
เพราะมีแค่รายได้จากการเป็นครูนี่แหละ
ที่พอจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลของเขาไหว
คิดได้ดังนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้นมองทีวีอีกครั้ง
ในจอ นักข่าวกำลังตั้งคำถามหลี่หมู่
“หลี่หมู่ครับ ตามที่หลายคนทราบ คุณย้ายมาอยู่โรงเรียนเฮยสุ่ยก่อนเข้าค่ายฝึกแค่วันเดียว”
“และในโซเชียลก็มีข่าวลือเรื่องสาเหตุที่คุณถูกไล่ออกจากโรงเรียนวูตาวเถิงหลง”
“ทุกคนรู้ดีว่ามันไม่ใช่ความผิดของคุณ”
“แต่คุณยังมีความรู้สึกขอบคุณหรือผูกพันกับโรงเรียนวูตาวเถิงหลงอยู่บ้างไหมครับ?”
หลี่หมู่ตอบแบบไม่ต้องคิดเลย
“ไม่ครับ!”
“โรงเรียนวูตาวเถิงหลง งุบงิบแย่งทรัพยากรของนักเรียน ปล่อยปละละเลยให้มีการกลั่นแกล้งกัน แถมระบบการปกครองก็ห่วยแตก นี่คือความจริง”
“ในฐานะอดีตนักเรียนของวูตาวเถิงหลง ผมคิดว่าผมยิ่งต้องออกมาแฉเรื่องนี้ให้สังคมรับรู้”
“แต่ถ้าถามว่าผมขอบคุณใครบ้าง”
“ผมรู้สึกขอบคุณคน ๆ นึงที่โรงเรียนวูตาวเถิงหลงครับ”
“นั่นก็คือครูจ้ายหลง อดีตครูประจำชั้น ม.6 ห้อง 9 ของผมเอง”
พอได้ยินประโยคนี้
มือของจ้ายหลงที่กำลังถือช้อนอยู่ถึงกับชะงักกึก
เขาเบิกตากว้าง จ้องมองหลี่หมู่ในจอทีวีด้วยความไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“ครูจ้ายหลง เป็นครูที่ทุ่มเทให้กับการสอนมากที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมา”
“ท่านไม่ได้แค่ช่วยชี้แนะให้ผมเข้าใจถึงแก่นแท้ของวิชาและการประยุกต์ใช้ในการต่อสู้จริงเท่านั้น”
“แต่ท่านยังคอยเป็นกระบอกเสียง ทวงคืนความยุติธรรมและทรัพยากรให้กับนักเรียนที่ถูกรังแกเสมอ”
“ถึงขนาดควักเงินส่วนตัวมาแจกเป็นรางวัลให้นักเรียนที่เรียนดีด้วยซ้ำ”
“ที่ผมสามารถทะลุขึ้นสู่ระดับสองได้ก่อนการแข่งขันศึกแรกที่แดนเหวแค่สองวัน”
“ก็เป็นเพราะพื้นฐานอันแข็งแกร่งที่ครูจ้ายหลงช่วยปูทางให้ผมตลอดสองปีที่ผ่านมานี่แหละครับ”
“ถ้าไม่มีท่าน ก็คงไม่มีแชมป์หลี่หมู่ในวันนี้”