แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 54 ขุนศึกหมาป่าหนุ่มวัยสิบแปดปี
วิชาแยกกาย หรือก็คือวิชาแยกร่างนั่นเอง
[พลังมหาเทพ: ปลดล็อก — วิชาแยกกาย (ใช้ 300 แต้มพิชิต)]
[วิชาแยกกาย: สร้างร่างแยกออกมาต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ หรือจะใช้เล่นทริกตบตาศัตรูก็ได้]
วิชาแยกกายก็มาในรูปแบบผังทักษะเหมือนกัน
แต่พอหลี่หมู่มองดูผังทักษะ ก็ถึงกับสูดลมหายใจเฮือกใหญ่
อย่าเห็นว่าก่อนหน้านี้เขาปลดล็อกฤทธิ์มหาเทพมาได้เป็นกอบเป็นกำ แถมยังเปย์แต้มปลดล็อกโหนดในผังทักษะได้สบาย ๆ เชียวนะ
นั่นเป็นเพราะยิ่งโหนดอยู่ใกล้รากของผังทักษะมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งใช้แต้มพิชิตน้อยลงเท่านั้น
อย่างวิชาฟูเถียน
ปลดล็อก 20 หมู่ ใช้ 100 แต้ม ปลดล็อก 40 หมู่ ใช้ 200 แต้ม
แต่ถ้าจะปลดล็อก 100 หมู่ในระดับต่อไป ต้องใช้ถึง 500 แต้ม!
หลี่หมู่ถึงได้หยุดอัปเกรดแค่นั้นไง
ฤทธิ์มหาเทพแต่ละอย่าง ยิ่งอัปเกรดให้ลึกซึ้งมากขึ้น แต้มพิชิตที่ใช้ก็แทบจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
แต้มพิชิตหลักพันที่หลี่หมู่มีอยู่ในมือ
ถ้าคิดจะอัปเกรดฤทธิ์มหาเทพให้สุดทางสักวิชาสองวิชา แต้มแค่นี้ก็ถือว่าไม่ได้เยอะแยะอะไรเลย
ดังนั้นหลี่หมู่จึงเลือกที่จะปลดล็อกฤทธิ์มหาเทพหลาย ๆ อย่างให้ได้มากที่สุดก่อน
อย่างน้อยก็ถือเป็นการเพิ่มลูกเล่นให้ตัวเอง
แต่วิชาแยกกายนี้ แค่ปลดล็อกก็ปาไป 300 แต้มแล้ว ถือว่าแพงที่สุดในตอนนี้เลย
ผลลัพธ์ปัจจุบันคือ [สร้างร่างแยกที่สืบทอดพลังความแข็งแกร่ง 100% พร้อมกับวิชาเทพศัสตราและวิชาแบกภูเขา ระยะเวลา 1 นาที]
พูดตรง ๆ ความสามารถแค่นี้ก็ถือว่าไม่ธรรมดาแล้ว
แต่เห็นได้ชัดเลยว่าร่างแยกนี้จะไม่สามารถใช้ฤทธิ์มหาเทพอย่างอื่นได้ เช่น วิชาตรึงร่าง เป็นต้น
และถ้าจะปลดล็อกโหนดถัดไป กลับต้องใช้ถึง 500 แต้ม!
หลี่หมู่กัดฟันกดอัปเกรด!
[พลังมหาเทพ: อัปเกรด — วิชาแยกกาย → สร้างร่างแยกสองร่างที่สืบทอดพลังความแข็งแกร่ง 100% พร้อมกับวิชาเทพศัสตราและวิชาแบกภูเขา เมื่อร่างต้นใช้วิชาตรึงร่าง ร่างแยกจะสามารถใช้วิชาตรึงร่างได้หนึ่งครั้ง ระยะเวลาร่างแยก 1 นาที]
ถ้าจะอัปเกรดโหนดต่อไป ต้องใช้ถึง 1,000 แต้มพิชิต
หลี่หมู่ไม่กล้ากดแล้ว
ตอนนี้เขาเหลือแต้มพิชิตอยู่ 3,000 แต้มถ้วนพอดี
เขาตั้งใจจะเก็บแต้มพวกนี้ไว้ก่อน
รอให้ตัวเองชินกับความแข็งแกร่งของระดับหวงขั้นสาม และเพิ่มน้ำหนักวิชาเทพศัสตราให้ถึงขีดจำกัดของตอนนี้ก่อน ค่อยว่ากันอีกที
ลองนับดูเล่น ๆ ตอนนี้หลี่หมู่ก็มีฤทธิ์มหาเทพติดตัวถึงสิบเอ็ดอย่างแล้ว!
