แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 41 ท็อปทรีรวมตัวที่โรงเรียนเฮยสุ่ย
“อะไรนะ??”
พอได้ยินชื่อ ‘จางจือเหวย’
ผู้บริหารโรงเรียนทุกคนก็เด้งตัวลุกพรวดขึ้นมาทันที
“ก็คนที่ได้พรสวรรค์ระดับ S นั่นแหละค่ะ!”
หลินอวี้หย่ารู้ใจครูโดยไม่ต้องรอให้ถาม
เธอเลยรีบยืนยันเสียงดังฟังชัด!
“ไป!”
อิ๋นฉางหมิงสั่งการเสียงเข้ม นำทัพผู้บริหารวิ่งลงไปข้างล่างทันที
พอลงมาถึงชั้นล่าง
บริเวณลานกว้างหน้าโรงเรียนก็เต็มไปด้วยนักเรียนที่ยืนมุงกันเป็นวงกลม
ตรงกลางวงล้อมนั้น
มีเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลา ท่าทางเย็นชายืนนิ่งตระหง่านดั่งต้นสน
เขาคือจางจือเหวยนั่นเอง
สะพายกระเป๋าเป้ใบเดียว
สายตาจดจ้องไปที่อาคารเรียนโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
ปล่อยให้นักเรียนรอบ ๆ ซุบซิบนินทาและจ้องมองตามสบาย
กลุ่มผู้บริหารแหวกฝูงชนเดินเข้าไปหา
จางจือเหวยถึงได้ละสายตา หันมามองพวกผู้บริหาร
“สวัสดีครับท่านผู้อำนวยการอิ๋น สวัสดีครับอาจารย์ทุกท่าน”
เขาโค้งคำนับทักทายอย่างมีมารยาท
“จางจือเหวย เธอจะ…”
อิ๋นฉางหมิงในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียน ถึงกับไปไม่เป็น ไม่รู้จะตั้งคำถามยังไงดี
เธอจะขอย้ายมาโรงเรียนเราเหรอ?
ถ้าจางจือเหวยไม่ได้เป็นคนพูดประโยคนี้ออกมาเอง
ขืนเขาพูดออกไป มีหวังโดนหัวเราะเยาะแน่
คนอื่นคงคิดว่า ‘แกฝันกลางวันอยู่หรือไง??’
แต่จางจือเหวยกลับรูดซิปกระเป๋าเป้
หยิบแฟ้มเอกสารออกมา
ด้านหน้ามีจดหมายแนะนำตัวแนบอยู่ด้วย
“จางจือเหวย พรสวรรค์ระดับ S นักรบระดับหวงขั้นสองขั้นสมบูรณ์ ขออนุญาตย้ายเข้าโรงเรียนของท่านครับ”
“หวังว่าท่านผู้อำนวยการอิ๋นจะให้โอกาสผมนะครับ”
ผู้บริหารคนหนึ่งแอบขยี้ตาตัวเองเบา ๆ
ไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือเรื่องจริง ไม่ใช่ความฝัน
จางจือเหวยเนี่ยนะ ขอย้ายมาโรงเรียนเรา?
แถมยังขอโอกาสด้วย?
โชคดีที่อิ๋นฉางหมิงยังเก็บอาการไว้ได้
เขาเคยคลุกคลีกับพวกอัจฉริยะมาบ้าง
ก็หลี่หมู่ เด็กนักเรียนโรงเรียนเขานี่ไง อัจฉริยะยิ่งกว่าจางจือเหวยซะอีก
ทุกคนรู้ดีว่า
ถ้าจางจือเหวยไม่ได้พูดเล่น และจะย้ายมาโรงเรียนเฮยสุ่ยจริง ๆ
เหตุผลก็มีแค่อย่างเดียว คือหลี่หมู่
หลี่หมู่เป็นคนช่วยชีวิตเขาไว้
ตอนนั้นหลายคนก็ได้ยินเต็มสองหูว่า เขาจะตอบแทนบุญคุณหลี่หมู่แน่นอน
อิ๋นฉางหมิงข่มความตื่นเต้น รับแฟ้มเอกสารจากจางจือเหวยมา
เอกสารก็แค่แฟ้มประวัตินักเรียนทั่ว ๆ ไป ไม่มีอะไรน่าสนใจ
สิ่งที่เขาอยากรู้คือจดหมายแนะนำตัวฉบับนั้นต่างหาก
อยากรู้ว่าใครเป็นคนเขียน
อิ๋นฉางหมิงเปิดจดหมายอ่าน
ปรากฏว่าเป็นจดหมายจากพ่อแม่ของจางจือเหวย หรือก็คือจากกรุ๊ปจางนั่นเอง
ในจดหมายระบุว่า ขอแค่โรงเรียนเฮยสุ่ยรับจางจือเหวยเข้าเรียน
ทางกรุ๊ปจางยินดีจะสร้างสนามประลองระดับ A ให้โรงเรียนหนึ่งแห่งฟรี ๆ
อิ๋นฉางหมิงถึงกับหน้ามืด
กรุ๊ปจางไม่ได้โง่หรอกนะ
การที่จางจือเหวยย้ายมาเรียนที่เฮยสุ่ย มันก็เป็นบุญหล่นทับที่โรงเรียนเฮยสุ่ยใฝ่ฝันอยากจะได้อยู่แล้ว
แล้วทำไมกรุ๊ปจางถึงต้องทุ่มทุนสร้างสนามประลองให้อีก?
