แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 52 ฉันก็นึกว่าแกจะแน่ ที่แท้ก็แค่...
ตอนนี้ทุกคนในหอประชุมต่างจับจ้องไปที่โจวฉิง
โจวฉิงที่ดูวิดีโอจบก็หน้าซีดเผือด ซีดจนน่ากลัวไปนานแล้ว
ก่อนหน้านี้ ความหยิ่งยโสโอหังทั้งหมดของนางมาจากความเชื่อมั่นว่าตัวเองเก่งกาจจริง ๆ
ก็นางไม่เคยเห็นนี่นา ว่าทีมอื่นเขาฝ่าวงล้อมออกมากันยังไง
นางคิดว่าแค่เอาชีวิตรอดจากหมอกหนาทึบมาได้ ก็ถือว่าโคตรเก่งแล้ว
ตอนที่เห็นทีมแนวหน้าของหลี่หมู่ฆ่ามอนสเตอร์อย่างบ้าคลั่ง
นางก็แค่คิดว่าพวกเขาตั้งขบวนป้องกันได้ดีเท่านั้นเอง
แต่การโชว์เดี่ยวปกป้องเพื่อนร่วมทีมของหลี่หมู่ในช่วงท้ายต่างหาก
มันคือความแข็งแกร่งในระดับที่นางไม่อาจทำความเข้าใจได้อีกต่อไป
ภูเขาซากศพและทะเลเลือดที่กองเกลื่อนกลาดนั่น
หมาผีตั้งสองร้อยกว่าตัว!
คนคนเดียวจะทำแบบนั้นได้ยังไง?
พอเอามาเทียบกับทีมแนวหน้าแล้ว
ชื่อทีมของพวกนางมันก็เป็นแค่เรื่องตลกชัด ๆ!
ความมั่นใจทั้งหมดของโจวฉิงพังทลายลงในพริบตา
แต่คนที่โกรธที่สุด…
กลับไม่ใช่โจวฉิง
แต่เป็นทหารกองหนุนสองแถวที่ยืนอยู่ข้างหลังนางต่างหาก...
ทหารกองหนุนหน้าใหม่แทบทุกคนโกรธจนตาเป็นไฟ หายใจฟึดฟัดด้วยความโมโห
โกรธจนแทบจะเป็นบ้า!!
“แม่มึงเถอะ!!”
“กูก็นึกว่ามึงจะแน่สักแค่ไหน ที่แท้ก็มาทำเบ่งสั่งให้พวกกูยืนดมตดมึง!”
“ไอ้ฉิบ…”
พูดยังไม่ทันขาดคำ ทหารกองหนุนหนุ่มคนหนึ่งก็ซัดฝ่ามือเปรี้ยงเข้าที่ขมับของโจวฉิงอย่างจัง!
ตบจนโจวฉิงเซถลา!
ทหารกองหนุนอีกคนที่อยู่ข้าง ๆ รีบยื่นมือมาดึงรั้งพี่ชายที่ลงมือไว้
ขยิบตาให้รัว ๆ เป็นการเตือนว่าท่านครูฝึกยังอยู่ตรงหน้านะเว้ย
ใครจะไปคิดว่าไอ้หนุ่มนี่จะสะบัดแขนออก แล้วถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างเอาเรื่อง
“มึงจะมาดึงกูทำห่าอะไร! กระทืบมัน!!”
สิ้นเสียงสั่งการ ทหารกองหนุนทุกคนก็กรูระนาวเข้าใส่ทันที!
พวกเขาโกรธจนฟิวส์ขาดแล้วจริง ๆ
แค่เพราะคำพูดพล่อย ๆ ของอีผู้หญิงเวรนี่คำเดียว ทำให้พวกเขาต้องมายืนขาแข็งอยู่เกือบสี่สิบนาที
แถมยังโดนทำโทษแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยอีก
ตอนแรกพวกเขาก็นึกว่าอีป้านี่มันจะเก่งกาจมาจากไหน?
ที่แท้ก็แค่อีโง่จอมมโน!
ความรู้สึกนี้มันเหมือนอะไรน่ะเหรอ?
ก็เหมือนตอนที่พวกเขากำลังนั่งเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยดี ๆ
แล้วจู่ ๆ ก็มีคนใส่ชุดกาวน์เดินเข้ามา สั่งให้ทุกคนผลัดกันชิมขี้ของเพื่อนร่วมชั้นตลอดทั้งคาบ
พวกแกไม่เข้าใจหรอก แต่พวกแกก็ยอมทำตามไปแล้วไง
ผลปรากฏว่าพอเลิกเรียน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบ้าก็แห่กันมาจับตัวมันขึ้นรถพยาบาลไป!
