แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 4 ไสหัวไปโรงเรียนฝั่งตรงข้าม? จัดไปดิ!!
- Home
- แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก!
- บทที่ 4 ไสหัวไปโรงเรียนฝั่งตรงข้าม? จัดไปดิ!!
“หยุดนะ!!”
ความโกรธของซุนหลงถูกแทนที่ด้วยความกลัวจับใจ มันแผดเสียงร้องลั่น
ด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอด มันรีบรีดเร้นพลังปราณทั้งหมดในร่างไปรวมไว้ที่ซีกหน้าด้านข้างอย่างเร่งด่วน
มันรู้ดีว่าถ้าโดนก้านไผ่ของหลี่หมู่ฟาดเข้าหน้าจัง ๆ ไม่ตายก็คางเหลืองแน่!
แต่หลี่หมู่ไม่มีทีท่าว่าจะยั้งมือเลยแม้แต่น้อย
ปัง!
ก้านไผ่รับแรงกระแทกมหาศาลไม่ไหว แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ
ซุนหลงโดนฟาดกระเด็นลอยละลิ่ว ชนเพื่อนนักเรียนล้มระเนระนาดไปหลายคน แล้วกลิ้งหลุน ๆ ไปกับพื้นอีกหลายตลบ
ทั้งลานเงียบกริบราวกับป่าช้า
“มอนสเตอร์ในเหวลึก มันไม่หยุดมือให้แกง่าย ๆ หรอกนะ…”
หลี่หมู่ปัดเศษไผ่ที่มือ พลางตอกกลับประโยคที่หลี่เสี่ยวหงเพิ่งพูดมาแบบคำต่อคำ
พร้อมกันนั้น ระบบก็เด้งแจ้งเตือนขึ้นมา
[เอาชนะ! ได้รับแต้มพิชิต +19]
[หมายเหตุ: ยิ่งคู่ต่อสู้ที่เอาชนะได้มีความแข็งแกร่งกว่าโฮสต์มากเท่าไหร่ และสร้างความเสียหายได้มากแค่ไหน จะยิ่งได้รับแต้มพิชิตมากขึ้นเท่านั้น]
“เยี่ยม!!”
จู่ ๆ ก็มีเสียงตะโกนเชียร์ดังขึ้นจากกลุ่มนักเรียนที่มุงดู แต่ก็รีบเงียบไปทันที เห็นได้ชัดว่ากลัวซุนหลงจะผูกใจเจ็บ
แต่เสียงเชียร์สั้น ๆ นี้ก็จุดประกายบรรยากาศให้ลุกพรึบขึ้นมาทันที
กลุ่มนักเรียนพากันชูหมัดตะโกนลั่น “ตีได้สวย!”
ช่างแม่งสิวะ คนตะโกนตั้งเยอะตั้งแยะ กฎหมายเอาผิดคนหมู่มากไม่ได้หรอก อยากตะโกนก็ตะโกน มันจะตามแก้แค้นหมดทุกคนได้ไง?
ตอนนี้สมองของซุนหลงขาวโพลนไปหมด
เลือดทะลักออกจากหูเป็นสาย
เสียงวิ้ง ๆ ในหูและในสมองดังสนั่นจนไม่ได้ยินเสียงอะไรจากภายนอกเลย
บนใบหน้าก็มีเลือดซึมออกมาไม่หยุด สภาพหน้ามันตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับหัวหมูช้ำเลือดช้ำหนอง!
ความรู้สึกอัปยศอดสูอย่างถึงที่สุดถาโถมเข้าใส่
ส่วนหลี่เสี่ยวหงที่เพิ่งได้สติก็ฟิวส์ขาดอย่างสมบูรณ์แบบ
นางกรี๊ดลั่น ทำเอากลุ่มนักเรียนที่กำลังโห่ร้องเงียบกริบลงทันที
ตาของหลี่เสี่ยวหงเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมา
“ใครสั่งให้แกสู้กลับ ใครอนุญาตให้แกสู้กลับ! ฉันสั่งให้แกยืนอยู่ตรงนั้น แกฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องรึไง!!”