เหตุผลมีอยู่สามข้อ
ข้อแรก เพื่อให้แน่ใจว่าการย้ายโรงเรียนครั้งนี้จะไม่มีปัญหา
ข้อสอง เพื่อเป็นแบ็กอัปให้ลูกชาย
และข้อสาม เพื่อส่งสัญญาณให้โลกภายนอกรู้
ถึงความสัมพันธ์ระหว่างกรุ๊ปจางกับโรงเรียนเฮยสุ่ย…
สำหรับโรงเรียนเฮยสุ่ยแล้ว นี่มันคือโชคหล่นทับก้อนมหึมาที่แม้แต่ในฝันก็ยังไม่กล้าฝันเลยด้วยซ้ำ
“ตกลง! ฉันอนุมัติ! ยินดีต้อนรับจางจือเหวยเข้าสู่โรงเรียนของเรานะ!”
อิ๋นฉางหมิงพยักหน้าอย่างหนักแน่น
ยื่นมือไปเตรียมจะจับมือกับจางจือเหวย
แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากหน้าประตูโรงเรียน
ท่ามกลางเสียงอุทานของนักเรียนเฮยสุ่ย ฝูงชนก็แหวกทางออก
เผยให้เห็นร่างสูงเกือบสองเมตรกำลังเดินจ้ำพรวด ๆ เข้ามา
สะพายกระเป๋าเป้ใบจิ๋วที่ดูขัดกับขนาดตัวสุด ๆ
เห็นแล้วดูตลกพิลึก
“ลู่เฉินเฟิง!!”
นักเรียนโรงเรียนเฮยสุ่ยพากันอุทานด้วยความตกใจ
คนที่มาใหม่ก็คือลู่เฉินเฟิงนั่นเอง
เขาเดิน เข้ามา
ตัวยังไม่ทันถึง เสียงก็ตะโกนทักทายมาก่อนแล้ว
“โอ๊ะ! สวัสดีครับท่านผอ. อิ๋น!!”
“ผมอยากจะขอย้ายโรงเรียนมาที่นี่น่ะครับ ขออยู่ห้องเดียวกับหมอนี่ได้ไหมครับ?”
พอเห็นไอ้ยักษ์นี่
คณะผู้บริหารโรงเรียนเฮยสุ่ยก็รู้สึกเหมือนหน้ามืดจะเป็นลม
มีพรสวรรค์ระดับ S โผล่มาอีกคนแล้ว!
ลู่เฉินเฟิงนี่ตรงไปตรงมากว่าจางจือเหวยเยอะ บอกโต้ง ๆ เลยว่าตั้งใจตามหลี่หมู่มา
ยังไม่ทันที่อิ๋นฉางหมิงจะตอบ
ลู่เฉินเฟิงก็เหลือบไปเห็นจางจือเหวยเข้าพอดี
“อ้าว? พ่อหนุ่มมือทวนก็มาด้วยเหรอ?”
จางจือเหวยตวัดสายตามองอย่างเอือมระอา
เหล่านักเรียนที่มุงดูอยู่ยิ่งเอือมระอากว่า
มีพรสวรรค์ระดับ S ‘ทวนทองม้าเหล็ก’ เชียวนะว้อย แกเรียกเขาว่า ‘พ่อหนุ่มมือทวน’ เนี่ยนะ??
“เชิญทั้งสองคนตามผมมาเลยครับ ผมเป็นหัวหน้าฝ่ายทะเบียน”
ครูหม่าได้สติเป็นคนแรก
รีบพุ่งเข้าไปรับแฟ้มประวัติของทั้งสองคนทันที
เขาไม่ได้คิดเยอะเหมือนอิ๋นฉางหมิง หน้าที่ของเขาคือการดึงเด็กเข้าโรงเรียน
เด็กอัจฉริยะระดับนี้มาขอย้ายเข้าพร้อมกันถึงสองคน จะมัวรออะไรอีกล่ะ?
