แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 39 จ้ายหลงอำลาเมืองเถี่ยโส่ว
เลิกเรียนช่วงบ่าย
หลี่หมู่ไม่ได้ตรงกลับบ้านไปกินข้าว
แต่กลับมุ่งหน้าไปหาจ้ายหลงที่บ้านพัก
สมัยก่อนจ้ายหลงชอบชวนลูกศิษย์ไปกินข้าว ดื่มเหล้าที่บ้านเป็นประจำ
หลี่หมู่ก็เลยจำทางไปบ้านของเขาได้ดี
เคาะประตูอยู่สองสามครั้ง
ประตูก็เปิดออก
จ้ายหลงในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง หนวดเคราเฟิ้ม ยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น
“สวัสดีครับครูจ้าย”
หลี่หมู่โค้งคำนับอย่างนอบน้อม
“เอ่อ… หลี่หมู่”
จ้ายหลงได้สติ รีบหันกลับไปมองสภาพบ้านตัวเองด้วยความลำบากใจ
ดูเหมือนจะไม่อยากชวนหลี่หมู่เข้าไปนั่งข้างใน
แต่หลี่หมู่ก็พอดูออกว่าสภาพจิตใจของจ้ายหลงตอนนี้ไม่ค่อยดีนัก
“ยังใช้กฎเดิมได้ไหมครับ? ผมมากินข้าวฟรีน่ะ”
หลี่หมู่พูดยิ้ม ๆ
จ้ายหลงส่ายหน้ายิ้ม ๆ ก่อนจะเบี่ยงตัวเปิดทางให้หลี่หมู่เข้ามา
ที่แท้ ภายในบ้านกำลังวุ่นวายกับการเก็บข้าวของ
ข้าวของถูกแพ็กใส่ถุงและกล่องวางระเกะระกะไปหมด
หลี่หมู่รู้ดีว่าแหวนมิติของจ้ายหลงมีขนาดเล็กมาก
ถ้าจะย้ายบ้านจริง ๆ แค่ครึ่งเดียวก็คงเก็บไม่หมด
“ครูจะย้ายไปไหนเหรอครับ?”
หลี่หมู่ถามด้วยความสงสัย
“ว่าจะลองไปเสี่ยงโชคที่เมืองใหญ่ดูน่ะ เมืองหลินหยวนไง”
จ้ายหลงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
หลี่หมู่พอจะเดาเรื่องราวออกแล้ว
คงเป็นเพราะเรื่องที่จ้ายหลงฉีกหน้าผู้บริหารโรงเรียนเพื่อปกป้องเขาแน่ ๆ
จนตอนนี้คงไม่มีโรงเรียนไหนกล้ารับเข้าทำงานแล้ว
ถึงเขาจะพูดถึงชื่อจ้ายหลงตอนให้สัมภาษณ์ แต่ดูเหมือนจ้ายหลงจะหมดไฟไปแล้วจริง ๆ
“ครูครับ มีเรื่องนึงที่ผมอยากให้ครูช่วยหน่อย”
“หืม?”