พูดพลางนางก็เดินจ้ำพรวดเข้าไปหาหลี่หมู่ แล้วเงื้อมือจะตบหน้าเขาทันที
ฝ่ามือที่ตวัดมานั้นไหลลื่นทั้งองศาและแรงเหวี่ยง ราวกับเป็นวิชาการต่อสู้ที่คิดค้นขึ้นมาเองเลยทีเดียว!
แต่น่าเสียดาย หลี่หมู่เร็วกว่านาง!
เพียะ!
หลี่หมู่ตบหน้าหลี่เสี่ยวหงเข้าให้ก่อน
แรงตบมหาศาลจนเห็นฟันซี่หนึ่งกระเด็นหลุดออกจากปากนางชัดเจน
หลี่เสี่ยวหงล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปกองกับพื้นทันที
“หลี่เสี่ยวหง แกจะตอแหลทำไมวะ? ก็เมื่อกี้แกเพิ่งกระซิบข้างหูบอกให้ฉันเอาจริง สั่งสอนไอ้ซุนหลงให้หนัก ๆ ไม่ใช่รึไง?”
“ฉันไม่สนหรอกนะว่าแกกับมันจะมีเรื่องบาดหมางอะไรกัน แต่ใช้ฉันเป็นเครื่องมือแล้วอย่ามาทำเป็นบีบน้ำตาใสซื่อ!”
พูดจบ หลี่หมู่ก็ก้าวเท้ายาว ๆ เดินจากไป
แถมยังจงใจเหยียบหน้าหลี่เสี่ยวหงข้ามไปหน้าตาเฉย
นางมึนตึ้บไปหลายวินาทีด้วยความช็อกสุดขีด
สมองแทบประมวลผลไม่ทัน
คิดให้ตายก็คิดไม่ออกว่าทำไมหลี่หมู่ถึงกล้าตบเธอ แถมยังกล้าขัดคำสั่งเธอด้วย!
แล้วเธอก็จำไม่ได้เลยว่าไปพูดประโยคพรรค์นั้นตอนไหน?
แต่พอนางเห็นสายตาอาฆาตมาดร้ายของซุนหลง ที่เต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อและเพลิงโทสะที่ลุกโชน
หลี่เสี่ยวหงก็ตาสว่างทันที… โดนหลี่หมู่ป้ายสีเข้าให้แล้ว!
“ไม่ใช่นะ ฉันไม่ได้พูด ฉันไม่ได้พูดแบบนั้นจริง ๆ นะ!”
หลี่เสี่ยวหงกุมหน้าพยายามอธิบายกับซุนหลง แล้วปรี่เข้าไปพยุงมันขึ้น
“ไสหัวไป!!”
ซุนหลงเตะหลี่เสี่ยวหงล้มกลิ้ง ก่อนจะกุมหน้าเดินโซซัดโซเซวิ่งหนีไปทางห้องพยาบาล
“หลงหลง หลงหลง ฟังฉันอธิบายก่อน!”
หลี่เสี่ยวหงลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลแล้ววิ่งตามไป
นักเรียนที่มุงดูอยู่พากันหัวเราะครืน
“ขำจะบ้าตาย! หลี่เสี่ยวหงไม่มีทางพูดอะไรแบบนั้นหรอก”
“ความแค้นระหว่างหลี่หมู่กับตระกูลหลี่ก็ไม่ได้แกล้งทำสักหน่อย ไอ้โง่ที่ไหนก็ดูออกว่าหลี่หมู่เสี้ยม”
“จะเสี้ยมไม่เสี้ยมก็ช่างเถอะ ประเด็นคือไอ้ง่าวซุนหลงมันดันเชื่อสนิทใจเนี่ยสิ!”
“เมื่อก่อนไม่เคยรู้เลยนะเนี่ย ว่าหลี่หมู่มันตัวตึงขนาดนี้!”
“เฮ้อ จะดีจะร้ายยังไม่รู้หรอก แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้หลี่หมู่สร้างศัตรูตัวเบ้งทั้งตระกูลหลี่และซุนหลงซะแล้ว!”
