แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 42 พวกทหารกองหนุนมันก็แค่พวกเด็กเมื่อวานซืน
- Home
- แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก!
- บทที่ 42 พวกทหารกองหนุนมันก็แค่พวกเด็กเมื่อวานซืน
และตัวการของเรื่องทั้งหมดนี้ หลี่หมู่
ก็เพิ่งจะเสร็จสิ้นพิธีเข้ารับตำแหน่งในแดนเหวพอดี
การเข้าเป็นทหารกองหนุน ก็คือการเอาประวัติของหลี่หมู่ไปลงทะเบียนไว้ในระบบของกองทัพ
ถึงจะเป็นแค่พลทหารกองหนุน
แต่เขาก็มีทั้งแต้มเกียรติยศและแต้มผลงานตุนไว้แล้ว
แต้มเกียรติยศ 50 แต้ม แต้มผลงาน 1,000 แต้ม แถมยังได้เหรียญกล้าหาญชั้นที่สามมาอีกหนึ่งเหรียญ
ผลงานพวกนี้ หลี่หมู่ได้มาจากการช่วยปรับปรุงวิชา ‘หลิวหยุนสามสั่น’ นั่นแหละ
ในกองทัพ การจะสร้างผลงานและได้แต้มเกียรติยศเป็นกอบเป็นกำที่สุด ก็คือการสร้างความดีความชอบในสนามรบ
ส่วนผลงานอื่น ๆ นอกเหนือจากการรบ มักจะถูกแปลงเป็นแต้มเกียรติยศให้แทน
ก็เพราะในกองทัพ เขาบูชาคนเก่งกันไงล่ะ
ไม่มีใครยอมก้มหัวให้พวกนายทหารที่เก่งแต่สั่ง แต่รบไม่เป็นหรอก
และแต้มเกียรติยศนี่แหละ คือตัวชี้วัดความสามารถของนายทหาร
ด้วยวิธีนี้ ถึงจะรับประกันได้ว่าทหารกองทัพจิ้นหยวนทุกคนจะยอมเชื่อฟังคำสั่งอย่างเต็มใจ
แน่นอนว่า
มันก็ไม่ได้แปลว่านายทหารที่ได้เหรียญกล้าหาญเยอะ ๆ จะสู้พวกนายทหารที่รบเก่งไม่ได้เสมอไปหรอกนะ
เพียงแต่พวกที่รบเก่ง จะเหมาะกับการคุมกำลังพลมากกว่า แถมยังเป็นที่นับหน้าถือตาในหมู่ทหารมากกว่าด้วย
ส่วนพวกนายทหารที่ได้เหรียญกล้าหาญเยอะ ๆ ถึงยศจะไม่สูง แต่ก็ประมาทไม่ได้เหมือนกัน
เพราะพวกนี้มักจะเป็นที่โปรดปรานของผู้ใหญ่ระดับสูง และก็มีอิทธิพลในระดับหนึ่ง
อย่างเช่น ศาสตราจารย์สวี หรือหัวหน้าซ่ง เป็นต้น
พวกเขามีเหรียญกล้าหาญเต็มอก ถึงยศจะไม่สูงลิ่ว แต่ก็เป็นที่เคารพยำเกรงของใครหลายคน
ณ ฐานทัพจิ้นหยวน
หลี่หมู่เปลี่ยนมาใส่เครื่องแบบทหารจิ้นหยวนเรียบร้อยแล้ว
เครื่องแบบของกองทัพจิ้นหยวนเน้นสีดำเป็นหลัก ดูทะมัดทะแมงเข้ารูป
ที่ด้านหลังและหน้าอก มีวงกลมสีฟ้า ภายในมีลายเมฆาสีทอง
และตรงกลางลายเมฆามีตัวอักษร ‘จิ้น’ ตัวเบ้อเริ่มสลักอยู่
พื้นหลังสีดำ สื่อถึงแดนเหวอันมืดมิดไร้จุดสิ้นสุด
ส่วนวงกลมสีฟ้าและลายเมฆา ก็เปรียบเสมือนการแหงนหน้ามองขึ้นมาจากแดนเหว ไปยังท้องฟ้าเบื้องบน
ภารกิจหลักของกองทัพจิ้นหยวน ก็คือการสกัดกั้นไม่ให้พวกมอนสเตอร์หลุดรอดจากแดนเหวขึ้นไปทำร้ายผู้คนบนโลกมนุษย์ได้
หลี่หมู่กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ฐานทัพจิ้นหยวน
แล้วก็ต้องร้องอู้หูในใจ
โคตรใหญ่เลยวุ้ย!
