แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 6 ไม่ใช่ว่ามาหลอกเอาแพ็กเกจต้อนรับแล้วชิ่งหรอกนะ?
- Home
- แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก!
- บทที่ 6 ไม่ใช่ว่ามาหลอกเอาแพ็กเกจต้อนรับแล้วชิ่งหรอกนะ?
กว่าจะทำความเข้าใจ ‘หลิวหยุนสามสั่น’ เสร็จ ก็ปาเข้าไปเที่ยงวันแล้ว
มือถือของหลี่หมู่ดังขึ้น เป็นแม่ที่โทรมาตามให้กลับไปกินข้าวเที่ยงที่โรงตีเหล็ก
หลี่หมู่ก็เลยเดินออกจากโรงเรียนเฮยสุ่ย มุ่งหน้ากลับบ้านทันที
ตอนนี้เขายังขาดอาวุธคู่กายอีกอย่าง แล้วก็ไม่มีเวลามาเดินเตร็ดเตร่ในโรงเรียนให้เสียเวลาด้วย
โรงตีเหล็กนี้อยู่ติดถนน เดินทะลุหน้าร้านเข้าไปก็จะเป็นลานเล็ก ๆ
มีบ้านชั้นเดียวล้อมรอบสามด้าน
ในลานมีโต๊ะม้าหินอ่อน ดูคลาสสิก ปลูกต้นไม้ดอกไม้ แล้วก็ผักสวนครัวไว้แซม ๆ จัดสรรพื้นที่ได้อย่างลงตัว
ตอนที่หลี่หมู่ไปถึง กลิ่นกับข้าวก็หอมฉุยฟุ้งไปทั่วลานแล้ว
พอน้าเขยเห็นหลี่หมู่กลับมา ก็รีบเดินไปปิดประตูหน้าร้าน
ดูทรงแล้ว วันนี้คงมีเรื่องสำคัญในครอบครัวต้องคุยกันแน่ ๆ
“พี่หมู่!”
“พี่หมู่!”
เฉินเจียฉี อายุน้อยกว่าหลี่หมู่ปีเดียว หน้าตาสะสวยน่ารักสดใส สไตล์สาวน้อยวัยใสทั่วไป
ส่วนเฉินเจียเฟิง อายุน้อยกว่าสองปี รูปร่างผอมสูง หูกาง ตาโต ท่าทางฉลาดเป็นกรด
ปกติสองพี่น้องนี่จะเป็นตัวสร้างเสียงหัวเราะให้บ้าน
แต่วันนี้พอเจอหน้าหลี่หมู่ ทั้งคู่กลับทำหน้าจ๋อยสนิท
โดยเฉพาะเฉินเจียฉี ที่ขอบตายังแดงช้ำเหมือนเพิ่งร้องไห้มาหมาด ๆ
สองพี่น้องเดินเข้ามาทักทายหลี่หมู่ด้วยท่าทางหงอย ๆ ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาปลอบใจดี
หยางซู่อิงกับหยางโหย่วหรงรักใคร่กลมเกลียวกันมาก ปกติก็ไปมาหาสู่กันตลอด
หลี่หมู่ก็มาที่นี่บ่อย เลยสนิทกับทุกคนในบ้านนี้มาก
เมื่อวานซืนตอนที่หลี่หมู่ปลุกพรสวรรค์ระดับ S ได้ สองพี่น้องก็เอาไปคุยโวที่โรงเรียนซะยกใหญ่
แต่เมื่อวานกลับต้องมารับรู้ข่าวร้ายว่าพรสวรรค์ระดับ S ของหลี่หมู่โดนแย่งไปซะแล้ว
แถมตระกูลหลี่ก็มีอิทธิพลล้นฟ้า พวกเขาก็เลยทำอะไรไม่ได้
ยังไม่ทันข้ามวัน เช้านี้ก็มีข่าวว่าหลี่หมู่โดนไล่ออกจากตระกูลอีก
พอกลับมาจากโรงเรียนถึงได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน เล่นเอาสองพี่น้องร้องไห้กันน้ำตาเป็นเผาเต่า
การโดนแย่งพรสวรรค์ระดับ S ไป มันเจ็บปวดขนาดไหนกันนะ
“เอาล่ะ ๆ! เลิกทำหน้ามุ่ยกันได้แล้ว พี่จะบอกความลับอะไรให้ฟัง ตอนนี้พรสวรรค์ของพี่น่ะเจ๋งกว่าเดิมอีกนะ!”