ก่อนไปมันยังหันมาบอกขอโทษพวกแกอีกต่างหาก!!
ยิ่ง! คิด! ยิ่ง! แค้น!!
พวกทหารผ่านศึกที่เห็นโจวฉิงโดนรุมกระทืบ ไม่มีใครคิดจะเข้าไปห้ามเลยสักคน
ปกติแล้วพวกเขากับทหารกองหนุนพวกนี้อาจจะอยู่กันคนละขั้ว
แล้วก็ไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไหร่ เพราะทหารกองหนุนพวกนี้ก็แค่เด็กหนุ่มวัยสิบแปด
ส่วนทหารผ่านศึกอย่างพวกเขา อายุยี่สิบกว่ากันทั้งนั้น
แต่ตอนนี้ พวกเขากลับพร้อมใจกันหันไปมองหน้าครูฝึก ภาวนาอย่าให้ครูฝึกเข้ามายุ่งเรื่องพรรค์นี้เลย
ถ้าไม่ติดว่าไม่มีช่องให้แทรก พวกเขาก็อยากจะเข้าไปเตะมันสักสองสามป้าบเหมือนกัน!
ครูฝึกเห็นภาพตรงหน้า กลับทำตัวราวกับตาบอดมองไม่เห็นอะไรซะงั้น
เขากวักมือเรียก สั่งให้ลูกน้องเดินก้าวฉับ ๆ ออกจากประตูหน้าไป
โจวฉิงเลยรับเคราะห์กรรมไปเต็ม ๆ
หนึ่งชั่วโมงต่อมา นางก็ถูกหามส่งห้องไอซียูโดยตรง
ส่วนที่ฐานทัพอื่น ๆ
ทันทีที่วิดีโอโปรโมตถูกเผยแพร่ออกไป
ชื่อของ ‘หลี่หมู่’ ก็ดังกึกก้องไปทั่วทั้งครึ่งเขตการทหาร!
และที่สำคัญที่สุดก็คือ
หลี่หมู่ใช้ความสามารถของตัวเองเพียงคนเดียว กอบกู้ศักดิ์ศรีของคำว่า ‘ทหารกองหนุน’ กลับคืนมาได้สำเร็จ
เพียงชั่วข้ามคืน
ทหารกองหนุนทั่วทั้งเขตการทหาร ไม่มีใครเลยที่ไม่ขอบคุณบรรพบุรุษแปดชั่วโคตรของหลี่หมู่!
สายตาที่พวกทหารผ่านศึกมองพวกเขา เต็มไปด้วยความเคารพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ถึงขนาดมีทหารกองหนุนระดับสามบางคน ถูกเชิญให้เข้าร่วมทีมอย่างกระตือรือร้นด้วยซ้ำ
ในที่สุดพวกเขาก็ตระหนักได้แล้วว่า
พอถึงช่วงเวลาเป็นตาย ความรู้มันช่วยชีวิตคนได้จริง ๆ!
ต่อให้มองข้ามพลังการต่อสู้ระดับสัตว์ประหลาดของหลี่หมู่ไป
ความรู้เรื่องอาณาเขตหมอกผี และการวางแผนรับมือตั้งแต่เนิ่น ๆ ของเขา
ก็ช่วยซื้อเวลาให้ทีมได้อย่างมหาศาล และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้เพื่อนร่วมทีมได้อย่างมาก
แม้ทหารกองหนุนคนอื่นอาจจะไม่ได้มีความรู้แน่นปึ้กเหมือนหลี่หมู่ทุกคน
แต่อย่างน้อย ทหารกองหนุนทุกคนก็ยังเรียนอยู่ในโรงเรียน พวกเขายังศึกษาหาความรู้อยู่
ซึ่งมันก็ย่อมดีกว่าพวกที่ไม่เคยเรียนหนังสือเลยอยู่แล้ว
ตกดึก
ณ ห้องพักของศูนย์บัญชาการกองทัพเขตหมิงจู
หลี่หมู่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือหวังหลงเฉิงที่กำลังเปิดหน้าหนังสืออ่านอยู่
“ท่านรองผู้บัญชาการ...”
