แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 40 จางจือเหวยขอย้ายโรงเรียน
เพียะ!
หลี่หมู่ตบมือฉาดใหญ่
“ใช่เลย หมักเหล้าไง! แม่เคยบอกมาตลอดไม่ใช่เหรอว่าอยากเปิดโรงเตี๊ยมแบบโบราณ ๆ น่ะ?”
“แม่ยังเคยบอกเลยว่า ถ้าไม่ได้มาแต่งงานกับพ่อ แล้วต้องมาเป็นแม่บ้านล่ะก็ ป่านนี้แม่คงเป็นตำนานในวงการน้ำเมาไปแล้ว!”
“งั้นก็เอาเรื่องหมักเหล้านี่แหละแม่!”
หยางซู่อิงหน้าแดงแปร๊ดทันที
ตอบกลับด้วยท่าทีเคอะเขิน
“ที่จริงแล้ว… ไอ้ที่แม่เคยเล่าให้ฟังน่ะ แม่โม้ทั้งนั้นแหละลูก”
“แม่มีพรสวรรค์เรื่องหมักเหล้าจริง ๆ นั่นแหละ แต่มันอยู่แค่ระดับ E…”
“ตอนนั้นเกือบจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“ถ้าแม่ไม่ได้หน้าตาสวย แล้วเป็นฝ่ายตามจีบพ่อของลูกล่ะก็ คงไม่มีลูกเกิดมาหรอก”
หลี่หมู่ถึงกับยืนอึ้งเป็นหิน
มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย…
หยางซู่อิงดูเหมือนจะตกอยู่ในห้วงความทรงจำอันแสนหวาน
“ตอนเรียนมหาวิทยาลัย พ่อของลูกเป็นถึงหนุ่มฮอตประจำมหา’ลัยเลยนะ มีแต่ผู้หญิงสวย ๆ มารุมล้อม”
“แต่แม่ลูกน่ะ ฝีมือแพรวพราว”
“ทำข้าวกล่องสื่อรักไปให้ไม่กี่มื้อ พ่อเขาก็เสร็จแม่แล้ว”
“ตอนนั้นแม่ล่ะโคตรภูมิใจ ชอบไปอวดพวกผู้หญิงสวย ๆ พวกนั้นจะตาย”
“แต่จริง ๆ แล้ว แม่เพิ่งมารู้ทีหลัง”
“ว่าพ่อเขาก็แอบชอบแม่มาตั้งนานแล้ว! แค่ปากหนัก ไม่กล้าบอก”
“พ่อเขาเป็นคนสารภาพกับแม่เองเลยนะ!”
พูดจบ หยางซู่อิงก็ยิ้มหน้าบานด้วยความภูมิใจ
“แม่ เป็นไปได้ไหมว่า… พ่อเขาแค่กลัวแม่จะเสียหน้า ก็เลยแกล้งพูดไปงั้น ๆ แหละ”
หลี่หมู่สาดน้ำเย็นเข้าให้อย่างจัง
“ไอ้ลูกหมา!”
หยางซู่อิงเขกหัวหลี่หมู่ไปทีนึงอย่างหมั่นเขี้ยว
แต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เพราะต่อให้เป็นแบบที่หลี่หมู่พูดจริง
นั่นก็แสดงว่าหลี่เชียนเฟิงรักเธอมากแค่ไหนไงล่ะ
“เฮ้อ สรุปก็คือ พอขึ้นปีสอง พ่อของลูกก็ทะลุระดับหก กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงเลยล่ะ!”