ฐานทัพกว้างขวางสุดลูกหูลูกตา มีทหารเดินขวักไขว่ไปมาเต็มไปหมด
ฉินจ้านเย่เห็นหลี่หมู่ทำตาโต ก็เลยอาสาเป็นไกด์จำเป็น
“ทางซ้ายมือคือโซนที่พัก โซนพักผ่อน แล้วก็โรงอาหาร ทุกอย่างในนั้นใช้แต้มผลงานแลกได้หมด”
“ส่วนทางขวาคือโซนภารกิจ โซนเสบียง โซนฝึกซ้อม บลา ๆ ๆ เธอสามารถไปรับภารกิจหรือส่งภารกิจได้ที่โซนภารกิจเลย”
“ปกติกองทัพจิ้นหยวนจะจัดทีมออกทำภารกิจทีมละ 5 คน ภารกิจที่ฮิตที่สุดก็คงหนีไม่พ้นภารกิจลาดตระเวนกวาดล้างนั่นแหละ”
“วันนี้เธอมาได้จังหวะพอดีเลย ช่วงนี้ภารกิจลาดตระเวนกวาดล้างในระดับที่เหมาะกับเธอกำลังขาดคนสุด ๆ”
“ศึกแรกที่แดนเหวของเขตตะวันออกจบลงแล้วใช่ไหมล่ะ”
“ต่อไปก็ตาของเขตใต้แล้ว”
“เขตใต้เริ่มเข้าค่ายฝึกวันนี้พอดี”
“เพราะงั้น ภายในสามวันนี้ เราต้องรีบกวาดล้างพื้นที่สีแดงกับสีเหลืองให้กว้างพอสำหรับพวกนั้น”
“ก็เหมือนตอนที่เตรียมสนามสอบให้พวกเธอนั่นแหละ”
ฉินจ้านเย่พูดยังไม่ทันขาดคำ สมาร์ตวอตช์ของเขาก็ดังขึ้น
พอก้มลงดู เขาก็ขมวดคิ้วแน่น
“ครูฝึกฉินครับ ถ้าครูมีธุระด่วนก็เชิญตามสบายเลยครับ เดี๋ยวผมเดินดูรอบ ๆ เอง”
หลี่หมู่รีบเสนอตัวทันที
ความจริงวันนี้เขาตั้งใจจะมาทำเรื่องเข้าเป็นทหารด้วยตัวเองอยู่แล้ว
แต่ฉินจ้านเย่ดันใจดีมาคอยเดินเรื่องให้ซะงั้น
เดินตามผู้ใหญ่ระดับนี้ไปไหนมาไหน ทำเอาหลี่หมู่ตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งฐานทัพ
เล่นเอาเขาทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว
“เอาล่ะ งั้นเธอเดินดูไปก่อนนะ มีอะไรก็โทรหาฉันได้เลย”
ฉินจ้านเย่พยักหน้ารับ แล้วก็เดินจ้ำพรวด ๆ ออกไป
หลี่หมู่มองตามแผ่นหลังฉินจ้านเย่จนลับสายตา ก่อนจะเดินตรงดิ่งไปที่โซนภารกิจ
ที่โซนภารกิจมีคนอยู่พอสมควร
แต่ที่หน้าเคาน์เตอร์รับภารกิจกลับโล่งผิดคาด
หลี่หมู่เดินไปหยุดหน้าเคาน์เตอร์หนึ่ง แล้วเอ่ยถาม
“คนสวยครับ ผมขอประเมินดูหน่อยได้ไหมครับว่ามีภารกิจอะไรให้ทำบ้าง”
ทหารหญิงที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ส่งยิ้มหวาน พยักหน้ารับ
เธอดึงหน้าจอโฮโลแกรมแผ่นใหญ่มาไว้ตรงหน้าหลี่หมู่
“รบกวนสแกนสมาร์ตวอตช์ก่อนนะคะ”
