แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 64 ไปลากคอคนตระกูลหลี่มา!!
น้ำเสียงของหัวหน้าหลิวเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
เหมือนกับว่าพอได้ยินชื่อ ‘สำนักงานอัยการสูงสุด’ แล้วแกจะสติแตกยังไงยังงั้น
สำนักงานอัยการสูงสุด
มีหน้าที่ผดุงความยุติธรรมให้ประชาชน และเชือดคอพวกข้าราชการกังฉินโดยเฉพาะ
เป็นหน่วยงานที่คอยตรวจสอบและจัดการพวกข้าราชการโดยตรง
ในความคิดของหลี่หมู่ สำนักงานอัยการสูงสุดนี่มันก็คล้าย ๆ กับ ‘ตงฉ่าง’ [1] นั่นแหละ
นอกจากจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ยังพ่วงหน้าที่สำคัญในการกวาดล้างสมาคมสวรรค์อีกด้วย
พอถึงเวลาคับขัน ก็สามารถสั่งประหารก่อนแล้วค่อยรายงานทีหลังได้เลย
พวกข้าราชการกังฉินบางคนยอมตายซะยังดีกว่าต้องตกไปอยู่ในมือของสำนักงานอัยการสูงสุด
ในโลกไฮวูที่มีหน่วยงานราชการแบบนี้
อย่างไอ้อ้วนหลิวนี่ไง
เป็นแค่หัวหน้าทีม ก็กร่างทำตัวใหญ่คับฟ้าต่อหน้าประชาชนได้แล้ว
สูงกว่าระดับหัวหน้าทีม ก็คือระดับหัวหน้าฝ่าย อย่างหัวหน้าหลิวนี่แหละ
สูงกว่าระดับหัวหน้าฝ่าย ก็คือระดับรัฐมนตรี ซึ่งก็คือระดับเดียวกับพ่อของลู่เฉินเฟิง ส่วนหลี่เฉิงไฉก็เป็นรองรัฐมนตรีในระดับนี้
สูงกว่าระดับรัฐมนตรี ก็คือระดับอธิบดี ซึ่งเป็นระดับเดียวกับไป๋เถี่ยเวย
สูงกว่าระดับอธิบดี ก็คือระดับอัยการสูงสุด ซึ่งหลี่หมู่ยังไม่เคยเจอผู้ใหญ่ระดับนี้มาก่อน
และสูงกว่าระดับอัยการสูงสุด ก็คือระดับรัฐสภา ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจสูงสุด
ระดับของหน่วยงานย่อยก็พอ ๆ กับระดับฝ่ายนั่นแหละ หน่วยงานที่เน้นงานเอกสารอย่างกระทรวงพาณิชย์จะเรียกว่าฝ่าย
ส่วนหน่วยงานที่เน้นการใช้กำลังอย่างกองปราบ จะเรียกว่าหน่วยงานย่อย
แน่นอนว่า หน้าที่ความรับผิดชอบที่ต่างกัน ก็ทำให้มีสถานะทางสังคมที่ต่างกันไปด้วย หลายครั้งหลายครา
รัฐมนตรีกองปราบก็ไม่เห็นรองอธิบดีกระทรวงพาณิชย์อยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ
พอได้ยินหัวหน้าหลิวสารภาพออกมาจนหมดเปลือก
หลี่หมู่ก็แค่นเสียงเย็นชา ในที่สุดเขาก็หาข้ออ้างเล่นงานตระกูลหลี่ได้สักที!
“มีหลักฐานการติดสินบนของพวกมันไหม?”
หลี่เฉิงไฉซักไซ้ต่อ
“ม… มีสลิปการโอนเงินครับ!”
“ฉันหมายถึงรายละเอียดตอนที่พวกแกตกลงรับสินบนกันต่างหากล่ะ!” หลี่เฉิงไฉตวาดลั่น
แค่สลิปโอนเงินกับคำให้การของแกและอู๋จื้อโหย่ว มันเอาผิดได้แค่ข้อหาติดสินบนเท่านั้น
แถมตระกูลหลี่ก็ต้องหาทางดิ้นหลุดแน่ ๆ
หัวหน้าหลิวเหงื่อแตกพลั่กเป็นสายน้ำ
งานเลี้ยงของตระกูลหลี่ เขาเป็นคนไปร่วมงานเองแหละ แต่รายละเอียดตอนคุยกันบนโต๊ะอาหาร เขาจะกล้าอัดคลิปไว้ได้ยังไงล่ะ?
