แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 62 จับกุม!
หลี่หมู่ควบม้าศึกทะยานกลับไปที่โรงตีเหล็กอย่างรวดเร็ว
รองจางกำลังให้คนเช็กพิกัดให้อยู่
ในเมื่อแม่กับน้าถูกจับไปจากที่นี่ หลี่หมู่ก็ขอมาตั้งหลักที่นี่ก่อน ไม่ว่าพิกัดต่อไปจะอยู่ที่ไหน
เขาก็จะสามารถควบม้าตามไปได้เร็วที่สุด
ถนนสายนี้เป็นแค่ซอยเล็ก ๆ มีช่องจราจรสำหรับรถยนต์แค่สองเลน
การที่หลี่หมู่ควบม้าศึกตะบึงมาตามถนนแบบนี้ ดึงดูดสายตาชาวบ้านให้หันมามองกันเป็นตาเดียว
พอมาถึงโรงตีเหล็ก ก็เห็นป้ายยึดของกลางแปะหราอยู่เต็มไปหมดจริง ๆ
จังหวะนั้นเอง ก็มีคนสองคนวิ่งหน้าตั้งออกมาจากร้านผลไม้
ไม่ใช่ใครที่ไหน เฉินเจียเฟิงกับเฉินเจียฉีนั่นเอง
“พี่หมู่!!”
ทั้งคู่ตาแดงก่ำ ร้องไห้จนตาบวมเป่ง
พวกเขายังเด็ก ไม่เคยเจอเรื่องเลวร้ายแบบนี้มาก่อน เลยตกใจกลัวกันสุดขีด
“ขึ้นมา!”
หลี่หมู่ยื่นมือไปคว้าแขนทั้งสองคน แล้วดึงขึ้นมานั่งซ้อนท้ายบนหลังม้าเหย่ากู่ได้อย่างง่ายดาย
เหย่ากู่ตัวใหญ่ล่ำสันมาก ต่อให้มีเด็กสองคนขึ้นมานั่งซ้อนท้าย ก็ไม่ได้ดูเบียดเสียดเลยสักนิด
แถมมันยังไม่ได้รู้สึกหนักอะไรด้วยซ้ำ
พอได้ขึ้นมานั่งบนหลังม้ากับหลี่หมู่ เฉินเจียฉีกับเฉินเจียเฟิงก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง
นี่แสดงว่าพี่หมู่ของพวกเธอ ต้องสร้างผลงานในกองทัพจิ้นหยวนได้ไม่เบาแน่ ๆ!
เสียงโทรศัพท์ของหลี่หมู่ดังขึ้น เป็นรองจางที่โทรมาแจ้งข่าว
พอรับสาย รองจางก็บอกพิกัดให้ทันที
“กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ถนนเทียนซิน หน่วยสารวัตรทหารออกเดินทางไปแล้ว!”
“ครับ!”
“จำไว้นะ อย่าบันดาลโทสะจนถึงขั้นฆ่าแกงกันล่ะ ลากคอไอ้ตัวการที่อยู่เบื้องหลังออกมาก่อน”
รองจางกำชับทิ้งท้าย
“ครับ!”
หลี่หมู่วางสาย แล้วหันไปบอกให้เฉินเจียเฟิงกับเฉินเจียฉีจับแน่น ๆ
ก่อนจะควบม้าศึกพุ่งทะยานมุ่งหน้าสู่ถนนเทียนซินทันที
พอเห็นพวกหลี่หมู่ควบม้าจากไป ป้าหลินร้านผลไม้ถึงได้กล้าเดินออกมา
ไปจับกลุ่มเม้าท์มอยกับพ่อค้าแม่ค้าแถวนั้นที่มามุงดูเหตุการณ์
“โอ๊ย พ่อหนุ่มหลี่หมู่คนนี้นี่ไม่ธรรมดาจริง ๆ นะเนี่ย”
“คนธรรมดาที่ไหนจะมีม้าศึกขี่ได้ล่ะ! หลี่หมู่ต้องได้ความดีความชอบทางทหารมาแน่ ๆ เลย!”
“สาธุ ขอให้หลี่หมู่สั่งสอนไอ้พวกสารเลวนั่นให้หลาบจำไปเลยนะ!”