เหล่านักเรียนซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา ก่อนจะค่อย ๆ สลายตัวไป
หลี่หมู่เดินตรงกลับมาที่ห้องเรียน
เขาพยายามทำความเข้าใจวิธีใช้งานระบบมาตลอด
ถึงระบบจะมีฤทธิ์มหาเทพให้ใช้มากมาย
แต่ในช่วงแรกที่หลี่หมู่ยังมีฤทธิ์มหาเทพน้อย ก็ยังต้องพึ่งพาวิชากำลังภายในและวิชาต่อสู้ของโลกนี้ไปก่อน
ไม่งั้นก็เป็นได้แค่พวกบ้าพลังที่เอาแต่เหวี่ยงหมัดสะเปะสะปะ
จริงอยู่ว่า ถ้าหมัดหนักพอ ก็ต่อยคนตายได้เหมือนกัน
แต่โลกนี้มันมีสิ่งที่เรียกว่า ‘พลังปราณ’ อยู่นะสิ
วิชากำลังภายใน คือศาสตร์แห่งการใช้พลังปราณในรูปแบบต่าง ๆ
เป็นสิ่งที่เหล่ายอดฝีมือรุ่นก่อน ๆ คิดค้นขึ้นมา พลิกแพลงพิสดารเหลือคณา
ถ้าใช้วิชากำลังภายในเก่ง ๆ ก็จะช่วยพลิกแพลงเพิ่มพลังต่อสู้ได้อย่างมหาศาล
และเมื่อกี้ตอนใช้วิชาเก้าก้าวท่องปฐพี หลี่หมู่ก็สัมผัสได้แล้ว
ว่าด้วยการส่งเสริมจากเคล็ดเซียนสวรรค์ไร้ระดับ การฝึกฝนวิชาใด ๆ ก็จะก้าวหน้าได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพเป็นเท่าตัว!
ความเข้าใจอย่างถ่องแท้เทียบเท่าการฝึกฝน 50 ปี ถึงจะไม่ได้ช่วยเพิ่มระดับพลังบ่มเพาะโดยตรง
แต่มันช่วยยกระดับความลึกซึ้งและพลิกแพลงในการต่อสู้จริงได้อย่างมหาศาล
และในตอนนี้ สิ่งที่ช่วยเพิ่มพลังต่อสู้ได้ตรงจุดที่สุดก็คือ ‘วิชาเทพศัสตรา’
1 แต้มพิชิต เพิ่มน้ำหนักได้ 1 ชั่ง
งั้นเขาต้องการแค่ 13,500 แต้ม ก็จะทำให้มีน้ำหนักเทียบเท่ากระบองสมปรารถนาจินกูบังได้แล้ว
แต่หลี่หมู่ก็รู้ดีว่า
ต่อให้น้ำหนักถึงระดับนั้น ก็ยังเทียบไม่ได้กับอานุภาพที่แท้จริงของมหาเทพอยู่ดี
เพราะเขาไม่มีทั้งเคล็ดเซียนสวรรค์ระดับมหา และอาวุธก็ไม่ใช่กระบองวิเศษติ้งไห่เสินเจินด้วย
แถมแค่เพิ่มน้ำหนักอย่างเดียวมันไม่ได้ช่วยอะไร
ถ้าระดับการบ่มเพาะร่างกายของเขาไม่สัมพันธ์กัน ต่อให้ฝืนใช้วิชาแบกภูเขา ร่างกายก็คงเปราะบางเป็นกระดาษ
ยังไม่ทันง้างอาวุธฟาดใคร เอวก็หักซะก่อนแล้ว!
พอพูดถึงเรื่องอาวุธ
เมื่อมีวิชาเทพศัสตราคอยเสริม หลี่หมู่ก็คงต้องใช้พลองหรือกระบองเท่านั้น
อาวุธชิ้นใหญ่เกินไปใช้แล้วก็เทอะทะ ไม่สะดวกเอาซะเลย
ส่วนอาวุธชิ้นเล็กไป ก็ดึงศักยภาพของวิชาเทพศัสตราออกมาได้ไม่เต็มที่
ในเมื่อมีระบบโต้วจ้านเซิ่ง…
ถ้าไม่ถือกระบองสักอัน ก็คงเสียชาติเกิดที่มีฤทธิ์มหาเทพเต็มตัวหมด
“หลี่หมู่! หลี่หมู่!”
