แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 5 ไล่หลี่หมู่ออก? ช่างเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดล้ำเลิศจริง ๆ!
- Home
- แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก!
- บทที่ 5 ไล่หลี่หมู่ออก? ช่างเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดล้ำเลิศจริง ๆ!
โรงเรียนเฮยสุ่ย เป็นโรงเรียนที่รั้งท้ายในทุกการจัดอันดับ
เหตุผลน่ะเหรอ ไม่มีอะไรมากหรอก
ก็แค่ ‘ใหม่’!
เพราะเพิ่งเปิดมาไม่ถึงสิบปี การจะผงาดขึ้นมาจึงเป็นเรื่องที่โคตรยาก
ผู้อำนวยการก็ไม่มีเส้นสาย เลยโดนพวกโรงเรียนเก่าแก่จอมอิทธิพลรวมหัวกันกดหัวไว้
เด็กเรียนดี ๆ ก็ไม่อยากมา คุณภาพนักเรียนโดยรวมก็เลยเข็นไม่ขึ้น
พอคุณภาพไม่ถึง ก็ยิ่งชวดงบประมาณและทรัพยากรจากกระทรวงศึกษาธิการ
กลายเป็นวงจรอุบาทว์ไปซะงั้น
นี่ไง หลี่หมู่เพิ่งเดินมาถึงหน้าประตูโรงเรียนเฮยสุ่ย ก็เห็นป้ายไวนิลขึงหลาเลย
“โปรโมชันรับนักเรียนย้ายเข้าใหม่ ฟรีค่าเทอมและค่าธรรมเนียมทุกอย่าง นักเรียนระดับขั้นหนึ่งระดับสูงขึ้นไป รับของขวัญต้อนรับพิเศษไปเลย!”
ถ้าไม่ดูให้ดี นึกว่าซูเปอร์มาร์เก็ตจัดโปรลดกระหน่ำซัมเมอร์เซล...
หลี่หมู่หางตาคิ้วกระตุกนิด ๆ แต่ก็รีบเดินเข้าไป
ของขวัญต้อนรับนี้ เขาเอาแน่ เพราะเขาก็อยู่ระดับขั้นหนึ่งระดับสูงพอดี
ภายในร่างของนักรบ จะมีเส้นชีพจรหลักอยู่สี่เส้น เรียกว่า เทียน, ตี้, เสวียน, หวง แบ่งเป็นสี่ระดับ
ระดับหวงคือต่ำสุด ระดับเทียนคือสูงสุด
ในแต่ละเส้นชีพจร จะมีจุดชีพจรอยู่เก้าจุด เรียกว่าเก้าขั้น ขั้นหนึ่งคือต่ำสุด ขั้นเก้าคือสูงสุด
หลี่หมู่อุตส่าห์อดทนฝึกฝนแทบตาย ก็เพิ่งจะตะเกียกตะกายมาถึงระดับหวงขั้นหนึ่งระดับสูงได้แบบหืดจับ
นักรบทุกคนจะเริ่มฝึกวิชากำลังภายในและวิชาพื้นฐานกันตอน ม.4 กับ ม.5
แต่ถ้าไม่มีพรสวรรค์ ความเร็วในการฝึกก็จะถูกจำกัดอย่างหนัก ส่วนใหญ่ก็จะไปติดแหง็กอยู่ที่ขั้นหนึ่งกันทั้งนั้น
การปลุกพรสวรรค์จะเริ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของ ม.6
และช่องว่างความต่างชั้นที่แท้จริง ก็จะเผยให้เห็นชัดเจนหลังจากการปลุกพรสวรรค์นี่แหละ
พวกที่ปลุกพรสวรรค์ระดับสูง ๆ ได้ ระดับพลังจะพุ่งพรวดพราดภายในไม่กี่วัน
สำหรับนักเรียน ม.6 โดยทั่วไป ระดับขั้นหนึ่งระดับต้น ถือเป็นเรื่องปกติ
ระดับขั้นหนึ่งระดับสูง ถือว่าเป็นหัวกะทิแล้ว
ถ้าไปถึงระดับขั้นสองได้ ก็ถือว่าเข้าขั้นอัจฉริยะ
แต่ถ้าถึงระดับขั้นสองระดับสูง…
นั่นมันระดับอภิมหาอัจฉริยะแล้ว
หลี่หมู่แจ้งความประสงค์กับรปภ.หน้าประตู รปภ.ก็ชี้ทางไปห้องทะเบียนให้อย่างกระตือรือร้น
ตอนนี้ที่โรงเรียนเฮยสุ่ย ไม่รู้ว่าเป็นเวลาเรียนหรือเปล่า บรรยากาศดูเงียบเหงามาก
มีแค่เสียงจอแจแว่วมาจากทางตึกเรียนกับลานประลองเท่านั้น
หลี่หมู่เดินตรงไปที่ห้องทะเบียน
ขั้นตอนการสมัครเข้าเรียนราบรื่นจนน่าตกใจ พอหัวหน้าห้องทะเบียนได้ยินว่าหลี่หมู่ระดับหวงขั้นหนึ่งระดับสูง จะขอย้ายมาเรียนที่นี่!