“ตอนนั้นพ่อเขาพอจะมีฐานะขึ้นมาบ้าง เงินที่หามาได้ก็เอามาให้แม่ใช้หมดเลย”
“พรสวรรค์ของแม่มันไปทางยาดองเหล้า ซึ่งมันเป็นสายที่ไปไม่สุดสักทาง”
“แถมตอนฝึกหมักก็ต้องใช้สมุนไพรเยอะแยะไปหมด เปลืองเงินสุด ๆ”
“ก็เพราะได้เงินสนับสนุนจากพ่อลูกนั่นแหละ แม่ถึงได้เริ่มศึกษาพรสวรรค์ของตัวเองอย่างจริงจัง”
“แต่พอมีลูก แถมต้องมาอยู่ในตระกูลหลี่ วัน ๆ ก็เอาแต่เลี้ยงลูกกับทำงานบ้านจนหัวปั่น”
“นาน ๆ เข้า แม่ก็เลยค่อย ๆ ทิ้งมันไป”
หยางซู่อิงเล่าเรื่องราวในอดีตให้ฟังอย่างช้า ๆ
หลี่หมู่ฟังแล้วก็เข้าใจ
ยาดองเหล้า มันเป็นสายที่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ จริง ๆ นั่นแหละ
ถ้าจะเอาเรื่องสรรพคุณทางยา ก็สู้ยาอายุวัฒนะจริง ๆ ไม่ได้ ถ้าจะเอาความอร่อย ก็สู้เหล้าชั้นดีไม่ได้
พวกบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผลิตเหล้า ก็มีนักหมักเหล้าพรสวรรค์ระดับ A กับ B เดินกันให้ควั่ก
แถมพวกนี้ยังมีเงินทุนหนุนหลังอีกต่างหาก
ต่อให้คุณทุ่มเทหมักเหล้าแทบตาย ก็ใช่ว่าจะออกมาดีกว่าเหล้าที่เขาวางขายกันเกลื่อนตลาด
ยิ่งไปกว่านั้น ค่าใช้จ่ายในการฝึกฝนของนักหมักยาดองเหล้าก็แพงหูฉี่
ต่อให้มีพรสวรรค์ระดับ B ก็ยังยากที่จะดันจนสุดทางได้เลย
ระดับ E ถอดใจไปก็ไม่แปลกอะไร
“ไม่เป็นไรหรอกแม่! ลุยเลย ลูกชายคนนี้สนับสนุนความฝันของแม่เต็มที่!”
หลี่หมู่พูดให้กำลังใจอย่างหนักแน่น
ในหมู่ฤทธิ์มหาเทพ มีวิชา ‘ดื่มสุราเพิ่มฤทธิ์’ อยู่ด้วย ถึงหลี่หมู่จะยังไม่ได้เรียน แต่วันข้างหน้าก็ต้องได้ใช้แน่ ๆ
ถ้าจะต้องกินเหล้า ก็คงไม่มีอะไรจะปลอดภัยและไว้ใจได้เท่าเหล้าฝีมือแม่ตัวเองอีกแล้ว
แถมแม่ก็เคยมีความฝันแบบนี้มาก่อน
ยังไงก็ต้องสนับสนุน!
“แต่นี่มัน…” หยางซู่อิงไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ ๆ ลูกชายถึงอยากให้เธอกลับมาหมักเหล้า
แต่มันต้องใช้เงินเยอะมากจริง ๆ นะ
“เรื่องเงินแม่ไม่ต้องห่วง! ลุยให้เต็มที่เลย!”