ระหว่างที่หลี่หมู่กำลังครุ่นคิด นักเรียนชายคนหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาเขา
“หืม?” หลี่หมู่ทำหน้าเรียบเฉย เขาพอจะเดาออกว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
“อาจารย์ฝ่ายปกครองเรียก… เรียกนายไปพบน่ะ”
นักเรียนชายหอบแฮกพลางชี้ลงไปข้างล่าง
หลี่หมู่ยิ้มมุมปาก ลุกขึ้นเดินตรงไปที่ห้องปกครองทันที
อัดไอ้ซุนหลงซะเละเป็นโจ๊กขนาดนั้น พรุ่งนี้มันคงไปเข้าค่ายฝึกแดนเหวไม่ได้แหง ๆ
เป้าหมายสูงสุดของนักรบในโลกนี้ คือการเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์ในแดนเหว
ดังนั้น ระบบการศึกษาและระบบกองทัพของโลกนี้จึงมีความเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น
และ ‘ค่ายฝึกแดนเหว’ ก็คืองานใหญ่ครั้งแรกหลังจากการปลุกพรสวรรค์
ฝึกทหาร 3 วัน แล้วก็ลงสนามรบจริงในแดนเหวครั้งแรก
เพื่อเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์จากแดนเหว
ต่อให้มีค่ายฝึกเตรียมความพร้อม อัตราการตายก็ยังสูงลิ่วอยู่ดี
แต่นักรบก็จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับการต่อสู้กับมอนสเตอร์จากแดนเหวให้เร็วที่สุด
เพราะมันส่งผลดีต่อการพัฒนาฝีมือของนักรบอย่างมหาศาล
นอกจากจะช่วยรักษาสัญชาตญาณความดิบเถื่อนของนักรบแล้ว ยังช่วยให้เลื่อนระดับพลังและเพิ่มพูนทักษะการต่อสู้จริงได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น คนที่จะเป็นยอดฝีมือตัวจริงได้ คือคนที่ฉายแววโดดเด่นในศึกแรกที่แดนเหวนี้เท่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นผลงานส่วนตัวหรือระดับโรงเรียน ก็จะกลายเป็นที่จับตามองจากทุกวงการ
ไอ้ซุนหลงมันปอดแหกอยู่แล้ว พอโดนหลี่หมู่อัดจนเจ็บหนัก มันก็เลยมีข้ออ้างเนียน ๆ ไม่ต้องลงสนามรบศึกแรกที่แดนเหว
อาจารย์ฝ่ายปกครองไม่ปรี๊ดแตกก็แปลกแล้ว
แต่หลี่หมู่ไม่กลัวเลยสักนิด เพราะเขายังไม่ได้ทำผิดกฎหมายข้อไหน
การต่อสู้ระหว่างนักรบ ขอแค่เป็นการดวลแบบแฟร์ ๆ และมีพยานรู้เห็น อาการบาดเจ็บจะไม่นับว่ามีความผิด!
ก็อย่างที่บอก นักรบต้องมีความดิบเถื่อนอยู่เสมอ
ขืนตีกันเจ็บนิดเจ็บหน่อยก็ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย แล้วใครมันจะกล้าสู้ล่ะ?
ถ้าเป็นงั้น สัญชาตญาณความดิบเถื่อนมันจะเหลืออะไร?
หน้าห้องปกครองมีนักเรียนมุงดูอยู่ไม่น้อย
เหลียงไห่ อาจารย์ฝ่ายปกครองที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน จ้องเขม็งมาที่หลี่หมู่ที่เพิ่งเดินเข้ามา
“อาจารย์”
หลี่หมู่ปิดประตูตามหลัง แล้วยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ยอมให้เหลียงไห่จ้องมองอย่างใจเย็น
เหลียงไห่ไม่พูดอะไร เอาแต่จ้องหน้าหลี่หมู่อยู่นานนับนาที
หลี่หมู่เริ่มหงุดหงิดขึ้นมาตงิด ๆ!