แถมต่อให้อัดไว้ ตอนนั้นพวกเขาก็คุยกันแบบอ้อมโลกสุด ๆ
พวกผู้หลักผู้ใหญ่หรือคนระดับสูงของตระกูลใหญ่ ๆ เวลาคุยกัน
มักจะพูดจาอ้อมค้อมกันทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าอยากจะทำตัวลึกลับซับซ้อนอะไรหรอก
แต่เพื่อป้องกันไม่ให้โดนจับผิด หรือทิ้งหลักฐานไว้มัดตัวตัวเองต่างหากล่ะ!
ในงานเลี้ยงวันนั้น เขากับคนตระกูลหลี่ไม่ได้หลุดปากเรื่องติดสินบนออกมาเลยสักคำ
คุยกันแต่เรื่องปลา แล้วก็ใช้ราคาปลานั่นแหละเป็นตัวกำหนดจำนวนเงินสินบน
ต่อให้เอาคลิปวิดีโอมายืนยัน มันก็แทบจะใช้เป็นหลักฐานเอาผิดไม่ได้เลย
แต่พอหัวหน้าหลิวเหลือบไปเห็นสีหน้าของหลี่หมู่ด้วยความหวาดหวั่น
ก็เห็นหลี่หมู่ทำหน้าเย็นชา แผ่รังสีอำมหิตออกมาไม่หยุด
เขารู้ตัวดีว่า วันนี้หลี่หมู่คือคนกุมชะตาชีวิตของเขา ถ้าไอ้หนุ่มนี่ไม่พอใจล่ะก็ เขาไม่มีทางรอดแน่ ๆ
หลี่เฉิงไฉจึงพูดกระตุ้นขึ้นมาอีกว่า
“คิดดูให้ดี ๆ ว่าใครในตระกูลหลี่ เป็นคนสั่งให้แกมาทำร้ายครอบครัวทหาร!”
หัวหน้าหลิวปิ๊งไอเดียขึ้นมาทันที
ใช่แล้ว! ข้อหาที่ร้ายแรงที่สุดในวันนี้ไม่ใช่เรื่องติดสินบน แต่เป็นการจงใจทำร้ายครอบครัวทหารต่างหาก!
เขากับน้องชายลงมือทำร้ายครอบครัวทหารไปแล้วจริง ๆ
คำพูดของหลี่เฉิงไฉเหมือนเป็นการชี้ทางสว่างให้เขา
หลี่หมู่ไม่มีทางพอใจหรอก ถ้าเขาจะเอาผิดตระกูลหลี่แค่ข้อหาติดสินบน
หลี่หมู่ต้องการให้พวกมันโดนข้อหาที่หนักกว่านั้น!
ในเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ ถ้าเขาไม่ลากตระกูลหลี่ลงมาซวยด้วย เพื่อจะได้กันตัวเองไว้เป็นพยานล่ะก็ จะรอให้โง่เหรอ??
เขารีบแหกปากร้องไห้ฟูมฟายทันที
“เป็นฝีมือของหลี่ต้าหย่งกับหลี่จื้อแห่งตระกูลหลี่ครับ! พวกมันเป็นคนสั่งให้พวกเรามาปิดโรงตีเหล็ก!”
“พวกเราไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริง ๆ ครับ ไม่รู้เลยว่าโรงตีเหล็กนั่นมีครอบครัวทหารอยู่ด้วย”
“แต่หลี่ต้าหย่งกับหลี่จื้อต้องรู้เรื่องนี้แน่ ๆ ครับ!”
พอหัวหน้าหลิวพูดจบ สีหน้าของหลี่หมู่ก็ดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
เห็นได้ชัดว่า หลี่หมู่พอใจกับคำตอบนี้แล้ว!