รีบทำเรื่องให้เสร็จ ๆ ไปสิ ขืนชักช้าเดี๋ยวเปลี่ยนใจขึ้นมาจะยุ่งเอา
คณะผู้บริหารมองตามหลังจางจือเหวยกับลู่เฉินเฟิงที่เดินตามครูหม่าไปทำเรื่องย้ายโรงเรียน
ในใจของทุกคนต่างก็มีความคิดเดียวกันผุดขึ้นมา
หลี่หมู่…
ไม่ได้เป็นแค่นักเรียนของโรงเรียนเฮยสุ่ยอีกต่อไปแล้ว
เขาคือศูนย์รวมจิตใจของโรงเรียนเฮยสุ่ย!
ไม่กี่นาทีก่อน พวกเขาที่เป็นผู้บริหารยังนั่งถอนหายใจกันในห้องประชุมอยู่เลย
พยายามคิดหาทางแก้ปัญหากันจนหัวแทบระเบิด แต่ก็คิดไม่ออก
แต่หลี่หมู่ที่ไม่ได้อยู่โรงเรียนแท้ ๆ
กลับช่วยแก้ปัญหาทั้งหมดให้คลี่คลายได้อย่างง่ายดาย
การที่โรงเรียนเฮยสุ่ยถูกกลั่นแกล้งเรื่องอันดับทรัพยากร
การที่โรงเรียนเฮยสุ่ยกลายเป็นตัวตลก
การที่หลี่หมู่ซึ่งเป็นแชมป์ต้องกลายเป็นตัวตลก
การที่สองอัจฉริยะระดับท็อปขอย้ายโรงเรียนมาในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ก็เห็นได้ชัดว่าตั้งใจมาเป็นกองหนุนให้หลี่หมู่
แต่สิ่งที่อิ๋นฉางหมิงคาดไม่ถึงก็คือ
นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
ข่าวที่จางจือเหวยและลู่เฉินเฟิงย้ายมาโรงเรียนเฮยสุ่ย แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปแค่ครึ่งชั่วโมง
กองทัพนักเรียนจากโรงเรียนวูตาวเถิงหลงก็แห่กันมา!
ทุกคนต่างเรียกร้องขอย้ายมาเรียนที่โรงเรียนเฮยสุ่ย
โรงเรียนเฮยสุ่ย… กำลังจะลุกเป็นไฟ
ในเวลาเดียวกัน
ณ ห้องทำงานผู้อำนวยการโรงเรียนวูตาวเซิ่งหลง
ผู้ช่วยผู้อำนวยการผลักประตูพรวดพราดเข้ามาด้วยความร้อนรน แล้วรีบเดินไปที่โต๊ะทำงาน
“ท่านผอ. ครับ เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!”
“มีอะไร”
จ้าวหง ผู้อำนวยการโรงเรียนยังคงก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสาร ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
“จางจือเหวยยื่นเรื่องขอลาออกกะทันหัน แล้วย้ายไปอยู่โรงเรียนเฮยสุ่ยแล้วครับ!”
“อะไรนะ?”
จ้าวหงขมวดคิ้วแน่น เงยหน้าขึ้นมองผู้ช่วยด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“เมื่อกี้นี้เองครับ! ผมเพิ่งเห็นข่าว เลยรีบไปเช็กประวัติของจางจือเหวยดู”
“ปรากฏว่าเขาเอาสัญญาฉีกทิ้ง พร้อมกับจ่ายค่าปรับไว้ที่ฝ่ายทะเบียนเรียบร้อยแล้วครับ!”
ผู้ช่วยยื่นข่าวให้ผู้อำนวยการดู
ปัง!
จ้าวหงอ่านข่าวจบ ก็ตบโต๊ะดังปังแล้วลุกขึ้นยืนทันที
ปกตินักเรียนเวลาย้ายโรงเรียน ก็แค่ให้โรงเรียนเก่ากับโรงเรียนใหม่ตกลงกัน แล้วแจ้งกระทรวงศึกษาธิการก็จบ
แต่สำหรับเด็กพรสวรรค์ระดับ S อย่างจางจือเหวย โรงเรียนมักจะทำทุกวิถีทางเพื่อรั้งตัวไว้
โดยการทำสัญญาสองฝ่าย โรงเรียนจะให้ทรัพยากรพิเศษ แลกกับการที่นักเรียนต้องเรียนอยู่ที่โรงเรียนตามระยะเวลาที่กำหนด
แน่นอนว่าทรัพยากรที่จางจือเหวยได้นั้นอยู่ในระดับท็อป
แต่ค่าฉีกสัญญาก็แพงหูฉี่เหมือนกัน!