หลี่หมู่หัวเราะร่า เอื้อมมือไปบีบแก้มเฉินเจียเฟิง พยายามพูดปลอบใจทั้งคู่
“โกหก!” เฉินเจียเฟิงทำปากยื่นเตรียมจะเบะร้องไห้อีกรอบ
“จะโกหกหรือไม่ อีกไม่กี่วันในศึกแรกที่แดนเหว พวกเธอก็จะได้เห็นเองแหละ”
ศึกแรกที่แดนเหวไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปเข้าชม
แต่ทางโรงเรียนและครอบครัวของนักเรียนสามารถเข้าไปเชียร์ได้
“อะไรนะ? หลานจะลงแข่งศึกแรกที่แดนเหวด้วยเหรอ?”
น้าหยางโหย่วหรงที่เพิ่งเดินออกมาได้ยินพอดี ร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ
แม่หยางซู่อิงที่เพิ่งผูกผ้ากันเปื้อนเสร็จก็รีบวิ่งพรวดออกมาจากครัว มองลูกชายตาค้าง
หลี่หมู่ย้ำคำเดิมด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แม่ครับ น้า น้าเขย ผมต้องเข้าร่วมศึกแรกที่แดนเหวให้ได้ครับ”
อันที่จริง ศึกแรกที่แดนเหว นักเรียนมีสิทธิ์ขอถอนตัวได้
เพราะนอกจากสายต่อสู้แล้ว ยังมีสายอาชีพอื่น ๆ ให้เลือกเรียนอีกเพียบ
ถ้าอยากจะเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุน ใช้ชีวิตสงบสุขปลอดภัยไปจนแก่ตายก็ย่อมได้
สำหรับคนที่มีพรสวรรค์ระดับ F การลงไปเสี่ยงตายในแดนเหว อัตราการรอดชีวิตมันไม่ใช่แค่ ‘ต่ำ’ ธรรมดานะ
แต่มันเรียกว่า ‘ไปลงนรก’ ชัด ๆ เพราะต่อให้รอดเช้านี้ ตอนเย็นก็ไม่รอดอยู่ดี
แต่ถึงอย่างนั้น ตอนนี้ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากห้ามหลี่หมู่เลยสักคน
แม้แต่หยางซู่อิงเองก็ไม่รู้จะเริ่มต้นพูดยังไง
จะให้บอกว่าไง?
‘ลูกเอ๊ย ตอนนี้ลูกมีพรสวรรค์แค่ระดับ F ลูกมันก็แค่เศษขยะ’
‘ยอมรับความจริงเถอะลูก อย่ารนหาที่ตายเลย!’
ขืนพูดแบบนั้น หลี่หมู่คงได้ผูกคอตายตรงนั้นแหง ๆ
“ผมรู้ครับว่าทุกคนกำลังคิดอะไรอยู่ แต่พรสวรรค์ระดับ F ของผมตอนนี้มันสุดยอดมากจริง ๆ นะ”
“อาจจะเป็นเพราะตอนที่โดนสลับพรสวรรค์ มันเกิดการกลายพันธุ์อะไรบางอย่าง ทำให้ตัวผมเปลี่ยนไปในแบบที่อธิบายไม่ถูก”
หลี่หมู่สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่หนักอึ้ง เลยต้องจำใจแต่งเรื่องโกหกคำโต
ยังไงซะ เขาก็ต้องใช้ข้ออ้างนี้แหกตาคนอื่นต่อไปอยู่ดี
“เจียเฟิง ไปหาไม้พลองหรืออะไรที่ใช้เป็นอาวุธได้มาให้พี่อันนึงสิ”
“เดี๋ยวผมไปเอาให้!”