เขาก็ถึงกับลงมือทดสอบระดับพลังของหลี่หมู่ด้วยตัวเองเลย
จากนั้นก็หอบเอกสารของหลี่หมู่ไปลงทะเบียนให้เสร็จสรรพ
แถมยังใจดีเรียกเจ้าหน้าที่มานั่งคุยเป็นเพื่อนหลี่หมู่ตั้งสองคน สงสัยกลัวเขาจะเปลี่ยนใจหนีกลับไป
ผ่านไปแค่แปดนาที หัวหน้าห้องทะเบียนก็หอบชุดนักเรียนกับเข็มกลัดโรงเรียนมาให้หลี่หมู่เรียบร้อย
จะว่าเขาโอเวอร์ก็ไม่ได้หรอก
ก็แหม โรงเรียนวูตาวเถิงหลงฝั่งตรงข้าม มีนักเรียนระดับขั้นหนึ่งระดับสูงเป็นร้อยเป็นพัน
แต่สำหรับโรงเรียนเฮยสุ่ย นักเรียนสายต่อสู้ระดับขั้นหนึ่งระดับสูงทั้งโรงเรียน มีไม่ถึงหกสิบคนด้วยซ้ำ
ตอนนี้มีของดีเดินมาเข้าเครื่องบดเนื้อถึงที่ จะยอมปล่อยให้หลุดมือไปได้ไง?
“ฮ่าฮ่าฮ่า มา ๆ ๆ นักเรียนหลี่ นี่ชุดนักเรียน เข็มกลัด แล้วก็บัตรนักเรียนของเธอนะ!”
“ฉันจัดให้เธออยู่ ม.6 ห้อง 7 ครูประจำชั้นชื่อจ้าวชิงซาน ตอนนี้เธอไปรายงานตัวได้เลย”
“อ้อ แล้วก็… นี่ของขวัญต้อนรับของเธอ”
“เลือกวิชาระดับพื้นฐานได้หนึ่งวิชา แล้วก็เงินสดอีกหนึ่งหมื่นหยวน!”
“เงินโอนเข้าบัตรนักเรียนให้แล้ว จะกดออกมาใช้ก็ได้นะ”
“ส่วนเรื่องวิชา เธอไปปรึกษาครูประจำชั้นดูก่อนได้นะ ค่อย ๆ เลือก ไม่ต้องรีบ”
หัวหน้าห้องทะเบียนยิ้มแย้มแจ่มใส ยื่นชุดนักเรียนให้หลี่หมู่ พลางกำชับเสียงอ่อนเสียงหวาน
“ขอบคุณครับอาจารย์”
หลี่หมู่กล่าวขอบคุณ รับชุดนักเรียนแล้วเดินออกจากห้องทะเบียนไป
ในใจแอบทึ่งไม่เบา โรงเรียนเฮยสุ่ยนี่ลงทุนดึงตัวนักเรียนเอาเรื่องเลยแฮะ
วิชาพวกนี้ไม่ใช่ถูก ๆ ยิ่งให้เลือกได้ตามใจชอบแบบนี้ ก็ต้องเลือกของแพง ๆ สิ!