[เคล็ดเซียนสวรรค์ระดับรอง] [กระซิบข้างหู] [วิชาเทพศัสตรา] [วิชาแบกภูเขา]
[เนตรอัคคี] [วิชาปรุงยา] [วิชาตรึงร่าง] [วิชาเจ็ดสิบสองการแปลงกาย]
[ดื่มสุราเพิ่มฤทธิ์] [วิชาฟูเถียน] [วิชาแยกกาย]
ถึงส่วนใหญ่จะยังอยู่แค่ระดับเริ่มต้น ไม่ได้อัปเกรดให้ลึกซึ้งอะไรมาก
แต่หลี่หมู่ก็มีความรู้สึกอยู่คำเดียว!
โคตรสะใจ!!
การอัปเกรดครั้งใหญ่นี้ทำให้เขารู้สึกโล่งโปร่งสบายไปทั้งตัว!
หลี่หมู่กล้าพูดอย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า ไอ้พวกที่เรียกตัวเองว่าอัจฉริยะในระดับเดียวกัน เขาจับพวกมันมาแขวนคออัดได้สบาย ๆ!
ต่อให้มาพร้อมกันสองคนก็เถอะ!
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตู “ก๊อก ก๊อก ก๊อก” ก็ดังขึ้น
“มาแล้วครับ!”
หลี่หมู่สวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เก็บพลองดอกหนามกับเสื้อคลุมป้องกัน แล้วเดินไปเปิดประตูห้องพัก ก็พบว่าเป็นรองจางนั่นเอง
“ฟื้นตัวเป็นยังไงบ้างล่ะ?”
รองจางถามด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่แฝงไปด้วยความห่วงใยอย่างหาได้ยาก
“ดีเยี่ยมเลยครับ สภาพจิตใจเต็มร้อยแล้ว”
หลี่หมู่ยืดเส้นยืดสายโชว์
หลังจากหลับสนิทมาครึ่งวันกับอีกหนึ่งคืนเต็ม ๆ สภาพจิตใจของหลี่หมู่ก็ฟื้นฟูกลับมาเต็มเปี่ยมแล้ว
“ดี แต้มผลงานของนายอนุมัติแล้ว ฉันจะพานายไปรับเหรียญ”
รองจางพูดจบ ก็หมุนตัวเตรียมจะเดินนำไป
แต่หลี่หมู่กลับพูดขึ้นว่า
“เอ่อ… รองจางครับ! ผมอยากถามหน่อยว่า เพื่อนร่วมทีมของผมเป็นยังไงบ้าง?”
“ขาของหม่าจวิน... ยังต่อติดไหมครับ?”
รองจางส่ายหน้าช้า ๆ
“น่าจะไม่ทันแล้วล่ะ ยังพอมีเวลาอยู่ นายแวะไปดูพวกเขาก่อนก็ได้”
“ครับ!”
เมื่อหลี่หมู่มาถึงแผนกพยาบาลของทหาร
จางเฮ่อกำลังประคองหม่าจวินเดินไปมาอยู่
ใต้หัวเข่าของหม่าจวิน มีขาเทียมโลหะสองข้างต่อเอาไว้!
แถมยังเป็นแบบที่ฝ่าเท้าขยับได้อย่างคล่องแคล่วด้วย
จ้าวเหมยถิงกับซ่งเปียวเองก็นั่งอยู่ข้าง ๆ บนตัวยังมีผ้าพันแผลพันอยู่รอบ ๆ
พอเห็นหลี่หมู่เดินเข้ามา ทุกคนก็รีบลุกขึ้นยืน
“เฮ้! นายมาแล้ว! เป็นไงบ้าง ดีขึ้นหรือยัง?”