จ้ายหลงเลิกคิ้วสงสัย
“คราวก่อน ผมไปช่วยฝ่ายคัมภีร์ยุทธ์ของกองทัพจิ้นหยวนปรับปรุงคัมภีร์มาน่ะครับ”
“แล้วท่านหัวหน้าฝ่ายคัมภีร์ยุทธ์ก็บ่นให้ผมฟังว่า ช่วงนี้ฝ่ายเขากำลังขาดคนอย่างหนัก”
“ผมก็เลยอยากรู้ว่าครูพอจะสนใจไหม”
“เรื่องเงินเดือนน่ะรับรองว่ามากกว่าตอนเป็นครูหลายเท่า แถมยังได้บรรจุเป็นข้าราชการด้วยนะ”
“สวัสดิการรักษาพยาบาลของกองทัพจิ้นหยวนก็ต้องดีกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว”
“น่าจะช่วยเรื่องอาการป่วยของครูได้เยอะเลยนะครับ”
วันที่หลี่หมู่ถูกศาสตราจารย์สวีและคนอื่น ๆ ชวนไปดื่มเหล้าด้วยกัน
บนโต๊ะอาหาร ศาสตราจารย์สวีกับหัวหน้าซ่งก็บ่นเรื่องนี้ให้หวังหลงเฉิงฟังอยู่หลายรอบ
บ่นว่าคนไม่พอใช้
ตอนนี้ก็เลยปรับเพิ่มสวัสดิการเพื่อดึงดูดคนเก่ง ๆ
ซึ่งความสามารถของจ้ายหลงนั้นเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ทุกประการ
แถมฉินจ้านเย่เองก็บ่นบ่อย ๆ ว่าลูกน้องเก่ง ๆ หายาก
ด้วยทักษะการสอนของจ้ายหลง การไปเป็นครูฝึกในกองทัพถือว่าเหมาะสมที่สุด
ถ้าหลี่หมู่เป็นคนแนะนำให้ฉินจ้านเย่ เผลอ ๆ ฉินจ้านเย่อาจจะต้องเป็นฝ่ายติดหนี้บุญคุณหลี่หมู่ด้วยซ้ำ
แถมจ้ายหลงก็ไม่ต้องไปเริ่มจากพลทหารด้วย
พอเห็นหลี่หมู่พยายามเค้นสมองหาทางออกให้ตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย
จ้ายหลงก็เผยยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
เขายื่นมือไปตบไหล่หลี่หมู่เบา ๆ
“พอเถอะ ไม่ต้องพยายามโน้มน้าวครูหรอก ครูตัดสินใจแล้ว”
“ความจริงครูก็อยากย้ายออกจากเมืองนี้มาตั้งนานแล้ว”
“อาการป่วยของครู โรงพยาบาลที่นี่รักษาไม่หายหรอก มีแต่ตัวครูเองที่รู้ว่าจะต้องทำยังไง”
“ที่ครูจะไปเมืองหลินหยวน ก็เพื่อไปรักษาตัวนั่นแหละ”
หลี่หมู่ขมวดคิ้วแน่น
ถ้าเป็นแบบนี้เขาก็คงรั้งไว้ไม่ได้แล้ว
หลังจากเงียบไปพักใหญ่ หลี่หมู่ก็ถอนหายใจออกมา
“แล้วครูจะเดินทางตอนไหนครับ?”
จ้ายหลงเหลือบมองนาฬิกา
“เรือเหาะออกทุ่มนึง เหลือเวลาอีกชั่วโมงครึ่ง”
“งั้นครูต้องเลี้ยงข้าวผมอีกมื้อนะ!”
หลี่หมู่พูดด้วยน้ำเสียงเอาแต่ใจนิด ๆ
“ฮ่าฮ่าฮ่า ได้สิ! เดี๋ยวเราไปดวลเหล้ากันหน่อย!”
จ้ายหลงหัวเราะร่วน
พอเห็นใบหน้าดื้อรั้นของหลี่หมู่ ก็รู้สึกเหมือนเห็นเด็กที่ถูกรังแก
แต่ก็ยังพยายามทำตัวเข้มแข็งต่อหน้าผู้ใหญ่
“ร้านเดิมใต้ตึกนี่แหละ! ครูเก็บของไปก่อนนะ เดี๋ยวผมลงไปรอข้างล่าง!”