มีอะไรก็พ่นมาสิวะ จะมาทำท่ายึกยักทำไม?
เพื่อความไม่ประมาท หลี่หมู่แอบเปิดโหมดอัดวิดีโอในมือถือไว้
มือถือในโลกไฮวูนี่เจ๋งกว่าบนโลกมนุษย์เยอะ
ด้วยฝีมือของพวกผู้มีพรสวรรค์สายมิติ โหมดอัดวิดีโอไม่ต้องหันกล้องไปที่เป้าหมายเลยด้วยซ้ำ
แค่ใส่มือถือไว้ในกระเป๋า มันก็สามารถสร้างภาพโฮโลแกรมได้เลย
ต่างกันก็แค่ขนาดพื้นที่ในการบันทึกภาพกับความคมชัดของภาพและเสียงเท่านั้นเอง
หลังจากจ้องหลี่หมู่อยู่นาน เหลียงไห่ก็กดเสียงต่ำเอ่ยขึ้น
“หลี่หมู่ แกเข้าใจความแตกต่างของ ‘มูลค่า’ ระหว่างแกกับซุนหลงไหม?”
“ไม่เข้าใจ” หลี่หมู่ส่ายหน้าเรียบ ๆ
“หึ ดูท่าแกจะรับความจริงไม่ได้สินะ!”
เหลียงไห่แค่นเสียงเย้ยหยัน
หลี่หมู่แอบลอบยิ้มหยันในใจ
เมื่อวานซืน ตอนที่เขาเพิ่งปลุกพรสวรรค์ระดับ S ขึ้นมาได้ ไอ้อาจารย์เหลียงไห่นี่แหละเป็นคนแรกที่ลากเขาเข้าห้องพักครู
ร่ายยาวเรื่อง ‘อย่าลืมบุญคุณครูบาอาจารย์’ หรือ ‘มีบุญคุณต้องทดแทน’ ให้ฟังตั้งครึ่งค่อนชั่วโมง
ผ่านไปแค่สองวัน กลายเป็นว่าเขากับซุนหลงมี ‘มูลค่า’ ต่างกันไปซะแล้ว
โคตรจะคลาสสิกเลยว่ะ
เหลียงไห่ทำหน้าเหยียดหยาม ชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว
“ฉันให้แกเลือกสองทาง”
“ทางแรก ไปขอโทษซุนหลงกับหลี่เสี่ยวหงซะ! ฉันไม่สนว่าแกจะใช้วิธีไหน แต่ต้องทำให้พวกเขายอมยกโทษให้แกให้ได้!”
“ทางที่สอง ไสหัวออกไปจากโรงเรียนนี้เดี๋ยวนี้!”
“นี่คือโอกาสสุดท้ายที่ฉันจะให้…”
เหลียงไห่มองด้วยสายตาดูถูก ส่ายหัวไปมายังพูดไม่ทันจบ
“ผมเลือกข้อสอง!”
หลี่หมู่ตอบเสียงฉะฉานหนักแน่น
แววตาของเหลียงไห่ลุกโชนไปด้วยความโกรธ เขาจ้องหลี่หมู่อีกครั้งอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ผมบอกว่า ผมเลือกข้อสอง! รบกวนรีบเซ็นใบไล่ออกให้ผมด้วย ผมรีบ!”
หลี่หมู่จ้องตากลับอย่างไม่ลดละ เน้นทีละคำชัดเจน
เขารีบจริง ๆ นะ!
รับใบไล่ออกเสร็จ เขาจะได้รีบไปสมัครเรียนโรงเรียนอื่นต่อ
เขาต้องเข้าร่วมศึกแรกที่แดนเหวครั้งนี้ในฐานะนักเรียนให้ได้
มันสำคัญมาก
ลูกผู้ชายจะไร้อำนาจวาสนาไม่ได้แม้แต่วันเดียว!