หม่าจวินเห็นหลี่หมู่ปุ๊บ บนใบหน้าก็ไม่มีวี่แววของความเจ็บปวดจากการเสียขาสองข้างเลยสักนิด กลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามไถ่อาการหลี่หมู่ก่อนด้วยซ้ำ
ภาพหม่าจวินกางแขนออกเพื่อทรงตัว ดูคล้ายกับเด็กหัดเดินไม่มีผิด
หลี่หมู่รู้สึกปวดหนึบในใจอย่างบอกไม่ถูก
ยังไงซะ ขาสองข้างนี้ หม่าจวินก็ต้องเสียมันไปเพื่อช่วยชีวิตเขานี่นา
ถ้าหม่าจวินไม่ยอมสละชีพพุ่งชนหมาผียักษ์เพื่อรับกรงเล็บนั้นแทน หลี่หมู่ไม่ตายก็ต้องสาหัสแน่ ๆ
และคงไม่มีทางยืนหยัดจนหมอกจางลงได้อย่างแน่นอน
“เกิดอะไรขึ้นครับ? ขาเดิมต่อไม่ติดแล้วเหรอ?”
หลี่หมู่ถามด้วยน้ำเสียงสลด
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที จ้าวเหมยถิงถอนหายใจยาว
“ต่อให้ต่อติด เขาก็…”
พูดจบ นางก็มองหม่าจวินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก
หม่าจวินแกล้งทำเป็นหัวเราะร่วนอย่างคนใจกว้าง
“ต่อให้ต่อติด ก็ต้องใช้เวลาพักฟื้นอีกนาน แถมหมอยังบอกว่ากระดูกจะมีแผลเป็นฝังในแน่นอน”
“แต่เหล็กมันไม่เหมือนกันนี่! เนื้อหนังมันอ่อนแอไง! ต่อเหล็กเข้าไปก็ไม่ต้องกลัวแผลเป็นฝังในแล้ว”
“แถมยังกลับไปลุยได้เร็วขึ้นด้วย พังก็แค่เปลี่ยนใหม่!”
“วันหน้าถ้าข้ารวยเมื่อไหร่ จะหาเหล็กแข็ง ๆ มาเปลี่ยน! เผลอ ๆ อาจจะติดไอพ่นด้วยซ้ำไป!”
“สิ่งที่ข้าเสียไปไม่ใช่ขาสองข้าง แต่เป็นจุดอ่อนต่างหากเว้ย!”
หม่าจวินพูดจาฮึกเหิมสุด ๆ
คำพูดเหล่านี้ก็เป็นแค่ข้ออ้างที่เขาเอาไว้ปลอบใจตัวเองนั่นแหละ
แต่สำหรับนักรบแล้ว ร่างกายที่สมบูรณ์ครบถ้วนย่อมให้ความรู้สึกปลอดภัยมากกว่าอยู่แล้ว
หลี่หมู่สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เขาไม่พูดอะไรให้มากความอีก
แต่ในใจลอบตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว
ถ้ามีโอกาสได้ยาปลูกถ่ายอวัยวะใหม่เมื่อไหร่ เขาจะต้องทำให้หม่าจวินได้ขาสองข้างนี้กลับคืนมาให้ได้!
“เอาล่ะน่า พวกเรารอดมาได้ก็เพราะนายนะ”
“แค่รอดตายมาได้ พวกเราก็พอใจมากแล้ว!”
ซ่งเปียวเห็นหลี่หมู่ทำหน้าเศร้า ก็เลยเดินเข้ามาตบแขนเบา ๆ
“ใช่แล้ว แถมพวกเรายังได้อานิสงส์จากนายด้วยนะ”
“พวกเราทุกคนได้แต้มผลงานพิเศษคนละ 20 แต้ม! ส่วนพี่จวินได้ 40 แต้มเลยล่ะ!”