พูดจบ หลี่หมู่ก็หันหลังวิ่งปรื๋อออกไปทันที
จ้ายหลงได้แต่ส่ายหน้ายิ้ม ๆ
ไอ้เด็กบ้าเอ๊ย ไม่คิดจะอยู่ช่วยกันเก็บของเลยหรือไง
แต่ก็เข้าใจได้แหละ
โตป่านนี้แล้ว ถ้าเกิดมาร้องไห้ขี้มูกโป่งให้เขาเห็น มันก็คงจะดูไม่งามเท่าไหร่
หลังจากเก็บของเสร็จแล้วเดินลงมาข้างล่าง
หลี่หมู่ก็ไปนั่งรออยู่ที่ร้านอาหารเรียบร้อยแล้ว
สองศิษย์อาจารย์นั่งกินข้าว ดื่มเหล้า พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
ก่อนที่หลี่หมู่จะเดินไปส่งจ้ายหลงถึงท่าขึ้นเรือเหาะด้วยตัวเอง
ก่อนจะก้าวขึ้นเรือเหาะ จ้ายหลงหันกลับมายิ้มพร้อมกับโบกมือลา
“ถ้ามีโอกาสไปเมืองหลินหยวน ก็โทรหาครูบ้างนะ!”
แต่หลี่หมู่กลับเดินเข้าไปหาด้วยสีหน้าจริงจัง
แล้วสวมกอดจ้ายหลงแน่น
“แน่นอนครับ!”
มือของจ้ายหลงที่กำลังโบกอยู่ถึงกับชะงักค้าง
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาถึงเปลี่ยนมาลูบหัวหลี่หมู่เบา ๆ
“เด็กดี กลับไปเถอะ ครูขอให้เธอมีอนาคตที่สดใสนะ!”
หลี่หมู่พยักหน้ารับ แล้วผละออกจากอ้อมกอด
ก้าวถอยหลังไปหลายก้าว
จ้ายหลงไม่ได้พูดอะไรอีก หันหลังเดินก้าวฉับ ๆ ขึ้นเรือเหาะไป
ไม่นาน เรือเหาะก็ค่อย ๆ ลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า
จ้ายหลงนั่งริมหน้าต่าง มองดูร่างของหลี่หมู่ที่ค่อย ๆ เล็กลงเรื่อย ๆ ด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ
จนกระทั่งหลี่หมู่หายลับไปจากสายตา เขาถึงค่อย ๆ ดึงสายตากลับมา
ทว่า จังหวะที่เขากำลังเอนตัวพิงพนักเก้าอี้
เขาก็รู้สึกได้ถึงสัมผัสแปลก ๆ ในกระเป๋าเสื้อคลุม
จ้ายหลงขมวดคิ้ว ลุกขึ้นยืนทันที
ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ
และหยิบการ์ดใบหนึ่งออกมา
จ้ายหลงถึงกับสะดุ้งสุดตัว
มันคือบัตรเดบิต
แถมยังมีกระดาษโน้ตแปะไว้ เขียนรหัสผ่านและตัวเลขเงินจำนวนห้าแสนหยวน
พร้อมกับข้อความสั้น ๆ
เพียงแค่ประโยคเดียว
“ขอให้ครูหายป่วยไว ๆ นะครับ”
ใบหน้าเข้ม ๆ แบบชายชาตรีของจ้ายหลง ตอนนี้บิดเบี้ยวไปหมด
เขาเพิ่งจะเข้าใจ
เข้าใจแล้วว่าทำไมหลี่หมู่ถึงไม่ยอมอยู่ช่วยเก็บของ
แต่กลับชิ่งลงมารอข้างล่างก่อน
และเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงจู่ ๆ ก็เข้ามากอดเขา
เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดหน้าตัวเองแน่น
แต่ก็ไม่อาจกั้นน้ำตาที่ไหลรินออกมาตามร่องนิ้วได้
ส่วนทางด้านหลี่หมู่ ที่กำลังแหงนหน้ามองเรือเหาะที่ค่อย ๆ เลือนหายไปในหมู่เมฆ
เขาถอนหายใจยาว
ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับบ้าน
สี่ทุ่มกว่า
หลี่หมู่นอนเอนหลังอยู่บนเตียง กำลังชั่งใจว่าพรุ่งนี้จะลงไปลุยแดนเหวดีไหม
หลังจากซัดยาเสริมกายาระดับต้นไปสองเม็ด
หลี่หมู่ก็รู้สึกได้เลยว่าร่างกายมันแกร่งขึ้นแบบก้าวกระโดด
ด้วยสภาพร่างกายตอนนี้ บวกกับพละกำลังสองพยัคฆ์สามกระทิงจาก ‘วิชาแบกภูเขา’
เขามั่นใจว่าต่อให้น้ำหนักพลองเพิ่มเป็น 500 ชั่ง เขาก็เอาอยู่สบาย ๆ
แต่ปัญหาคือ ตอนนี้แต้มพิชิตของเขามันเหลือศูนย์
ตอนกลางวันที่อัดไอ้หมาล่าเนื้อนั่น ระบบก็ไม่นับว่าเป็นการต่อสู้ เลยไม่ได้แต้มมาสักแอะ
ความหวังเดียวของหลี่หมู่ตอนนี้ ก็คือพวกมอนสเตอร์ในแดนเหวเท่านั้นแหละ
แถมเคล็ดเซียนสวรรค์ไร้ระดับของเขาก็มาถึงจุดสูงสุดของระดับสองแล้วด้วย
พร้อมจะทะลุขึ้นระดับสามได้ทุกเมื่อ
ถ้าได้ลงไปบู๊กับมอนสเตอร์ในแดนเหว เผลอ ๆ อาจจะช่วยให้ทะลุระดับได้เลยก็ได้
ถ้าทะลุระดับสามได้เมื่อไหร่
หลี่หมู่กะว่าอย่างน้อยน่าจะอัปน้ำหนัก ‘วิชาเทพศัสตรา’ ไปถึง 800 ชั่งได้สบาย ๆ!
เพราะงั้น การลงไปฟาร์มมอนสเตอร์ในแดนเหวครั้งนี้ ถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
ยังไงก็ต้องไปให้ได้
ระหว่างที่กำลังคิดเพลิน ๆ ก็มีเสียงเคาะประตู
หลี่หมู่เดินไปเปิดประตู ก็เห็นแม่ยืนอยู่หน้าห้อง
หยางซู่อิงเดินเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูลงกลอน
“ลูกจ๊ะ แม่มีเรื่องอยากจะปรึกษาหน่อยน่ะ”
“ช่วยแม่ออกความเห็นหน่อยสิ”
“เรื่องอะไรครับแม่?” หลี่หมู่รีบหยิบเก้าอี้มาให้แม่นั่ง
หยางซู่อิงนั่งลง ถอนหายใจเบา ๆ ด้วยความกังวล
“ก็เรื่องที่เราสองคนแม่ลูกมาขออาศัยอยู่บ้านน้าเขานี่แหละ”
“เอาจริง ๆ มันก็ไม่ค่อยจะเหมาะเท่าไหร่นะ”
“แม่เคยแง้ม ๆ เรื่องย้ายออกตั้งหลายรอบแล้ว แต่น้าเขาก็ไม่ยอมลูกเดียว”
“พอแม่จะให้เงินช่วยค่าใช้จ่าย น้าเขาก็ไม่ยอมรับ บอกว่าแม่ก็ช่วยทำงานบ้านแล้ว”
“แล้วตอนนี้เราก็ไม่มีเงินเก็บสักเท่าไหร่ด้วย”
“แม่ก็เลยคิดว่า อยากจะลองหาอะไรทำขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ดู”
“ต่อจากนี้ ค่ากับข้าว ค่าไฟ ค่าน้ำ เราจะได้เป็นคนออกเอง”
“ไม่งั้นถ้านานไป ถึงน้าเขาจะไม่ว่าอะไร แต่น้าเขยเขาอาจจะอึดอัดใจเอาก็ได้”
หยางซู่อิงร่ายยาวเหยียด
แต่หลี่หมู่กลับตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ ไม่ได้รู้สึกรำคาญเลยสักนิด
หยางซู่อิงเห็นหลี่หมู่พยักหน้ารับฟังอย่างตั้งใจ
ก็อดหมั่นเขี้ยวไม่ได้ “แหม ไอ้ลูกหมา เดี๋ยวนี้ไม่รำคาญคนแก่ขี้บ่นแล้วเหรอไง?”