เจอหลี่หมู่เชียร์อัปแบบมัดมือชกขนาดนี้
หยางซู่อิงก็ปฏิเสธไม่ออกจริง ๆ
เธอตัดสินใจจะรื้อฟื้นความฝันอีกครั้ง เริ่มจากการเปิดโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ก่อนก็แล้วกัน
พูดก็พูดเถอะ ฝีมือการหมักเหล้าของหยางซู่อิงน่ะ เคยทุ่มเงินฝึกฝนมาอย่างดีตั้งหลายปี
ถ้าให้เริ่มทำตอนนี้ เธอก็พอจะทำยาดองเหล้าดี ๆ ออกมาได้หลายสูตรเลยล่ะ
แต่ถ้าอยากจะพัฒนาฝีมือให้เก่งขึ้น ก็ต้องอาศัยการค้นคว้าและทดลองไปเรื่อย ๆ
พอตกลงกันได้ หยางซู่อิงก็รีบกลับไปเขียนแผนธุรกิจของตัวเองด้วยความตื่นเต้น
วันรุ่งขึ้น
ศึกแรกที่แดนเหวจบลงแล้ว งานเลี้ยงฉลองก็จบลงแล้ว
วันนี้ต้องกลับไปเรียนตามปกติ
แต่หลี่หมู่กลับมุ่งหน้าตรงไปที่… แดนเหว
ช่วยไม่ได้นี่นา วิชามหาเทพตั้งหลายวิชายังรอแต้มไปอัปเกรดอยู่เลย
หลี่หมู่ต้องรีบไปหาแต้มพิชิตมาตุนไว้ให้เร็วที่สุด
วันนี้เขาตั้งใจจะไปสมัครเข้าหน่วยทหารกองหนุน
เพราะเขายังมีแต้มผลงานและแต้มเกียรติยศก้อนโตที่ยังไม่ได้เคลียร์เลย
หวังหลงเฉิงเคยรับปากเขาไว้ว่า ถ้าเข้าเป็นทหารกองหนุน จะเอาผลงานไปผูกกับระบบของกองทัพให้เลย
ทรัพยากรของกองทัพที่เอาแต้มเกียรติยศไปแลกมาได้น่ะ คุณภาพมันทิ้งห่างของที่ขายอยู่ข้างบนลิบลับเลยนะ
แถมเรื่องเวลาก็ยืดหยุ่นกว่าด้วย
ถ้าเบื่ออยู่ในแดนเหว ก็แค่บอกว่าจะกลับไปเรียน
ถ้าขี้เกียจเรียน ก็อ้างว่าจะลงไปฆ่ามอนสเตอร์
ยังไงซะ การเรียนมันก็เป็นแค่ข้ออ้างที่หลี่หมู่ใช้บังหน้า เพื่อไม่ให้ถูกผูกมัดด้วยกฎระเบียบของกองทัพจิ้นหยวนก็เท่านั้นเอง
ในเวลาเดียวกัน
ณ โรงเรียนเฮยสุ่ย
ในห้องประชุมของโรงเรียน คณะผู้บริหารต่างพากันจ้องมองหน้าจอขนาดใหญ่ที่แสดง ‘ประกาศผลการจัดอันดับการจัดสรรทรัพยากรของโรงเรียน’ ด้วยความเหม่อลอย
โรงเรียนเฮยสุ่ย อันดับที่ 17 ช่างเป็นตัวเลขที่บาดตาบาดใจเหลือเกิน
สีหน้าของอิ๋นฉางหมิงและคนอื่น ๆ ดูไม่ค่อยสู้ดีนัก
บรรยากาศในโรงเรียนเฮยสุ่ยไม่ได้มีการแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจนเหมือนโรงเรียนอื่น
โรงเรียนนี้สร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของทุกคนที่ร่วมมือร่วมใจกัน เวลาประชุมก็เลยค่อนข้างเป็นกันเอง
“เกินไปแล้ว! นี่มันจงใจกลั่นแกล้งเราชัด ๆ!”