อย่างน้อยก็ต้องหลักหมื่นอัป
เพิ่งเข้าเรียนก็ได้ของติดไม้ติดมือกลับไปตั้งสองหมื่นกว่า คุ้มยิ่งกว่าคุ้มอีก
วิชาก็เหมือนกับของวิเศษและอาวุธ แบ่งระดับเป็น
ระดับพื้นฐาน ระดับสูง ระดับชั้นเลิศ ระดับพิเศษ ระดับล้ำค่า ระดับเซียน ระดับเทพ และระดับมหัศจรรย์เทพ
ตอนนี้หลี่หมู่จนกรอบเป็นข้าวเกรียบ
พรุ่งนี้ต้องไปเข้าค่ายฝึก อีกสามวันต้องลงสนามรบศึกแรกที่แดนเหว
วิชาที่ได้มานี่ถือว่ามาช่วยชีวิตไว้ได้ทันเวลาพอดี
ดังนั้น หลี่หมู่จึงไม่คิดจะไปรายงานตัวกับครูประจำชั้นให้เสียเวลา
เขามุ่งหน้าตรงดิ่งไปที่ห้องสมุดของโรงเรียนทันที
วิชาต่าง ๆ จะอยู่ในรูปแบบของผลึกหินพลังงานที่เรียกว่า ‘หินวิญญาณ’
โดยแก่นแท้แล้ว มันคือการตกผลึกความเข้าใจของยอดฝีมือที่มีต่อวิชานั้น ๆ รวบรวมให้กลายเป็นพลังงาน จนเกิดเป็นวิชาขึ้นมา
ในขั้นตอนการสร้างวิชา ยอดฝีมือจะไม่สามารถกั๊กความรู้ หรือบิดเบือนความเข้าใจของตัวเองเพื่อสร้างวิชาห่วย ๆ ขึ้นมาได้
ถ้าทำแบบนั้น จะโดนพลังสะท้อนกลับอย่างรุนแรง
ดังนั้น หินวิญญาณทุกก้อน จึงเป็นตัวแทนความเข้าใจและแก่นแท้ของวิชานั้น ๆ อย่างลึกซึ้งที่สุดจากผู้สร้าง
ส่วนคนเรียนจะเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหน อันนั้นก็ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ของแต่ละคนแล้วล่ะ
ต่อให้เอาวิชาระดับพิเศษไปให้พวกไร้พรสวรรค์ฝึก มันก็เปล่าประโยชน์อยู่ดี
มาถึงห้องสมุด หลี่หมู่ใช้บัตรนักเรียนสแกนผ่านเข้าไปยังโซนวิชา
วิชายังแบ่งย่อยออกไปอีกเป็น วิชากำลังภายใน วิชาตัวเบา วิชาต่อสู้ และอื่น ๆ
ตอนนี้หลี่หมู่ขาดแคลนทุกอย่าง
สิ่งเดียวที่ไม่ขาดก็คือวิชากำลังภายใน
วิชากำลังภายในต้องการแค่รูปแบบเดียว ซึ่งเคล็ดเซียนสวรรค์ไร้ระดับของหลี่หมู่ก็ตอบโจทย์หมดแล้ว แค่ต้องคอยอัปเกรดมันต่อไป
ส่วนวิชาตัวเบา ก็ใช้ ‘เก้าก้าวท่องปฐพี’ แก้ขัดไปก่อนได้
แต่วิชาต่อสู้นี่สิ ยิ่งมีเยอะยิ่งดี
วิชาต่อสู้ที่หลี่หมู่พอจะรู้จัก ก็มีแค่วิชาพื้นฐานกาก ๆ ไม่กี่อย่าง อย่าง ‘หมัดทะลวงเกราะ’ ‘เตะผ่าเหล็ก’ แล้วก็ ‘หมัดพายุหมุน’
พวกนี้เป็นวิชาสายประชิดตัวทั้งนั้น
แต่เหตุผลที่ต้องฝึกการต่อสู้ระยะประชิด ก็เพื่อเอาไว้ป้องกันตัวเวลาสู้กับมอนสเตอร์ในแดนเหวแล้วเกิดทำอาวุธหลุดมือต่างหาก
อาวุธหลักยังไงก็สำคัญที่สุด
ในเมื่อหลี่หมู่ตัดสินใจจะใช้กระบอง เขาก็ต้องหาวิชากระบองมาฝึกสักชุด
ภายใต้สายตาจับจ้องของผู้ดูแลห้องสมุด หลี่หมู่ก็เลือกวิชากระบองระดับพื้นฐานมาได้หนึ่งวิชา