น้าเขยรีบวิ่งเข้าไปในร้าน แล้วหยิบกระบองเหล็กดำออกมาอันหนึ่งด้วยตัวเอง
“หลานรัก นี่คือกระบองเหล็กดำ…”
น้าเขยยื่นกระบองเหล็กสีเงินวาววับให้หลี่หมู่ กำลังจะอธิบายสรรพคุณ
แต่หลี่หมู่กลับรับมาควงโชว์ลีลาหนึ่งรอบ แล้วยัดพรวดเข้าไปในรูหูเฉยเลย
ฟุ่บ!
กระบองเหล็กอันเบ้อเริ่มหดเล็กลงแล้วหายวับเข้าไปในหูของหลี่หมู่ในพริบตา
“คุณพระช่วย!”
น้าตกใจจนแทบหงายหลัง
“แหวนมิติเหรอ?”
“ผมจะมีปัญญาไปซื้อแหวนมิติที่ไหนล่ะครับ นี่มันเป็นความสามารถติดตัวมาจากพรสวรรค์ของผมต่างหาก”
“ความสามารถติดตัว?” แม่ถามด้วยความตกใจ
พรสวรรค์ของหลี่หมู่คือ ‘โจมตีหนัก’ ไม่ใช่เหรอ แล้วมันจะไปมีมิติเก็บของในตัวได้ยังไง?
แล้วกระบองตั้งใหญ่เบ้อเริ่มเอาไปซ่อนไว้ตรงไหน?
หลี่หมู่ยักไหล่แบบชิล ๆ
“ก็ผมบอกแล้วไงว่าพรสวรรค์มันกลายพันธุ์ มันไม่ด้อยไปกว่าระดับ S เลย ทุกคนวางใจเถอะ”
“น้าเขยครับ อาวุธชิ้นนี้ผมขอนะ พอดีผมกำลังขาดอาวุธอยู่พอดี”
ประโยคหลังเขาหันไปพูดกับน้าเขย
“อ้อ… เอาสิ…”
น้าเขยตกใจจนทำอะไรไม่ถูก กะอีแค่อาวุธชิ้นเดียวเรื่องขี้ปะติ๋ว บ้านเราก็ทำขายอยู่แล้ว
แต่ที่แกอึ้งกิมกี่อยู่ตอนนี้ ก็เพราะยังช็อกกับไอ้พรสวรรค์กลายพันธุ์ของหลานไม่หายต่างหาก
ส่วนเฉินเจียฉีกับเฉินเจียเฟิง โดนหลี่หมู่หลอกซะเปื่อยไปเรียบร้อยแล้ว
รุมล้อมซักไซ้ไล่เลียงหลี่หมู่กันใหญ่
บรรยากาศในบ้านก็เลยดูครึกครื้นขึ้นมาทันตาเห็น
ระหว่างกินข้าว แม่ก็เปรย ๆ ว่ากลัวจะมารบกวนครอบครัวน้องสาวมากไป
เลยกะว่าจะพาหลี่หมู่ย้ายออกไปหาเช่าบ้านอยู่กันตามลำพัง
แหม อย่าว่าแต่น้ากับน้าเขยคัดค้านหัวชนฝาเลย แม้แต่สองพี่น้องเจียฉีเจียเฟิงก็ไม่ยอม
น้าพูดขึ้นมาประโยคเดียวว่า “ดีซะอีก เมื่อก่อนตอนที่พี่อยู่บ้านตระกูลหลี่ ฉันน่ะใจคอไม่ดีเลย”
“ฉันมีพี่สาวอยู่คนเดียว ครึ่งชีวิตที่เหลือนี้ พี่ต้องอยู่กับฉันตลอดไป!”