ขณะเดียวกัน
ณ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ถนนเทียนซิน
หยางซู่อิง หยางโหย่วหรง และเฉินจินสือ ถูกใส่กุญแจมือจับขังไว้ในห้องทำงานของไอ้อ้วน
ประตูห้องทำงานเปิดกว้าง
ไอ้อ้วนกับพวกลูกน้องกำลังนั่งนับทรัพย์สินที่เพิ่งยึดมาจากโรงตีเหล็กอย่างสบายใจเฉิบอยู่กลางห้องโถง
โรงตีเหล็กไม่เหมือนธุรกิจอื่น ๆ
ถึงลูกค้าจะไม่เยอะ แต่กำไรต่อชิ้นสูงลิ่ว
เพราะสิ่งที่ขายคือ ‘ฝีมือ’ ไม่ใช่แค่เศษเหล็ก
ซื้อขายกันทีก็หลักพันหลักหมื่น
ดังนั้นเงินสดที่ยึดมาจากเคาน์เตอร์ก็มีเกือบสองหมื่นหยวนเลยทีเดียว
พวกลูกน้องรีบมัดแบงก์หมื่นสองพันหยวนเป็นปึกเล็ก ๆ แล้วเอามาประเคนให้ไอ้อ้วนด้วยท่าทางประจบสอพลอ
“แหะ ๆ… หัวหน้าหลิวครับ คราวนี้ได้มาไม่เบาเลยนะครับ”
ไอ้อ้วนหลิวหัวเราะหึ ๆ อย่างพอใจ รับเงินปึกนั้นยัดใส่กระเป๋ากางเกง
ลูกน้องอีกคนถามด้วยสีหน้ากังวล
“หัวหน้าหลิวครับ แล้วเราจะเอายังไงกับสามคนนั้นดีล่ะครับ? ขืนจับขังไว้แบบนี้ต่อไป มันจะดูผิดระเบียบเอานะครับ”
พวกเขาไม่มีพี่ชายเป็นรัฐมนตรีเหมือนไอ้อ้วน ก็เลยแอบปอดแหกอยู่บ้าง
ไอ้อ้วนหลิวแค่นเสียงเยาะ
“กลัวอะไรวะ? ฟ้าถล่มลงมากูก็รับไว้เอง!”
“กูเป็นถึงหัวหน้าฝ่ายของกระทรวงพาณิชย์เชียวนะเว้ย! แค่กักตัวคนไว้สักคนสองคนมันจะเป็นไรไป?”
“ไปพิมพ์ใบรับสารภาพมาให้กูแผ่นนึงไป!”
มันโบกมือสั่งการ แล้วเดินอาด ๆ เข้าไปในห้องทำงาน
ไม่นานลูกน้องก็เอาใบรับสารภาพที่พิมพ์เสร็จแล้วมาส่งให้
ตอนนี้ไอ้อ้วนหลิวมีทางเลือกเดียวเท่านั้น
นั่นก็คือต้องบีบให้พวกหยางซู่อิงยอมรับสารภาพ ว่ารับซื้อของโจรมาจริง ๆ!
ขอแค่พวกมันยอมเซ็นชื่อในใบรับสารภาพ มันก็สามารถส่งตัวพวกมันให้ตำรวจดำเนินคดีต่อได้เลย
ถือเป็นการปิดจ๊อบอย่างสวยงาม
ไม่งั้นมันก็ไม่กล้าจับขังไว้นาน ๆ หรอก ขืนทำงั้นเรื่องยาวแน่
ตอนนี้น หยางซู่อิงกับพวกอีกสองคนถูกจับใส่กุญแจมือล็อกติดไว้กับท่อน้ำ
ท่อน้ำมันอยู่เตี้ยมาก ขืนยืนก็จะรั้งข้อมือจนเจ็บ
ทั้งสามคนเลยต้องจำใจนั่งจุ้มปุ๊กอยู่กับพื้น
ไอ้อ้วนหลิวสะบัดใบรับสารภาพในมือดังพรึ่บ
“ว่าไง? คิดตกหรือยัง? จะยอมรับสารภาพความผิดที่ก่อไว้ไหม?”
“เก็บแรงไว้เถอะ พวกเราไม่มีทางยอมรับในสิ่งที่ไม่ได้ทำหรอก”
“ฉันจะรอดูซิ ว่าแกจะจบเรื่องนี้ยังไง!”
หยางซู่อิงกัดฟันพูด
ถึงยังไงเมื่อก่อนเธอก็เคยเป็นถึงสะใภ้ตระกูลหลี่
ตอนที่หลี่เชียนเฟิงยังมีชีวิตอยู่ หยางซู่อิงก็ผ่านโลกมาไม่ใช่น้อย
เธอดูออกตั้งนานแล้วว่าไอ้อ้วนหลิวนี่มันกำลังใจดีสู้เสืออยู่
ไม่งั้นมันคงไม่พยายามบีบให้พวกเธอรับสารภาพขนาดนี้หรอก
ถ้าขืนยอมรับสารภาพ ก็ต้องถูกส่งตัวให้ตำรวจ ถึงตอนนั้นล่ะซวยของจริง
เธอไม่เชื่อหรอกว่าตระกูลหลี่จะมีอำนาจล้นฟ้า
ถึงขนาดกล้าฆ่าแกงพวกเธอหมกห้องทำงานนี้ได้!