หลี่หมู่ก็พอใจจริง ๆ นั่นแหละ
แอบชมหลี่เฉิงไฉในใจ ว่าหมอนี่มันฉลาดเป็นกรดจริง ๆ
ตอนที่หัวหน้าหลิวบอกว่าตระกูลหลี่ติดสินบน หลี่หมู่ก็ยังไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่
เพราะข้อหาแค่นี้ มันเล่นงานตระกูลหลี่ไม่ถึงรากถึงโคนหรอก
แต่ถ้าเป็นข้อหาวางแผนทำร้ายครอบครัวทหารล่ะก็ เรื่องมันจะต่างออกไป หลี่หมู่ต้องการจะเชือดเส้นเลือดใหญ่ของตระกูลหลี่ทิ้งซะ
ไม่คิดเลยว่าพอหลี่เฉิงไฉชี้ทางให้ปุ๊บ
หัวหน้าหลิวก็พุ่งเป้าไปกัดหลี่ต้าหย่งกับหลี่จื้อไม่ปล่อยเลยทีเดียว
หลี่เฉิงไฉหันไปขยิบตากับจ้าวจินเหอ
จ้าวจินเหอรีบเดินเข้ามายืนข้างหลี่เฉิงไฉ แล้วพูดกับหลี่หมู่ว่า
“ท่านขุนศึกหลี่ครับ ตระกูลหลี่มีความแค้นกับท่าน ถึงขนาดกล้าจ้างคนมาทำร้ายครอบครัวทหาร นี่มันคดีอุกฉกรรจ์เลยนะครับ!”
“ท่านวางใจได้เลย ผมจะรีบพาคนไปลากคอคนร้ายมาลงโทษเดี๋ยวนี้! จะสืบสวนเรื่องนี้ให้กระจ่าง และให้ความเป็นธรรมกับท่านอย่างแน่นอนครับ!”
หลี่เฉิงไฉพยักหน้าสนับสนุน
“ใช่ครับ ตระกูลหลี่นี่มันเหิมเกริมเกินไปแล้ว ถึงกระทรวงพาณิชย์ของเราจะมีแกะดำหลงเข้ามาบ้าง”
“แต่ผมจะอบรมสั่งสอนพวกมันให้ดี ให้พวกมันสารภาพรายละเอียดการรับสินบนออกมาให้หมด เพื่อไถ่โทษที่ก่อไว้”
“พวกเราจะให้ความร่วมมือกับทางกองปราบในการสืบสวนอย่างเต็มที่เลยครับ!”
แม้แต่หัวหน้าหลิวก็ยังต้องคลานเข่าเข้ามาร้องห่มร้องไห้
โขกหัวปลก ๆ ขอร้องให้หลี่หมู่ไว้ชีวิต พร้อมกับสะอึกสะอื้นน้ำมูกน้ำตาไหลย้อย
“ท่านขุนศึกหลี่โปรดวางใจ! ผมจะสารภาพความจริงทุกอย่าง จะทำให้ตระกูลหลี่ต้องชดใช้! ผมจะกลับตัวกลับใจเป็นคนดีครับ!”
หลี่หมู่หันไปพูดกับจ้าวจินเหอและหลี่เฉิงไฉ
“งั้นก็ต้องรบกวนท่านรัฐมนตรีทั้งสองด้วยนะครับ”
พูดจบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย หลี่หมู่ก็เดินกลับไปหาหยางซู่อิง ผู้เป็นแม่
หยางซู่อิงกับหยางโหย่วหรงต่างก็ยืนอึ้งกิมกี่ไปแล้ว
ส่วนเฉินจินสือ เฉินเจียเฟิง และเฉินเจียฉี ก็ยืนตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้น
พวกเขาเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ
รองรัฐมนตรีระดับบิ๊กเบิ้มสองคนนี้ ถึงกับต้องมายืนค้อมหัวประจบประแจงหลี่หมู่
ส่วนหัวหน้าหลิวที่เพิ่งจะหัวเราะร่าขอให้หลี่หมู่ไว้หน้าเมื่อกี้
ตอนนี้กลับต้องมาคุกเข่าโขกหัวขอร้องให้หลี่หมู่ไว้ชีวิต!
และไอ้อ้วนหลิวที่เคยวางก้ามใหญ่โตเมื่อครู่
กลับกลายเป็นพวกปลายแถวในลานพิพากษานี้ไปซะแล้ว!
ตอนนี้มันกลัวจนขี้หดตดหาย กลายเป็นหมาหงอยไปแล้ว
พี่ชายแท้ ๆ ของมันยังต้องยอมกัดตระกูลหลี่ไม่ปล่อย เพื่อรักษาชีวิตตัวเองไว้เลย
ส่วนตัวมันเองก็คงไม่รอดแน่ ๆ
หยางโหย่วหรงกับเฉินจินสือมองหน้ากันอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ตอนที่โรงตีเหล็กถูกจับ พวกเขาก็นึกว่าคราวนี้ครอบครัวต้องซวยแน่ ๆ แล้ว
แต่ใครจะไปคิดล่ะ ว่าคนที่ซวยจริง ๆ จะเป็นฝ่ายนั้นซะเอง…
เฉินเจียเฟิงกับเฉินเจียฉียิ่งช็อกจนวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้ว
พี่ชายของพวกเธอ!