หลี่หมู่พยายามยันตัวลุกขึ้นด้วยความอ่อนเพลีย
หวังหลงเฉิงรีบวางหนังสือลงแล้วเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะกดไหล่หลี่หมู่ให้นอนลงไปอย่างเบามือ
“อย่าเพิ่งขยับ”
“ผม… ผมไม่เป็นไรครับ ผมต้องกลับบ้าน”
หลี่หมู่ลองตรวจดูสภาพร่างกายตัวเอง ก็พบว่าไม่ได้บาดเจ็บร้ายแรงอะไร เขากัดฟันเตรียมจะลุกขึ้นอีกครั้ง
“วางใจเถอะ ฉันโทรไปบอกแม่เธอแล้ว”
“บอกว่าวันนี้จะให้เธออยู่ที่นี่เพื่อฝึกฝน ก็เลยไม่ได้กลับ”
“ร่างกายของเธอไม่ได้เป็นอะไรเลย แต่สภาพจิตใจเหนื่อยล้าหนักมาก ยังไงก็ต้องพักผ่อนเยอะ ๆ”
“สภาพแบบนี้ขืนกลับบ้านไป แม่เธอได้ปวดใจตายพอดี”
หวังหลงเฉิงพูดด้วยรอยยิ้ม
หลี่หมู่ถึงได้โล่งใจ เขากลัวว่าหยางซู่อิงจะเป็นห่วงเขานั่นแหละ
เหลือบมองดูนาฬิกาบนผนัง
หลี่หมู่เอ่ยถามด้วยความเกรงใจ
“สี่ทุ่มแล้ว ท่านรองผู้บัญชาการ ผมทำให้ท่านต้องกลับบ้านดึกเลย”
“ฉันก็ลางานกับคุณน้าไป๋ของเธอแล้วเหมือนกัน ฮ่าฮ่า ต่อไปนี้ถ้าไม่มีคนอื่นอยู่ ก็เรียกฉันว่าลุงหวังเถอะ”
หวังหลงเฉิงยิ้มบาง ๆ
“ครับลุงหวัง…”
หลี่หมู่ไม่ได้ปฏิเสธความหวังดี
คราวก่อนหวังหลงเฉิงกับไป๋เถี่ยเวยก็ออกหน้าปกป้องเขาต่อหน้าข้าราชการตั้งมากมาย
หลี่หมู่จึงถือว่าพวกเขาเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพ
เพราะไม่ว่าจะเป็นหวังหลงเฉิงหรือไป๋เถี่ยเวย ต่างก็ไม่ใช่คนที่ยอมใช้เส้นสายช่วยเหลือใครง่าย ๆ
สิ่งที่พวกเขาทำให้เขา มันน่าประทับใจมากจริง ๆ
“เธอทะลุชั้นแล้ว รู้ตัวไหม?” หวังหลงเฉิงถามขึ้น
หลี่หมู่ลองสัมผัสพลังภายในร่าง
ดวงตาของเขาเบิกกว้างเป็นประกายทันที
จริงด้วย เขามาถึงระดับหวงขั้นสามแล้ว
จากนั้นเขาก็แอบเปิดระบบดู
แต้มพิชิตพุ่งไปถึง 6980 แต้มแล้ว!
โคตรโหด!!
แต้มพิชิตเยอะขนาดนี้ หลี่หมู่แค่คิดก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะลอยได้แล้ว!
เขากดข่มความดีใจสุดขีดเอาไว้ แล้วเม้มปากยิ้มบาง ๆ
“ครับ สัมผัสได้แล้ว”
“ความเร็วในการทะลุชั้นของเธอนี่น่าทึ่งมากเลยนะ”
หวังหลงเฉิงเอ่ยปากชม
“พรสวรรค์กลายพันธุ์น่ะครับ”
หลี่หมู่ยิ้มตอบ
“ฮ่าฮ่า เธอจะบอกว่า การที่เธอสามารถตรึงมอนสเตอร์ให้อยู่กับที่ได้ แล้วก็แปลงร่างเป็นยุงไปโผล่ข้างหลังมอนสเตอร์ได้หน้าตาเฉย”
“พวกนี้คือพรสวรรค์กลายพันธุ์ทั้งหมดเลยงั้นสิ?”
หวังหลงเฉิงถามยิ้ม ๆ
“อ้าว? ลุงหวัง ท่านแย่งผมตอบซะแล้ว?”