ผู้บริหารคนหนึ่งทุบโต๊ะดังปัง
“แบบนี้โรงเรียนเราได้ขายขี้หน้าชาวบ้านแน่ ๆ”
“เฮ้อ ยังดีที่โรงเรียนเราชินกับเรื่องน่าอายแบบนี้แล้วล่ะ”
บางคนพยายามพูดติดตลกเพื่อคลายเครียด
“คราวนี้มันไม่เหมือนกันน่ะสิ พวกสื่อพากันอวยโรงเรียนเราใหญ่โตตั้งแต่ศึกแรกจบแล้ว”
“ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็แล้วไปเถอะ”
“แต่ตอนนี้โรงเรียนเฮยสุ่ยกำลังเป็นจุดสนใจของสังคม”
“มีสื่อหลายเจ้าเอาเรื่องนี้ไปเขียนข่าวใส่สีตีไข่กันสนุกสนานแล้ว”
ใช่แล้ว ผู้บริหารหลายคนก็เพิ่งจะเห็นข่าวล่าสุดเหมือนกัน
ข่าวเอาเรื่องที่โรงเรียนเฮยสุ่ยจัดงานเลี้ยงฉลองใหญ่โต มาเทียบกับผลการจัดอันดับครั้งนี้
พาดหัวข่าวใช้คำเจ็บ ๆ ทั้งนั้น อย่าง ‘ดีใจเก้อ’ ‘เหลิงจนลืมตัว’ อะไรทำนองนี้
บางคนถึงกับด่าว่าโรงเรียนเฮยสุ่ยนี่มัน ‘พวกยาจกอวดรวย’ ชัด ๆ
สรุปก็คือ สื่อพยายามหาเรื่องด่าให้เจ็บแสบที่สุด เพื่อเรียกยอดวิวนั่นแหละ
“ดูเหมือนว่าเรื่องที่หน้าประตูโรงเรียนวันก่อน จะส่งผลกระทบหนักกว่าที่คิดนะเนี่ย”
“น้องเขยของผู้อำนวยการโรงเรียนวูตาวเซิ่งหลง มีเส้นสายใหญ่โตในกระทรวงทรัพยากรจริง ๆ ด้วย”
อิ๋นฉางหมิงถอนหายใจยาว
“แต่ในวันแข่งศึกแรก ท่านรองรัฐมนตรีทรัพยากรก็ดูจะถูกใจหลี่หมู่มากเลยไม่ใช่เหรอครับ”
ผู้บริหารคนหนึ่งแย้งขึ้นมาด้วยความสงสัย
“นั่นมันก็แค่ทำตามมารยาท ผู้ใหญ่คนไหนบ้างล่ะที่จะไม่พูดให้กำลังใจแชมป์น่ะ”
“แล้วที่เขาถูกใจ ก็คือถูกใจตัวหลี่หมู่ ไม่ได้ถูกใจโรงเรียนเราซะหน่อย”
“ถึงการจัดอันดับโรงเรียนจะส่งผลกระทบต่อหลี่หมู่บ้างก็เถอะ”
“แต่คุณคิดว่าเขาจะยอมงัดกับข้าราชการระดับสูงในกระทรวงเดียวกัน เพียงเพื่อเห็นแก่หลี่หมู่งั้นเหรอ?”
“คิดยังไงมันก็ไม่สมเหตุสมผลเลย”
พอรองผู้อำนวยการพูดจบ ทุกคนก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
มาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากยอมรับความจริง
ตอนแรกกะว่าจากระดับ T4 อย่างน้อยก็น่าจะพุ่งขึ้นไป T2 หรือไม่ก็ T1 ได้สบาย ๆ
แต่ตอนนี้ กลายเป็นว่าพวกเขาขยับจาก T4 ขึ้นมาแตะขอบ T3 ได้แบบฉิวเฉียดเท่านั้น
ส่วนระดับ T0 น่ะเหรอ ทั้งเมืองเถี่ยโส่วมีอยู่แค่สี่โรงเรียนเท่านั้นแหละ
เขตละหนึ่งโรงเรียน
ทุกคนต่างหันไปมองชื่อโรงเรียนวูตาวเซิ่งหลงเป็นตาเดียว
โรงเรียนวูตาวเซิ่งหลง ยังคงครองแชมป์โรงเรียนระดับ T0 หนึ่งเดียวของเขตตะวันออกอย่างเหนียวแน่น
นอกจากจะได้คะแนนรวมสูงสุดในศึกแรกแล้ว พวกเขายังเป็นโรงเรียนเดียวในเขตตะวันออกที่มีนักเรียนพรสวรรค์ระดับ S ถึงสองคนอีกด้วย
“พูดไปก็ไลฟ์บอย ปลงซะเถอะ”
“ถ้าไม่มีหลี่หมู่โผล่มา เราก็คงไม่มีปัญญาขึ้นมาถึง T3 หรอก จริงไหมล่ะ”
“มานั่งกลุ้มไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา สู้ตั้งใจทำงานต่อไปดีกว่า โอกาสหน้ายังมี!”