เจอประโยคนี้เข้าไป หยางซู่อิงก็ปฏิเสธไม่ออกอีกเลย
วันนั้นทั้งครอบครัวก็เลยช่วยกันจัดห้องพักฝั่งทิศตะวันตกให้สองห้อง
เพื่อให้หลี่หมู่กับแม่ได้พักอาศัยอยู่ที่นี่ถาวร
…
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
วันนี้เป็นวันแรกของการเข้าค่ายฝึกแดนเหว
บริเวณป้อมปราการหน้าทางเข้าแดนเหวคึกคักไปด้วยผู้คนมากมาย
ร้อยกว่าปีก่อน จู่ ๆ ก็มีหลุมยุบขนาดยักษ์โผล่ขึ้นมาตามจุดต่าง ๆ ทั่วโลก
พร้อมกับฝูงมอนสเตอร์ที่ทะลักออกมาจากหลุมนั้น มนุษยชาติจึงขนานนามหลุมพวกนั้นว่า ‘แดนเหว’
มนุษย์ต้องวิวัฒนาการจากยุคที่ใช้อาวุธสงคราม มาสู่ยุคทองของเหล่านักรบ ถึงจะสามารถต้านทานและผลักดันพวกมอนสเตอร์กลับลงไปในแดนเหวได้สำเร็จ
หลังจากนั้น มนุษย์ก็เริ่มสร้างป้อมปราการล้อมรอบแดนเหว และเป็นฝ่ายบุกเข้าไปสำรวจแดนเหวบ้าง
จนกระทั่งได้ค้นพบว่า แดนเหวนั้นไม่ได้มีแค่มอนสเตอร์ แต่ยังเต็มไปด้วยขุมทรัพย์มหาศาล!
ทั้งพลังเหนือธรรมชาติ มอนสเตอร์ แหล่งพลังงาน และทรัพยากรล้ำค่าที่มีอยู่อย่างนับไม่ถ้วน
คริสตัลแค่ก้อนเดียวที่พบในแดนเหว สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงคนทั้งเมืองได้นานนับพันปี
พืชบางชนิด แค่กินเข้าไปก็สามารถงอกแขนขาที่ขาดหายไปได้หน้าตาเฉย
แร่ธาตุบางชนิด ก็มีธาตุเคมีที่ไม่อยู่ในตารางธาตุของมนุษย์ผสมอยู่ถึงเจ็ดชนิด
แน่นอนว่า ความโหดเหี้ยมและแข็งแกร่งของมอนสเตอร์ในนั้น ก็เกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้เช่นกัน
มนุษย์ทั้งถูกแดนเหวกลืนกิน และกอบโกยผลประโยชน์จากแดนเหวไปพร้อม ๆ กัน
ตลอดร้อยปีที่ผ่านมานี้ คาดการณ์กันว่า มนุษย์น่าจะสำรวจแดนเหวไปได้…
ไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำ!
นั่นหมายความว่า แดนเหวนี้อาจจะกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่าโลกมนุษย์ซะอีก!
และใหญ่กว่ามากด้วย!
มนุษย์จึงได้สร้างป้อมปราการขึ้นมาปิดกั้นทางเข้าแดนเหว
อุตสาหกรรมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับแดนเหวและเหล่านักรบ จึงเจริญรุ่งเรืองสุดขีดอยู่รอบ ๆ ป้อมปราการนี้
ไม่ว่าจะเป็นตลาดซื้อขาย ศูนย์วิจัยยา โรงงานผลิตอาวุธ โรงไฟฟ้า หรือแม้แต่ฐานทัพทหาร ก็ล้วนมากระจุกตัวกันอยู่ที่นี่
มีทั้งลิฟต์แม่เหล็กไฟฟ้าและเรือเหาะโดยสาร สัญจรขึ้นลงแดนเหวกันขวักไขว่
คอยรับส่งเหล่านักรบที่ลงไปผจญภัยในแดนเหว
ด้านบนทางเข้าแดนเหว มีทางยกระดับและรางรถไฟลอยฟ้าตัดกันไปมาอย่างซับซ้อน
แผ่ขยายเป็นตาข่ายเชื่อมต่อไปยัง ‘เมืองเถี่ยโส่ว’ เมืองใหญ่รูปวงแหวนที่ล้อมรอบป้อมปราการเอาไว้