หลี่หมู่พยักหน้ารับอย่างจริงจัง
หวังหลงเฉิงส่ายหน้าหัวเราะ
เขาลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะ หยิบเอกสารชุดหนึ่งส่งให้หลี่หมู่
หลี่หมู่รับเอกสารมาเตรียมจะเปิดอ่าน
แต่หวังหลงเฉิงกลับกำชับว่า
“เก็บไว้ให้ดี กลับถึงบ้านค่อยอ่าน”
“นี่เป็นความลับสุดยอด ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด”
“อ่านจบแล้ว ก็อย่าลืมทำลายทิ้งทันทีด้วย”
หลี่หมู่ยิ่งรู้สึกสงสัยหนักกว่าเดิม
แต่ก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับ แล้วเก็บปึกเอกสารหนาเตอะเข้าไปในแหวนมิติ
“วิดีโอการต่อสู้ของเธอ ฉันเอาไปตัดต่อลงในวิดีโอโปรโมตแล้วนะ”
“ตอนนี้ทหารครึ่งเขตการทหารหมิงจูรู้เรื่องวีรกรรมของเธอหมดแล้ว”
“เธอคงไม่ว่าอะไรใช่ไหม อ้อ ไม่สิ ต่อให้ว่าก็สายไปแล้วล่ะ!”
หวังหลงเฉิงหัวเราะหึ ๆ
หลี่หมู่ร้อง “หา?” ออกมาคำหนึ่ง
“ทำไมต้องทำแบบนั้นด้วยล่ะครับ”
“ไอ้เด็กโง่ ก็เพื่อแต้มผลงานไงล่ะ!”
หวังหลงเฉิงบ่นอย่างไม่จริงจังนัก
เขาลุกขึ้นยืนเอามือไพล่หลัง
“การเผยแพร่วีรกรรมของเธอให้เป็นที่ประจักษ์ มีข้อดีอยู่สามข้อ!”
“ข้อแรก เพื่อสร้างอิทธิพล จะได้ง่ายต่อการที่ฉันจะขอแต้มผลงานให้เธอ”
“ข้อสอง เรื่องนี้สมควรได้รับการเผยแพร่จริง ๆ เพราะมันมีประโยชน์มากต่อการจัดระเบียบวินัยทหาร!”
“มันช่วยเพิ่มความสามัคคีในกองทัพได้อย่างมหาศาล ถือเป็นอิทธิพลเชิงบวกชั้นยอด”
“แถมยังช่วยยกระดับสถานะของทหารกองหนุนในกองทัพได้อย่างชะงัดอีกด้วย”
“ข้อสาม เพื่อเพิ่ม ‘ชื่อเสียง’ ให้กับเธอ!”
“ชื่อเสียง เป็นสิ่งที่เหนือกว่าทุกสิ่งในกองทัพ! บางครั้งมันสำคัญไม่แพ้แต้มผลงานเลยด้วยซ้ำ!”
“เรื่องพวกนี้ตอนนี้เธออาจจะยังไม่เข้าใจ แต่เดี๋ยววันหน้าเธอก็จะเข้าใจเอง”
หลี่หมู่พยักหน้าอย่างครุ่นคิด
เรื่องพวกนี้เขาคิดไม่ถึงจริง ๆ
แต่หวังหลงเฉิงกลับวางแผนปูทางไว้ให้เขาทั้งหมดแล้ว
หลังจากคุยกันได้สักพัก
จู่ ๆ หวังหลงเฉิงก็ถามคำถามแปลก ๆ ขึ้นมา
“หลี่หมู่ ตอนที่เธอพลังปราณหมด เธอเคยบอกพวกหม่าจวินว่า ถ้าถึงขีดจำกัดเมื่อไหร่เธอจะหนีไปทันที”
“แต่สุดท้าย จนถึงตอนที่หมดสติ เธอก็ยังใช้พลังใจทั้งหมดสู้ต่อ”
“เธอไม่ได้หนีไป”
“เป็นเพราะอะไร?”
หวังหลงเฉิงถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หลี่หมู่รู้ดีว่า สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่คำตอบลวก ๆ อย่าง “หนีไม่ทัน” หรือ “ลืม” อะไรเทือกนั้น
หลังจากใช้ความคิดอยู่พักหนึ่ง
หลี่หมู่ก็ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“อารมณ์มันพาไป ก็แค่สู้ให้สุดเหวี่ยงก็เท่านั้นครับ”