[หลิวหยุนสามสั่น]
ในบรรดานักรบ คนที่ใช้กระบองมีไม่ค่อยเยอะ แต่คนใช้ทวนนี่เพียบ
วิชาหลิวหยุนสามสั่น เป็นวิชาที่ประยุกต์ใช้ได้ทั้งทวนและกระบอง เลยค่อนข้างเป็นที่นิยม
หลี่หมู่เดินเข้าไปในห้องฝึก นั่งลงเริ่มทำความเข้าใจวิชา
วิชาหลิวหยุนสามสั่น อาศัยหลักการยืมแรงแบบพิเศษ ใช้กระบองยาวตวัดกวาดโจมตีศัตรูอย่างต่อเนื่อง
ระหว่างที่กวัดแกว่งกระบอง จะส่งผ่านพลังปราณเข้าไปในอาวุธ เมื่อโจมตีโดนเป้าหมายก็จะสร้างแรงสั่นสะเทือนกระแทกศัตรู
หลิวหยุนสามสั่น ก็คือการฟาดสามครั้งติดต่อกัน
แต่ละการฟาดจะผสานความรุนแรงจากการฟาดครั้งก่อนหน้า ทำให้พลังโจมตีรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
การฟาดครั้งที่สามคือจุดพีคที่สุด
ในการต่อสู้จริง สามารถใช้กระบวนท่านี้วนซ้ำไปมาได้
แต่วิธีการผสานแรงของหลิวหยุนสามสั่นค่อนข้างจะตายตัว
ถ้านักรบคนไหนรู้ทันกระบวนท่านี้ ก็จะสามารถอ่านเกมออกได้ง่าย ๆ ว่ากระบวนท่าต่อไปคืออะไร
ดังนั้น วิชานี้จึงไม่ค่อยเหมาะที่จะเอาไปใช้สู้กับนักรบด้วยกัน
แต่ถ้าเอาไปฟาดมอนสเตอร์ในแดนเหวละก็… สะใจนักแล!
แต่พอได้รับการปรับแต่งจากเคล็ดเซียนสวรรค์ไร้ระดับ
ความเข้าใจในวิชาหลิวหยุนสามสั่นของหลี่หมู่ก็พุ่งทะลุทะลวงไปเทียบเท่ากับการฝึกฝนมาห้าสิบปีทันที!
ในพริบตาเดียว เขาก็เข้าใจแก่นแท้ของวิชาในระดับที่ตัวเขาเองเมื่อก่อนยังคาดไม่ถึง!
ความรู้สึกเหมือนเป็นยอดฝีมือเฒ่าที่หมกมุ่นอยู่กับวิชานี้มาครึ่งค่อนศตวรรษ
เมื่อเข้าใจถึงแก่นแท้…
สามสั่นบ้าอะไรล่ะ?
ถ้าหลี่หมู่ต้องการ เขาจะผสานเป็นห้าสั่น หรือเจ็ดสั่นก็ยังได้!
แถมจังหวะการผสานแรงยังพลิกแพลงได้เนียนตากว่าเดิมหลายเท่า
ต่อให้เป็นนักรบระดับเซียน ก็ไม่มีทางอ่านท่าทางของเขาออกแน่นอน
วิชากระบองนี้ในหัวของหลี่หมู่ มันมีชีวิต!
หลี่หมู่กล้าพูดเลยว่า ถ้าวัดกันแค่วิชากระบองละก็ ในระดับพลังเดียวกัน เขาคือเบอร์หนึ่งแน่นอน
ในขณะที่หลี่หมู่กำลังอัปเลเวลตัวเองอย่างเมามัน
ที่โรงเรียนวูตาวเถิงหลง เรื่องที่หลี่หมู่โดนไล่ออกก็กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ไปแล้ว
ณ ห้องทำงานรองผู้อำนวยการ เสียงทุบประตูดังปัง ๆ อย่างเกรี้ยวกราด
รองผู้อำนวยการขมวดคิ้วมุ่น ตะโกนบอก “เข้ามา!”
จ้ายหลง ครูประจำชั้น ม.6 ห้อง 9 ผลักประตูพรวดเข้ามาด้วยความโมโห น้ำเสียงขุ่นเคืองเหมือนมาฟ้อง
“ท่านรองผู้อำนวยการ เรื่องที่ไอ้เหลียงไห่มันไล่หลี่หมู่ เด็กในห้องผมออก ท่านรู้เรื่องนี้หรือเปล่าครับ?”