ไอ้อ้วนหลิวปรี๊ดแตกทันที
ที่เรื่องมันยืดเยื้อน่ารำคาญขนาดนี้ ก็เพราะนังมนุษย์ป้าคนนี้คนเดียวเลย!
ถ้าไม่มีนังนี่ สองคนนั้นอาจจะกลัวจนยอมเซ็นรับสารภาพไปตั้งนานแล้ว!
“ได้! งั้นก็เชิญปากแข็งขัดขืนการจับกุมต่อไปเถอะ!”
“แล้วมารอดูกันว่าสุดท้ายใครจะซวย!”
“พวกมึงสองคนล่ะ! อยากจะโดนจับติดคุกหัวโตเหมือนอีนี่”
“หรือจะยอมสารภาพเพื่อขอลดหย่อนโทษ? เลือกเอาเอง!”
“นี่คือโอกาสสุดท้ายที่กูจะให้พวกมึง!”
พูดจบ มันก็โยนใบรับสารภาพใส่หน้าหยางโหย่วหรงกับเฉินจินสืออย่างแรง
กะจะขู่ให้สองคนนี้กลัวจนยอมปริปากเป็นจุดสลบ
“ถุย!”
หยางโหย่วหรงถ่มน้ำลายรดใบรับสารภาพดังแหมะ
“รับสารภาพพ่องมึงสิ!”
หยางโหย่วหรงด่าสวนกลับไปอย่างดุเดือด
“หึ! หึหึหึ! ดี! ดีมาก!!”
ไอ้อ้วนหลิวโกรธจนหลุดหัวเราะ!
ก่อนจะหันไปตะโกนสั่งลูกน้อง
“ห้องนี้มันมืดไปหน่อยเว้ย ไปเอาสปอตไลต์มาส่องหน้าพวกมันซิ!”
ลูกน้องรีบวิ่งออกไปเข็นสปอตไลต์ดวงเบ้อเริ่มเข้ามาทันที
แสงไฟที่สว่างจ้าแสบตา กับความร้อนระอุที่แผ่ออกมา อย่าว่าแต่เอามาส่องคนเลย เอาไข่มาวางไว้ก็สุกได้ในไม่กี่นาที
ต่อให้เป็นนักรบระดับหนึ่ง ก็ทนความร้อนระดับนี้ได้ไม่นานหรอก
แถมมันยังเป็นวิธีทรมานชั้นยอดที่ไม่ทิ้งร่องรอยบาดแผลไว้อีกต่างหาก
จังหวะนั้นเอง มือถือของไอ้อ้วนหลิวก็ดังขึ้น
มันรีบฉีกยิ้มรับสายทันที
“ฮัลโหลพี่ มีอะไรเหรอ?”
แต่ปลายสายกลับตวาดกลับมาเสียงดังลั่น
“ไอ้ระยำ! มึงไปก่อเรื่องอะไรมาอีกแล้วฮะ!?”
ไอ้อ้วนหลิวถึงกับทำหน้างง
“หา? ผมเปล่าก่อเรื่องอะไรนะพี่!”
ไอ้อ้วนหลิวเถียงเสียงอ่อย ก็เรื่องสั่งปิดร้านมันก็ขออนุญาตพี่ชายมาแล้วนี่นา
นอกจากเรื่องนี้ มันก็ไม่ได้ไปทำอะไรใครที่ไหนอีกนะ
“ไม่รู้ก็หัดใช้สมองเน่า ๆ ของมึงคิดดูดี ๆ!!”
“ก่อนที่กูจะไปถึง มึงห้ามขยับตัวทำอะไรเด็ดขาด!!”
หลิวหัวหน้าฝ่ายพูดจบก็ตัดสายทิ้งทันที
เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าน้องชายตัวดีไปก่อเรื่องอะไรมา รู้แค่ว่าเมื่อกี้มีผู้หลักผู้ใหญ่โทรมาถามถึงเรื่องนี้
ไอ้อ้วนหลิวขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย
“มันเกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย? เอิ๊ก!~~”
มันเรอออกมาอีกที ก่อนจะหันไปตวัดสายตาขุ่นขวางใส่พวกหยางโหย่วหรง
“พวกมึงน่ะ! เลิกเล่นตัวสักที รีบ ๆ เซ็นใบรับสารภาพมา กูจะได้ปล่อยพวกมึงไป!”