แต่ก่อนนะ แค่แม่เริ่มบ่น หลี่หมู่ก็หงุดหงิดจะแย่แล้ว
ฟังได้ไม่ถึงสามประโยค ก็เป็นอันต้องลุกหนีไปทุกที
แต่พอโดนไล่ออกจากตระกูลหลี่ ดูเหมือนนิสัยใจคอจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ หยางซู่อิงก็แอบดีใจอยู่ลึก ๆ
เธอรู้สึกได้เลยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกมันดูผูกพันกันมากขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
“แหม ผมก็เห็นด้วยกับสิ่งที่แม่พูดนั่นแหละครับ!”
หลี่หมู่ยิ้มประจบประแจง หยิบมือถือขึ้นมา
“เอ้อ แม่ครับ ผมเกือบลืมบอกไปเลย”
“เงินรางวัลแชมป์ศึกแรกโอนเข้าบัญชีแล้วนะครับ”
“ได้ตั้งหนึ่งล้านหยวนแน่ะ ผมเอาไปซื้อยาสมุนไพรแสนกว่าบาท แล้วก็ให้ครูไปอีกห้าแสน”
“ตอนนี้เหลืออยู่สามแสนเจ็ด”
“ผมเก็บไว้เจ็ดหมื่น ที่เหลือสามแสนแม่เอาไปเก็บไว้ก่อนละกันครับ”
พูดจบ หลี่หมู่ก็กดโอนเงินเข้าบัญชีแม่ทันที
หยางซู่อิงถึงกับอ้าปากค้าง นั่งตัวแข็งทื่อเป็นหิน
ข้อมูลมันเยอะจนประมวลผลไม่ทัน
เงินรางวัลหนึ่งล้าน?
ให้ครูไปห้าแสน?
“หมายถึง… ครูที่ลูกพูดถึงตอนให้สัมภาษณ์น่ะเหรอ?”
หลี่หมู่ค่อย ๆ อธิบายเรื่องอาการป่วยของครูจ้ายหลง และเรื่องที่เขาต้องย้ายเมืองให้แม่ฟังอย่างละเอียด
หยางซู่อิงถึงได้เข้าใจ และเห็นด้วยว่าเงินก้อนนี้สมควรให้จริง ๆ
แต่เธอก็ยังอดถามไม่ได้
“เงินสามแสนนี่ ลูกไม่ต้องเอามาให้แม่หรอก เก็บไว้ซื้อของบำรุงตัวเองดีกว่า”
“ลูกเก็บไว้ใช้เถอะ ประหยัด ๆ หน่อย ส่วนแม่หาเงินใช้เองได้น่ะ”
แต่หลี่หมู่ยืนกรานเสียงแข็ง
“แม่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ตอนนี้ผมหาเงินเองได้แล้ว การที่แม่มีเงินติดตัวไว้ มันทำให้ผมสบายใจกว่านะ”
หลังจากช่วยกันหว่านล้อมอยู่นาน หยางซู่อิงก็ยอมพยักหน้ารับในที่สุด
เธอยิ้มกว้างด้วยความดีใจ “ตกลง! งั้นแม่ก็มีทุนไปเปิดร้านแล้วสิ”
พอได้ยินแบบนั้น หลี่หมู่ก็ถึงกับกุมขมับ
“โธ่แม่ ผมให้เงินไปไม่ได้หมายความว่าแม่ต้องเอาไปลงทุนทำร้านเล็ก ๆ นะ”
“แต่ที่แม่พูดมามันก็ถูก เราก็ควรจะมีธุรกิจเป็นของตัวเองบ้าง”
หลังจากนิ่งคิดไปพักใหญ่ หลี่หมู่ก็ตาเป็นประกาย ถามขึ้นมาว่า
“แม่ครับ ตกลงพรสวรรค์ของแม่คืออะไรนะ?”
หยางซู่อิงชะงักไปนิดนึง
“ก็หมักเหล้าไงล่ะจ๊ะ”