“หลี่หมู่? ก็แค่เด็กพรสวรรค์ระดับ F ไล่ออกก็ไล่ออกไปสิ แกจะโวยวายหาพระแสงอะไร!” รองผู้อำนวยการตวัดสายตาขุ่นขวางใส่เขา
“ผมอยากรู้ว่า มันใช้เหตุผลบ้าอะไรไล่เด็กออก!”
จ้ายหลงตาขวางกลับ ควักมือถือขึ้นมาเปิดคลิปที่นักเรียนถ่ายตอนอยู่ลานประลองให้ดู
“แค่หลี่เสี่ยวหงเรียกหลี่หมู่ไปเป็นคู่ซ้อม แล้วหลี่หมู่สู้กลับอัดซุนหลงไปทีนึง แค่เนี้ย?”
“เมื่อกี้ผมเพิ่งไปถามไอ้เหลียงไห่มา มันบอกว่ามันสั่งให้หลี่หมู่ไปขอโทษซุนหลง แต่หลี่หมู่ไม่ไป แค่เนี้ยนะ!?”
“ตอนที่หลี่หมู่มันปลุกพรสวรรค์ระดับ S ได้ พวกท่านยังประคบประหงมมันยังกะไข่ในหิน นี่เพิ่งผ่านไปแค่สองวัน!”
“ตระกูลหลี่สันดานเสียขนาดนั้น เด็กคนนี้มันก็ชอกช้ำพอแล้ว เรายังจะมาซ้ำเติมมันอีกเหรอ!?”
รองผู้อำนวยการยิ่งฟังยิ่งปรี๊ดแตก
“อะไรนะ? หลี่หมู่ไปอัดซุนหลงจนเจ็บงั้นเหรอ? งั้นก็ยิ่งสมควรไล่ออกสิ แกจะมาแหกปากโวยวายทำไมที่นี่!”
“เมื่อวานซืน คนที่ไปเปลี่ยนพรสวรรค์น่ะมีไม่ต่ำกว่าหมื่นคน!”
“เรื่องภายในตระกูลเขา คนนอกอย่างเรามีสิทธิ์อะไรไปแส่? ถึงตาแกไปวิพากษ์วิจารณ์ตั้งแต่เมื่อไหร่!”
จ้ายหลงจ้องหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ พลางตั้งคำถาม
“ท่านรองครับ เส้นประสาทท่านกลับตาลปัตรไปแล้วหรือไง? ท่านได้ดูคลิปนี้ให้ดีหรือเปล่า?”
“หลี่หมู่มันเสียพรสวรรค์ระดับ S ไปแล้วนะ ตอนนี้มันเหลือแค่ระดับ F!!”
“ซุนหลงที่มีพรสวรรค์ระดับ A ระดับพลังก็เท่ากับหลี่หมู่ แต่กลับโดนหลี่หมู่อัดซะหมดสภาพ!”
“ท่านยังมองไม่ออกอีกเหรอว่าคลิปนี้มันหมายความว่าไง?!”
“หัดใช้สมองหมู ๆ ของท่านคิดบ้างได้ไหม?”
ปัง!
รองผู้อำนวยการตบโต๊ะดังปัง ลุกพรวดขึ้นชี้หน้า
“จ้ายหลง!! ใครให้ความกล้าแกมาพูดจาสามหาวกับฉันแบบนี้ ไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้!”
“แล้วจะบอกอะไรให้นะ ถ้าซุนหลงมันเป็นอะไรขึ้นมา แกก็เตรียมตัวเก็บของไสหัวออกไปพร้อมกันได้เลย!”
จ้ายหลงโกรธจนหัวเราะร่วน เขารู้ตัวว่าวันนี้ตัวเองก็พูดจาแรงไปหน่อย
แต่มันสุดจะทนจริง ๆ เขาพยายามกลืนความโกรธลงคอ แล้วยกนิ้วโป้งให้รองผู้อำนวยการ
“ฉลาด… ท่านนี่ช่างตัดสินใจได้ฉลาดล้ำเลิศจริง ๆ!! เดี๋ยวก็รู้ว่าใครกันแน่ที่ต้องไสหัวไป”
จ้ายหลงแค่นเสียงหัวเราะเยาะ หมุนตัวเดินออกจากห้องทำงาน ทิ้งไว้เพียงเสียงถอนหายใจยาวเหยียดที่ดังก้องไปทั่วระเบียง…