หลี่หมู่ยื่นสมาร์ตวอตช์ให้สแกน
ข้อมูลทุกอย่างของเขาถูกบันทึกไว้ในสมาร์ตวอตช์หมดแล้ว
พอสแกนปุ๊บ ข้อมูลก็เด้งขึ้นมาบนระบบ ทั้งพรสวรรค์ ระดับพลัง อาวุธประจำกาย และอื่น ๆ
“ระดับหวงขั้นสองขั้นสมบูรณ์ งั้นก็เหมาะกับภารกิจลาดตระเวนกวาดล้างในพื้นที่ระดับหนึ่งกับระดับสองค่ะ”
“ตอนนี้มีหลายทีมกำลังรอคนมาเติมให้เต็มอยู่ ลองเลือกดูจากในนี้ได้เลยค่ะ”
ทหารหญิงอธิบายวิธีเลื่อนดูรายชื่อภารกิจบนหน้าจอให้หลี่หมู่ฟังอย่างใจเย็น
บนหน้าจอโฮโลแกรมมีการแบ่งหมวดหมู่ภารกิจไว้ชัดเจน ภารกิจ ‘ลาดตระเวนระดับหนึ่ง’ กับ ‘ลาดตระเวนระดับสอง’ ดูจะเยอะที่สุด
นอกจากนี้ก็ยังมีภารกิจอื่น ๆ อีก เช่น ‘คุ้มกันระยะไกล’ หรือ ‘รวบรวมทรัพยากร’
และถ้าเลื่อนลงไปลึก ๆ ก็จะมีภารกิจหิน ๆ อย่าง ‘สำรวจจุดบอด’ ‘สำรวจพื้นที่พิเศษ’ หรือ ‘ล่าบอสเป้าหมาย’
แต่ภารกิจพวกหลังนี้ ระบบขึ้นว่าหลี่หมู่ไม่สามารถรับได้
เพราะระดับพลังของเขายังไม่ถึงเกณฑ์
ภารกิจพวกนั้นต้องเป็นระดับสามขึ้นไปถึงจะรับได้
หลี่หมู่ไม่ได้สนใจภารกิจพวกนั้นอยู่แล้ว
สิ่งที่เขาต้องการคือแต้มพิชิต
และภารกิจลาดตระเวนกวาดล้างนี่แหละ ตอบโจทย์ที่สุด
“ผมขอรับภารกิจลาดตระเวนกวาดล้างระดับสองครับ”
หลี่หมู่ชี้ไปที่หมวดหมู่หนึ่งบนหน้าจอ
“ได้ค่ะ แต่เนื่องจากคุณเป็นทหารกองหนุน และเพิ่งรับภารกิจเป็นครั้งแรก เลยยังไม่สามารถออกลุยเดี่ยวได้นะคะ”
“ภารกิจลาดตระเวนระดับสองจะไม่ได้แต้มเกียรติยศโบนัสนะคะ แต่สมาร์ตวอตช์จะคำนวณค่าความแค้นของมอนสเตอร์ตอนมันตาย แล้วแปลงเป็นแต้มผลงานให้คุณเองค่ะ”
“ยิ่งคุณสร้างความเสียหายให้มอนสเตอร์มากเท่าไหร่ คุณก็จะได้แต้มผลงานเยอะขึ้นเท่านั้นค่ะ”
“พอรับภารกิจแล้ว กล้องบนสมาร์ตวอตช์จะเปิดทำงานอัตโนมัติ”
“คุณสามารถเรียกดูวิดีโอภารกิจย้อนหลังได้ตลอดเวลาเลยนะคะ”
ทหารหญิงอธิบายอย่างละเอียด
หลี่หมู่พยักหน้ารับ
การทำงานเป็นทีม ก็เพื่อป้องกันพวกแอบอู้กินแรงเพื่อน
สมาร์ตวอตช์มีระบบจับค่าความแค้น
อธิบายง่าย ๆ ก็คือ เวลาฆ่ามอนสเตอร์ ยิ่งคุณออกแรงเยอะ คุณก็จะได้แต้มเยอะ
ถ้าออกแรงน้อย ก็ได้แต้มน้อย
ถ้าไม่ออกแรงเลย ก็อดแดกไปตามระเบียบ