หลี่หมู่ไม่เคยเห็นแดนเหวที่อื่น
แต่จากความทรงจำของร่างเดิม ทางเข้าแดนเหวที่เมืองเถี่ยโส่วคุ้มกันอยู่นี้
ว่ากันว่าเป็นแค่แดนเหวระดับต่ำเท่านั้น
เวลาแปดโมงเช้า รถไฟลอยฟ้าขบวนพิเศษของโรงเรียนเฮยสุ่ยก็พุ่งทะยานแหวกอากาศมาจอดเทียบท่าเหนือป้อมปราการอย่างนิ่มนวล
บริเวณลานกว้างบนป้อมปราการเนืองแน่นไปด้วยผู้คน พวกเขาคือนักเรียน ม.6 จากเขตตะวันออกที่จะเข้าร่วมศึกแรกที่แดนเหวในครั้งนี้
รวม ๆ แล้วก็มาจากโรงเรียนนักรบกว่ายี่สิบแห่ง
ศึกแรกที่แดนเหวจะจัดขึ้นปีละสี่ครั้ง แบ่งตามเขตเหนือ ใต้ ออก ตก ทยอยจัดจนครบภายในหนึ่งเดือน
โดยเกิดจากความร่วมมือของกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงทรัพยากร และกระทรวงกลาโหม
เรียกได้ว่าเป็นงานช้างของวงการการศึกษาเลยทีเดียว
เขตตะวันออกที่หลี่หมู่สังกัดอยู่ คือคิวแรกของปีนี้
ทันทีที่นักเรียนโรงเรียนเฮยสุ่ยลงจากรถไฟ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนที่สแตนด์บายรออยู่แล้วก็เข้ามาจัดระเบียบทันที
ให้นักเรียนแต่ละโรงเรียนต่อแถวลงทะเบียน เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่แดนเหว
“เหล่าจ้าว เหล่าจ้าว!”
หัวหน้าห้องทะเบียนร้องทักจ้าวชิงซานด้วยรอยยิ้มแป้นแล้น
“อ้าว เหล่าหม่า! เหนื่อยหน่อยนะ!”
จ้าวชิงซาน รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาเข้มดุดัน หนวดเคราเฟิ้ม ยืนหาววอด ๆ ทักทายกลับ
“เป็นไง? ฉันนี่ใจป้ำสุด ๆ ไปเลยใช่ไหม?”
เหล่าหม่าเดินเข้าไปกระแซะจ้าวชิงซาน พลางหัวเราะหึ ๆ
“ห๊ะ? ใจป้ำอะไร?” จ้าวชิงซานทำหน้างง
“จุ๊ ๆ ๆ? แกล้งโง่เหรอ? แกนึกว่าฉันจะฉวยโอกาสไถเหล้าชั้นดีของแกสักสองขวดรึไง? แกประเมินฉันต่ำไปแล้วเว้ย!”
“ที่ฉันส่งหลี่หมู่ไปอยู่ห้องแกน่ะ เพราะเห็นแก่ความเป็นเพื่อนแท้ของเราล้วน ๆ!”
เหล่าหม่าใช้หลังมือตบอกจ้าวชิงซานดังปุบ ๆ
จ้าวชิงซานกะพริบตาปริบ ๆ
“เดี๋ยวนะ… แกพูดอะไรของแกเนี่ย ฉันงงไปหมดแล้ว ส่งหลี่หมู่อะไรมาให้ฉัน?”
“หืม?” เหล่าหม่าทำหน้าฉงน
“หืม?” จ้าวชิงซานฉงนคูณสอง!
“ก็เมื่อวานไง! มีเด็กนักเรียนระดับหวงขั้นหนึ่งระดับสูงย้ายเข้ามา ฉันลงทะเบียนรับเข้าเรียนด้วยตัวเองเลยนะ แล้วก็ส่งไปอยู่ห้องแก! ฉันยังบอกให้เขาไปรายงานตัวกับแกเลย!”
เหล่าหม่าเริ่มลนลาน พูดจาลิ้นพันกัน
“ฟ้าผ่าตายเถอะ! ไม่มีใครหน้าไหนมาโผล่หัวรายงานตัวกับฉันเลยสักคน!” จ้าวชิงซานชูสามนิ้วสาบาน
“ฉิบหายล่ะ…”
เหล่าหม่าหน้าซีดเผือด ตาลอยเคว้ง
“ไอ้เด็กเวรนั่น… ไม่ใช่ว่ามาหลอกเอาแพ็กเกจต้อนรับเข้าเรียนแล้วชิ่งหนีหรอกนะ?”