เป็นถึงขุนศึกหมาป่าหนุ่ม!?
เป็นนายทหารเชียวนะ!
“แม่ กลับบ้านกันเถอะ” หลี่หมู่เอื้อมมือไปลูบรอยช้ำบนข้อมือของหยางซู่อิงอย่างเบามือ
หยางซู่อิงน้ำตาคลอเบ้า เงยหน้ามองใบหน้าของลูกชาย
ดวงตาของเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ!
ภาพของหลี่หมู่ในม่านน้ำตาของหยางซู่อิงเริ่มพร่ามัว
เธอราวกับได้เห็นภาพของหลี่เชียนเฟิง สามีที่เธอเฝ้าคิดถึงอยู่ทุกลมหายใจ
เขาก็เคยเป็นชายหนุ่มอนาคตไกล ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วตั้งแต่อายุไม่ถึงยี่สิบเหมือนกัน!
หัวหน้าหน่วยสารวัตรทหารยกมือขึ้นให้สัญญาณ
เจ้าหน้าที่สารวัตรทหารกลุ่มใหญ่ก็รีบเข้ามาล้อมกรอบ คุ้มกันพวกหยางซู่อิงขึ้นรถทหารไป
ก่อนขึ้นรถ หลี่หมู่หันไปพูดกับจางจือเหวยและลู่เฉินเฟิง
“เมื่อกี้หมดสนุกเลย แวะไปนั่งเล่นที่บ้านฉันก่อนสิ”
ถึงจางจือเหวยกับลู่เฉินเฟิงจะไม่ได้ช่วยอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
แต่การที่พวกเขาตามมาช่วยเคลียร์ปัญหา ก็แสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจแล้ว
ถ้าเขาไม่ได้ใช้ตำแหน่งขุนศึกหมาป่าหนุ่มจัดการเรื่องนี้
จางจือเหวยกับลู่เฉินเฟิงก็คงต้องใช้เส้นสายของตัวเองมาช่วยเขาอยู่ดี
น้ำใจครั้งนี้ เขาต้องรับไว้
ทั้งสองคนพยักหน้ารับ หลี่หมู่จึงขึ้นรถไปก่อน
พวกหน่วยสารวัตรทหารที่ขี่ม้าศึกก็รีบถอนกำลังกลับเขตบ้านพักทหารอย่างรวดเร็ว
ทิ้งให้เจ้าหน้าที่กองปราบกลุ่มหนึ่ง จัดการจับกุมพวกเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องต่อไป
หลี่เฉิงไฉกับจ้าวจินเหอรีบวิ่งเข้าไปหาจางจือเหวยและลู่เฉินเฟิง
“คุณชายจาง คุณชายลู่ รบกวนช่วยพูดจาดี ๆ ให้พวกเราหน่อยนะครับ”
จ้าวจินเหอประสานมือพูดด้วยรอยยิ้ม
ถึงพวกเขาจะจัดการเรื่องนี้จนหลี่หมู่พอใจได้แล้ว
แต่การสร้างคอนเน็กชันกับหลี่หมู่ต่างหาก คือเป้าหมายสูงสุดของพวกเขา
“จัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย ดีกว่ามานั่งพูดอะไรตั้งเยอะตั้งแยะ”
จางจือเหวยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะมุดตัวเข้าไปในรถ
ลู่เฉินเฟิงก็ขยิบตาส่งซิกให้จ้าวจินเหอรีบลงมือจัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาด แสดงความจริงใจออกมาให้เห็นซะ
ยังไงซะเรื่องของกองปราบ หลี่หมู่ก็คงจับตาดูปฏิกิริยาของลู่เฉินเฟิงอยู่เหมือนกัน
หลังจากโค้งคำนับส่งจางจือเหวยและลู่เฉินเฟิงจนรถแล่นลับสายตาไปแล้ว
จ้าวจินเหอก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ดึงมาดรองรัฐมนตรีกองปราบกลับมาทันที
เขาโบกมือสั่งการเสียงเฉียบขาด “แบ่งรถสี่คันคุมตัวพวกนี้กลับไป! ที่เหลือ ตามฉันไปที่ตระกูลหลี่เดี๋ยวนี้!”
“ไปลากคอพวกมันมา!!”