ซึ่งค่าความแค้นนี้ จะประเมินจากความรุนแรงของบาดแผลที่มอนสเตอร์ได้รับ
เพราะงั้น ยุติธรรมโปร่งใสแน่นอน
ส่วนฟังก์ชันบันทึกวิดีโอ ก็มีไว้เพื่อกันไม่ให้ทหารทำผิดกฎ
หรือถ้าบังเอิญไปเจอมอนสเตอร์แปลก ๆ ดันเจี้ยนลับ หรือแหล่งทรัพยากรหายากเข้า
ศูนย์บัญชาการก็จะสามารถเข้ามาแทรกแซงได้ทันท่วงที
การถ่ายทอดสดจากสมรภูมิ จะช่วยให้ศูนย์บัญชาการรู้สถานการณ์ และสั่งการเพื่อแก้ไขสถานการณ์เลวร้ายได้ทัน
“โอเคค่ะ ระบบจับคู่ทีมให้คุณแล้วนะคะ ขาดอีกแค่คนเดียวก็จะครบทีมพอดี กรุณารอสักครู่นะคะ”
ทหารหญิงบอกพร้อมกับยิ้มหวาน แล้วผายมือไปทางหนึ่ง
หลี่หมู่มองตามไป
เห็นทหารสี่คนที่ยืนคุยเล่นกันอยู่ไม่ไกล ก้มลงดูสมาร์ตวอตช์ของตัวเองพร้อมกัน
จากนั้นสองคนที่นั่งอยู่ก็ลุกขึ้น ปัดฝุ่นที่ก้น แล้วทั้งสี่คนก็เดินตรงมาที่เคาน์เตอร์
ชายสามหญิงหนึ่ง ทหารหญิงหน้าตาก็จัดว่าใช้ได้
คนนำหน้าน่าจะเป็นหัวหน้าทีม ระดับพลังน่าจะอยู่ระดับสาม
พอมาถึงเคาน์เตอร์
ทหารหญิงก็เป็นฝ่ายแนะนำให้รู้จักกัน
“ทีมจงอี้คะ นี่คือทหารกองหนุนที่จะมาร่วมทีมด้วย เพิ่งเคยออกภารกิจครั้งแรก ถนัดใช้พลองค่ะ”
“ถึงจะเป็นแค่ทหารกองหนุน แต่เขาเพิ่งคว้าแชมป์ศึกแรกที่แดนเหวของเขตตะวันออกไปหมาด ๆ เลยนะคะ ตอนนี้เรียนอยู่โรงเรียนเฮยสุ่ยค่ะ”
ประโยคหลัง ทหารหญิงจงใจพูดเสริมเพื่อช่วยโปรโมตหลี่หมู่
แต่สมาชิกทีมจงอี้ทั้งสี่คนกลับมองหลี่หมู่ด้วยสายตาประเมิน
โดยเฉพาะทหารหญิงคนนั้น เธอไม่ปิดบังความรังเกียจที่ฉายชัดบนใบหน้าเลยสักนิด
หัวหน้าทีมหันไปพูดกับทหารหญิงหน้าเคาน์เตอร์ด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ขอโทษด้วยนะ แต่ภารกิจครั้งนี้เราตั้งใจจะลุยพื้นที่ระดับสาม เราไม่อยากเอาตัวถ่วงไปด้วย”
ถึงจะเป็นกองทัพ แต่การจัดทีมก็ใช่ว่าจะบังคับกันได้ทุกเรื่อง
ถ้าสมาชิกในทีมเกลียดขี้หน้ากัน เข้าขากันไม่ได้ มันก็ส่งผลเสียต่อการรบอยู่ดี
“เอ่อ… คือว่า”
ทหารหญิงหน้าเคาน์เตอร์ไม่คิดว่าจะโดนปฏิเสธหน้าหงายแบบนี้ เธอหันไปมองหลี่หมู่ด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ
จังหวะนั้นเอง ทหารหญิงในทีมก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“รบกวนช่วยเพิ่มเงื่อนไขลงในประกาศหาคนของทีมเราด้วยนะคะ”
“ระดับพลังไม่ต้องสูงปรี๊ดก็ได้ แต่ต้องเป็นนักรบที่ผ่านความเป็นความตายในสนามรบมาแล้วเท่านั้น”
“พวกเด็กเมื่อวานซืนจากโรงเรียนทหาร ที่เก่งแต่ในตำราแบบนี้ ไม่เหมาะกับทีมเราหรอกค่ะ”
ระหว่างที่พูด เธอก็ไม่ปรายตามองหลี่หมู่เลยสักนิด
แต่ทุกคำพูดล้วนพุ่งเป้าไปที่หลี่หมู่เต็ม ๆ
จริง ๆ แล้ว เธอไม่ได้คิดแบบนี้แค่คนเดียวหรอกนะ
ทหารจิ้นหยวนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะพวกที่เคยผ่านภารกิจเสี่ยงตายมาแล้ว
มักจะคิดว่าพวกตัวเองเจ๋งกว่าใคร เพราะเคยอาบเลือดศัตรูมาแล้ว ในสายตาพวกเขา นักเรียนทหารต่อให้เก่งแค่ไหนก็เป็นได้แค่พวกเด็กอ่อนหัดที่โชคดีเท่านั้นแหละ
เป็นพวกดีแต่เปลือก พอเจอพวกมอนสเตอร์ตัวเป็น ๆ ก็คงเยี่ยวราดกางเกง
ต่อให้นักเรียนคนนั้นจะมีระดับพลังสูงกว่าพวกเขา
พวกเขาก็ยังเชื่อหัวชนฝาอยู่ดี ว่าประสบการณ์ในสนามรบของพวกเขานั้นกินขาด
อคติแบบนี้ มันฝังรากลึกอยู่ในกองทัพจิ้นหยวนมานานแล้ว
ส่วนหลี่หมู่น่ะเหรอ เขาไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลย
เขาแบมือยักไหล่ แล้วหันไปบอกทหารหญิงหน้าเคาน์เตอร์ว่า
“ไม่เป็นไรครับ ผมอยู่ทีมไหนก็ได้ รบกวนหาทีมใหม่ให้ผมหน่อยละกันครับ”
ทหารหญิงในทีมจงอี้ นึกว่าหลี่หมู่จะเต้นผาง โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แล้วเถียงคอเป็นเอ็นซะอีก
แต่ใครจะไปรู้ ว่าหลี่หมู่จะไม่แม้แต่จะปรายตามองเธอด้วยซ้ำ
แถมยังหลุดประโยคเด็ดออกมาอีก ‘อยู่ทีมไหนก็ได้’ ‘หาทีมใหม่ให้หน่อย’
ความหมายแฝงก็คือ
ให้ไปอยู่กับทีมหมาแมวที่ไหน ก็ยังดีกว่ามาอยู่กับทีมกระจอก ๆ แบบพวกแกใช่ไหมล่ะ??
ทำเอาเธอโกรธจนเลือดขึ้นหน้า!
ทีมพวกเธอฝีมือก็ไม่ธรรมดา แถมยังมีคนสวยระดับเธอเป็นหน้าเป็นตาให้อีก!
แต่หลี่หมู่กลับทำหน้าตาย ไม่แยแสอะไรเลย
โดนทีมพวกเขาปฏิเสธ แต่กลับไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยเนี่ยนะ
และในวินาทีนั้นเอง ก็มีเสียงทุ้มต่ำและกังวานดังขึ้นจากด้านหลังของทุกคน
“ทีมเรายินดีรับเขาเข้าทีม!”