ในที่สุดก็มีครูคนหนึ่งพูดปลุกใจขึ้นมา
“แต่เสียดายจังเลยนะ”
“ผู้บริหารของโรงเรียนวูตาวเถิงหลงฝั่งตรงข้ามโดนสอบสวนยกแผง โรงเรียนกำลังอยู่ในช่วงจัดระเบียบใหม่”
“นักเรียนหลายคนก็กำลังหาทางย้ายโรงเรียนกันอยู่”
“ตอนแรกนึกว่าเราอยู่ใกล้แค่นี้ ถ้าได้ติดท็อปเท็นการจัดสรรทรัพยากร”
“รับรองว่าได้ดูดนักเรียนเก่ง ๆ จากวูตาวเถิงหลงมาเพียบแน่”
“แต่ตอนนี้…”
ทุกคนได้แต่ถอนหายใจด้วยความเสียดาย
หลังจบศึกแรกที่แดนเหว สิ่งที่พวกเขารอคอยมากที่สุดมีอยู่แค่สองเรื่อง
หนึ่งคือ อันดับสูงขึ้น ได้ทรัพยากรมากขึ้น เพื่อเอามาพัฒนาฝีมือของนักเรียนโดยรวม
สองคือ ใช้อันดับที่ดีดึงดูดนักเรียนเก่ง ๆ ให้เข้ามาเรียนมากขึ้น เพื่อดันอันดับของโรงเรียนให้สูงขึ้นไปอีกในปีหน้า
มันจะได้เป็นวงจรแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน
โรงเรียนเฮยสุ่ยจะได้หลุดพ้นจากวัฏจักรความห่วยแตกซะที
นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมโรงเรียนเฮยสุ่ยถึงจัดงานฉลองใหญ่โต ทำไมพวกผู้บริหารถึงได้ตื่นเต้นกันนัก
นี่คือสิ่งที่โรงเรียนเฮยสุ่ยเฝ้ารอมาหลายปี!
แต่ใครจะไปคิดว่าจุดจบมันจะออกมาอีหรอบนี้
ประกาศผลมาตั้งหลายชั่วโมงแล้ว
ถ้าจะมีใครย้ายโรงเรียน ฝั่งวูตาวเถิงหลงก็ควรจะมีคนขยับบ้างแล้วสิ ก็อยู่แค่ฝั่งตรงข้ามเองนี่นา
ในขณะที่ทุกคนกำลังหมดหวังอยู่นั้นเอง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
ครูคนหนึ่งเดินไปเปิดประตู ก็พบว่าเป็นหลินอวี้หย่า ประธานนักเรียนนั่นเอง
หลินอวี้หย่าหอบหายใจเล็กน้อย พูดด้วยความตื่นเต้นว่า
“คุณครูคะ มีคนมายื่นเรื่องขอย้ายโรงเรียนค่ะ!”
ครูคนนั้นถามด้วยความดีใจ
“มาจากโรงเรียนวูตาวเถิงหลงเหรอ? มากันกี่คนล่ะ?”
“มาแค่คนเดียวค่ะ!”
“คนเดียวเองเหรอ?”
“มาจากโรงเรียนวูตาวเซิ่งหลงค่ะ ชื่อ… จางจือเหวย!!”