“กูยังมีธุระสำคัญต้องไปทำอีกเยอะโว้ย!”
หยางโหย่วหรงได้ยินบทสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อกี้เต็มสองหู
คนหัวไวอย่างเธอ สมองแล่นปรี๊ด คิดเชื่อมโยงเรื่องราวได้ในพริบตา
เธอแสยะยิ้มเยาะ
“ไอ้อ้วนเอ๊ย โง่ดักดานแบบมึงเนี่ย ตายไปก็ไม่น่าสงสารหรอก!”
พูดยังไม่ทันขาดคำ
ก็มีเสียงร้องโหยหวนดังระงมมาจากข้างนอกห้องทำงาน!
“อ๊ากก!!”
“โอ๊ยยย!!”
เสียงร้องดังขึ้นเรื่อย ๆ ใกล้เข้ามาทุกที
ในขณะที่ไอ้อ้วนหลิวยังยืนงงเป็นไก่ตาแตก ก็มีเจ้าหน้าที่หน่วยสารวัตรทหารนอกเครื่องแบบหลายคนพุ่งพรวดเข้ามาในห้อง!
“หมอบลง!!”
เสียงตวาดกร้าว พร้อมกับลูกเตะที่รุนแรงราวกับท่อนเหล็ก ฟาดเปรี้ยงเข้าที่ข้อพับเข่าของไอ้อ้วนหลิวอย่างจัง
ไอ้อ้วนหลิวหน้าทิ่มลงไปกองกับพื้นแบบงง ๆ
นี่มึงสั่งให้กูหมอบหรือให้กูคุกเข่าวะเนี่ย??
มันถูกเตะจนทรุดฮวบลงไปคุกเข่า ก่อนจะโดนมือหนาราวกับคีมเหล็กบีบคอกดลงไปกระแทกพื้นอย่างแรง!
กดมันไว้จนขยับตัวไม่ได้!
เจ้าหน้าที่สารวัตรทหารอีกสองสามคนรีบพุ่งเข้าไปไขกุญแจมือให้พวกหยางซู่อิง แล้วพยุงพวกเธอเดินลงไปข้างล่าง
ตลอดทางที่เดินผ่าน ก็เห็นพวกเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ที่ทำกร่างเมื่อกี้
ตอนนี้นอนกุมท้องร้องโอดโอยกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนพื้นกันระนาว
หน่วยสารวัตรทหารนอกเครื่องแบบ
นี่คือกำลังเสริมชุดแรกที่มาถึง
หน่วยสารวัตรทหารมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้กับนายทหารและครอบครัวทหารบนโลกมนุษย์ โดยปกติจะประจำการอยู่ที่เขตบ้านพักทหาร
ส่วนหน่วยนอกเครื่องแบบ จะรับผิดชอบภารกิจที่ต้องจู่โจมฉับพลัน
ด้วยความที่ไม่ได้ใส่เครื่องแบบ พวกเขาจึงสามารถแทรกซึมและจู่โจมเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วโดยไม่เป็นที่สังเกต
แน่นอนว่าไอ้อ้วนหลิวไม่มีทางรู้หรอกว่าพวกนอกเครื่องแบบนี่เป็นใคร
กว่าจะตั้งสติได้ ก็ตอนที่โดนกดหน้าแนบพื้นไปแล้ว!
“บังอาจ! พวกมึงบังอาจมาก!!”
“พวกมึงเป็นใครวะ กล้าดียังไงมาทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐฮะ!”
“รู้ไหมว่ากูเป็นใคร อ๊ากก!~~”
มันยังแหกปากไม่ทันจบ ก็โดนเจ้าหน้าที่สารวัตรทหารกระชากหัวลากออกไปซะก่อน
ความเจ็บปวดทำเอาไอ้อ้วนหลิวดิ้นรนสุดชีวิต
แต่ยิ่งดิ้น หนังหัวก็ยิ่งเจ็บ
หน่วยสารวัตรทหารไม่สนหรอกนะว่าพวกหยางซู่อิงจะรับซื้อของโจรจริงหรือเปล่า
นั่นมันหน้าที่ของตำรวจที่ต้องไปสืบสวนเอาเอง
คำสั่งเดียวที่พวกเขาได้รับมาก็คือ… ควบคุมตัวคนร้าย และช่วยเหลือครอบครัวทหาร!