ยิ่งในโลกไฮวูต่างมิติแบบนี้ ยิ่งสำคัญหนักเข้าไปอีก
และอำนาจสูงสุดของโลกนี้ ก็คือกองทัพจิ้นหยวน!
หลี่หมู่ต้องก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของอำนาจให้ได้
ถึงจะสามารถบี้ตระกูลหลี่ให้จมดินได้อย่างง่ายดาย
ถ้าเขาเก่งช้ากว่าตระกูลหลี่…
เขาก็จะต้องโดนเหยียบย่ำอยู่แบบนี้ร่ำไป!
ขอแค่เขาฉายแววในศึกแรกที่แดนเหวครั้งนี้ได้
เขาก็จะกลายเป็นที่สนใจของบรรดาระดับสูงในกองทัพจิ้นหยวนทันที
ในเมื่อปลุกระบบโต้วจ้านเซิ่งมาได้แล้ว ขืนยังมัวแต่ทำตัวขี้ขลาด ‘หลบซ่อน’ อีก
ก็กลับไปเป็นทาสรับใช้เขาเหมือนเดิมเถอะ!
“หึหึหึหึ…”
เหลียงไห่โกรธจนหัวเราะออกมา พยักหน้ารัว ๆ ด้วยความโมโห แล้วคว้ามือถือขึ้นมา
ทันทีที่สายติด น้ำเสียงของเหลียงไห่ก็เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
“ม.6 ห้อง 9 หลี่หมู่ เอาแฟ้มประวัติมันออกมา ไล่ออก!”
ไม่รู้ปลายสายพูดอะไร เหลียงไห่ถึงกับลุกพรวดขึ้นมา ตะคอกเสียงดังลั่น
“ไม่ต้องรายงานใครทั้งนั้น!! ฉันเหลียงไห่ ไม่มีอำนาจแค่นี้หรือไง! ฉันสั่งให้ไล่ออก! เดี๋ยวนี้!!”
“เตรียมใบไล่ออกให้เสร็จ แล้วเอามาให้ฉันที่ห้องเดี๋ยวนี้เลย!”
พูดจบ เหลียงไห่ก็กระแทกโทรศัพท์วางอย่างแรง
เขาหันกลับมามองหลี่หมู่ด้วยสายตาเยาะเย้ย แกล้งทำเป็นพูดสั่งสอน
“ในฐานะที่ฉันเป็นครูบาอาจารย์ของแก นี่คือบทเรียนสุดท้ายที่ฉันจะสอนแก”
“คนเรา… ต้องรู้จักรับผลกรรมจากการกระทำของตัวเองเสมอ! บทเรียนนี้ ชัดเจนพอไหม?”
“อ้อ ฉันจะชี้ทางสว่างให้แกอีกทางก็ได้นะ”
“โรงเรียนเฮยสุ่ยฝั่งตรงข้ามเยื้อง ๆ ไปน่ะ ตอนนี้รับสมัครนักเรียนแทบเป็นบ้าเป็นหลังอยู่ พวกขยะแบบไหนมันก็รับหมดแหละ!”
หลี่หมู่ยิ้มกริ่ม
“ขอบคุณที่ชี้แนะ”
เหลียงไห่แค่นเสียงเย็นชา
ไม่นาน เจ้าหน้าที่ทะเบียนก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้อง พร้อมแฟ้มประวัติและจดหมายไล่ออก
เหลียงไห่ขี้เกียจแม้แต่จะปรายตามอง สะบัดมือส่ง ๆ
“หยิบใบไล่ออกของแก แล้วไสหัวไปซะ!”
หลี่หมู่เองก็ขี้เกียจพูดต่อให้เปลืองน้ำลาย คว้าแฟ้มกับจดหมาย แล้วก้าวเท้ายาว ๆ ออกจากห้องปกครองไปทันที
เดินออกจากประตูโรงเรียน
หลี่หมู่ไม่ได้หยุดพักแม้แต่วินาทีเดียว เขามุ่งหน้าตรงดิ่งไปยังโรงเรียนเฮยสุ่ยที่อยู่ฝั่งตรงข้ามทันที