เขาไม่คิดเลยว่าจางจือเหวยจะกล้าควักกระเป๋าจ่ายค่าฉีกสัญญาเพื่อย้ายโรงเรียน!
จริงอยู่ที่เงินแค่นี้ขนหน้าแข้งกรุ๊ปจางไม่ร่วงหรอก แต่เหตุผลมันคืออะไรล่ะ?
“ทำไม? ทำไมจางจือเหวยถึงทำแบบนี้?”
จ้าวหงตวาดลั่นด้วยความโมโห ไม่ได้ตั้งใจจะด่าผู้ช่วยหรอก แค่ระบายอารมณ์เท่านั้น
แต่สีหน้าของผู้ช่วยกลับเปลี่ยนไปมาหลายตลบ
ซึ่งแน่นอนว่าไม่พ้นสายตาของจ้าวหงไปได้
“แกรู้ใช่ไหม?”
ผู้ช่วยกลืนน้ำลายเอื๊อก
“น่าจะ… น่าจะเกี่ยวกับผลการจัดอันดับทรัพยากรครับ”
“โรงเรียนเฮยสุ่ยได้อันดับ 17 ในการจัดอันดับครั้งนี้!”
จ้าวหงรู้สึกใจหล่นวูบ!
“เป็นไปได้ยังไง? โรงเรียนเฮยสุ่ยโดนล็อกเป้าไว้ที่อันดับ 7 ไม่ใช่เหรอ??”
ผู้ช่วยรู้ดีว่าเรื่องนี้ปิดยังไงก็ปิดไม่มิด
ช้าหรือเร็วก็ต้องโดนสืบเจอ สู้บอกความจริงไปเลยดีกว่า
“คือ… คือคุณหนูครับ เมื่อวานคุณหนูไปมีเรื่องกับหลี่หมู่”
“แล้วก็ประกาศกร้าวว่าจะทำให้โรงเรียนเฮยสุ่ยอันดับร่วงครับ!”
พอได้ยินแบบนั้น จ้าวหงก็รู้สึกเหมือนหน้ามืดตาลาย
เขาปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้ในทันที
พี่เขยของเขา หรือก็คือคุณลุงของจ้าวอี้ เป็นถึงรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากร
เพื่อกันข้อครหา ความสัมพันธ์นี้จึงถูกปิดเป็นความลับ มีน้อยคนนักที่จะรู้
การที่โรงเรียนวูตาวเซิ่งหลงผงาดขึ้นมาอยู่จุดนี้ได้ ก็เพราะเส้นสายนี้นี่แหละ
เมื่อวานเขาเป็นคนสั่งให้ลูกชายไปทาบทามหลี่หมู่เอง
ถึงหลี่หมู่จะมีพรสวรรค์แค่ระดับ F แต่ดูเหมือนจะมีเส้นสายในกองทัพอยู่บ้าง
เขาเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์ ก็เลยให้ลูกชายไปชวนหลี่หมู่มาอยู่โรงเรียนวูตาวเซิ่งหลง
พอลูกชายกลับมา ก็บอกแค่ว่าหลี่หมู่ปฏิเสธ
ไม่ได้บอกเลยว่ามีเรื่องชกต่อยกัน!
มาลองคิดดูตอนนี้
จ้าวอี้คงโทรไปฟ้องคุณป้าที่โอ๋เขาที่สุด ให้ช่วยจัดการเรื่องนี้แน่ ๆ
คุณป้าก็คงไปบีบคุณลุง ให้ล็อกผลการจัดอันดับทรัพยากร
พอคิดถึงผลกระทบที่จะตามมาจากเรื่องนี้ จ้าวหงก็รู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูก
อย่างเบาที่สุด การเสียอัจฉริยะอย่างจางจือเหวยไป จะทำให้คะแนนของโรงเรียนวูตาวเซิ่งหลงร่วงลง
แต่ถ้าโชคร้ายสุด ๆ ขืนความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพี่เขยถูกขุดคุ้ยขึ้นมา
ไม่ใช่แค่โรงเรียนวูตาวเซิ่งหลงที่จะซวย
แต่พี่เขยก็จะโดนสอบสวนไปด้วย
ถ้าถึงขั้นนั้น คงจบเห่กันหมดแน่…