จ้าวเหมยถิงรีบพูดเสริม
พวกเขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะได้แต้มผลงานคนละ 20 แต้มจากการรบครั้งนี้
ผลงานเพียงอย่างเดียวที่พวกเขาสร้างไว้ในการรบครั้งนี้
ก็คือการได้เป็น ‘ตัวอย่างที่ดี’ คู่กับหลี่หมู่ในวิดีโอโปรโมต
ซึ่งมันส่งผลดีต่อการจัดระเบียบวินัยทหาร ทางเบื้องบนก็เลยอนุมัติรางวัลพิเศษให้
“แต้มผลงานของนายอนุมัติหรือยัง?”
จางเฮ่อถาม
“ยังครับ ผมกำลังจะไปรับ”
“ไป พวกเราไปเป็นเพื่อนนายเอง”
หลี่หมู่ขัดใจทุกคนไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องยอมให้ทุกคนตามไปที่แผนกมอบเหรียญรางวัลด้วย
ตลอดทาง มีหลายคนจำหลี่หมู่ได้
ต่อให้มองหน้าไม่ชัดในแวบแรก แต่พอเห็นพวกหม่าจวินเดินมาด้วย ก็รู้ทันทีว่านี่คือทีมแนวหน้า
ทหารผ่านศึกหลายคนเข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเอง
ส่วนพวกทหารกองหนุนหน้าใหม่ พอเห็นหลี่หมู่ปุ๊บ ก็รีบยืนตรงเคารพทันที!
เสียง “ตึก!” ดังขึ้นพร้อมกับท่าเคารพแบบอัศวิน เพื่อแสดงความเคารพอย่างสูงสุดต่อหลี่หมู่
ถึงหวังหลงเฉิงจะบอกหลี่หมู่แล้วว่า พวกเขาถูกใช้เป็นตัวอย่างที่ดีในการโปรโมต
แต่หลี่หมู่ก็ไม่คิดว่ามันจะมีอิทธิพลมากขนาดนี้
พอมาถึงแผนกมอบเหรียญรางวัล ข้างหลังหลี่หมู่ก็มีฝูงชนตามมาดูเพียบ
กะคร่าว ๆ น่าจะมีถึงสองร้อยกว่าคน!
ถือว่าเยอะมากเลยนะ เพราะกองทัพเขตหมิงจูมีฐานทัพแค่สิบแห่ง
แต่ละฐานทัพมีคนอยู่ประมาณพันกว่าคน ซึ่งส่วนใหญ่พวกระดับสูง ๆ มักจะออกไปทำภารกิจกันหมด
พวกทหารระดับสองระดับสามที่อยู่ฐานทัพก็มีรวม ๆ กันแค่ห้าร้อยถึงหกร้อยคนเท่านั้น
พิธีมอบเหรียญรางวัลอนุญาตให้คนนอกเข้าชมได้ และบางครั้งพิธีมอบเหรียญก็ ‘บังคับ’ ให้เข้าชมด้วยซ้ำ
เพราะมันถือเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ
หลังจากหลี่หมู่แจ้งชื่อเสร็จ ไม่นานก็มีนายทหารคนหนึ่งเดินออกมาจากแผนกมอบเหรียญรางวัล
ส่วนข้างหลังเขานั้น… มีทั้งนายทหารและเจ้าหน้าที่แผนกมอบเหรียญเดินตามมาเป็นพรวน!
แต่ละคนชะเง้อคอมองหลี่หมู่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นสุด ๆ
นายทหารผู้นี้อายุราว ๆ สี่สิบ พอเห็นหลี่หมู่ปุ๊บ แววตาของเขาก็เต็มไปด้วยความชื่นชม
เขาเดินเข้ามาบีบแขนล่ำ ๆ ของหลี่หมู่เบา ๆ
“ไอ้หนู ปีนี้อายุเท่าไหร่?”
“18 ปีครับ!”
หลี่หมู่ตอบ
“เยี่ยม! โคตรจะดูดีเลยโว้ย! รู้ไหมว่าตอนนี้ยศของแกคืออะไร?”
“ไม่รู้ครับ”
นายทหารยิ้มกว้าง หันไปหยิบกล่องใบหนึ่งมาเปิดออก
“เหรียญตราผู้พิทักษ์ชั้นสองหนึ่งเหรียญ! แต้มผลงาน 150 แต้ม!”
“ขอแสดงความยินดีด้วยนะ! ขุนศึกหมาป่าหนุ่ม!”