แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 66 พรสวรรค์สายเติบโต
คำพูดของจ้าวจินเหอ ราวกับสายฟ้าฟาดกลางกบาลแม่เฒ่าหม่า!
แทบไม่ต่างอะไรกับโดนฟ้าผ่าเข้ากลางแสกหน้า!
หลี่หมู่เป็นถึงขุนศึกหมาป่าหนุ่ม?
ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน??
เพิ่งจะออกจากตระกูลหลี่ไปได้ไม่กี่วัน จู่ ๆ หลี่หมู่ก็ไต่เต้าไปถึงยศขุนศึกหมาป่าหนุ่มแล้วเหรอ?
ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริงล่ะก็
หลี่ต้าหย่งกับหลี่จื้อคราวนี้ได้ซวยซ้ำซ้อนแน่ ๆ!!
และไม่ใช่แค่สองคนนั้นที่จะซวย
จากคำพูดของจ้าวจินเหอเมื่อกี้ เห็นได้ชัดว่าเขาตั้งใจจะขุดคุ้ยตระกูลหลี่ให้ถึงรากถึงโคน!
ตระกูลไหนบ้างล่ะที่เบื้องหลังไม่มีเรื่องสกปรกซ่อนอยู่?
ไม่มีตระกูลไหนหรอกที่ทนรับการตรวจสอบแบบเจาะลึกได้!
แล้วตอนนี้จ้าวจินเหอกลับจะใช้ข้อหาทำร้ายครอบครัวทหาร มาเป็นข้ออ้างในการตรวจสอบตระกูลหลี่งั้นเหรอ?
แบบนี้ธุรกิจกว่า 80% ของตระกูลหลี่ที่เคยมีประวัติทำผิดกฎหมาย!
ถ้าโดนสั่งสอบสวนขึ้นมา ธุรกิจทุกอย่างก็ต้องหยุดชะงักหมด!
แถมคนในตระกูลหลี่กว่าครึ่งก็ต้องโดนร่างแหไปด้วย เผลอ ๆ อาจจะได้เข้าไปนอนกินข้าวแดงในคุกกันหมด!
ถึงนางจะมั่นใจว่าตัวเองฉลาด และพวกผู้หญิงในตระกูลจะถือว่า “มือสะอาด” อยู่บ้างก็เถอะ
แต่พวกนางก็ไม่ได้เป็นคนบริหารธุรกิจของตระกูลนี่นา
ถ้าพวกคนดูแลธุรกิจโดนรวบตัวกันไปหมด
ตระกูลหลี่ก็ต้องถึงคราวพังพินาศ!!
ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะเล่นแรงขนาดนี้!
นี่มันกะจะบีบให้ตระกูลหลี่ถึงทางตันเลยนี่หว่า!
แต่ถึงจะร้องห่มร้องไห้ไปก็ไร้ประโยชน์ แม่เฒ่าหม่าและคนอื่น ๆ ถูกลากตัวออกจากบ้านตระกูลหลี่ แล้วยัดใส่รถกองปราบไปจนหมด
…
ตัดภาพมาที่ฝั่งโรงตีเหล็กจินสือ
เมื่อเห็นหยางซู่อิงและครอบครัวกลับมาโดยมีรถทหารคุ้มกันมาส่ง
เพื่อนบ้านละแวกนั้นต่างก็อ้าปากค้างไปตาม ๆ กัน
พวกเขาพอจะเดาได้ว่าตอนนี้หลี่หมู่คงมีเส้นสายอยู่บ้าง แต่ไม่คิดว่าจะยิ่งใหญ่ขนาดนี้
หลังจากนั้นไม่นาน จางจือเหวยกับลู่เฉินเฟิงก็ตามมาสมทบ
หยางโหย่วหรงและพวกไปกล่าวขอบคุณป้าหลินร้านผลไม้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเสียก่อน
จากนั้นก็เชิญจางจือเหวยกับลู่เฉินเฟิงให้เข้ามานั่งพักในโรงตีเหล็กในช่วงบ่าย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพอรู้ว่าแขนของลู่เฉินเฟิงหักเพราะฝีมือหลี่หมู่
หยางซู่อิงก็ยิ่งรู้สึกผิดจนต้องขอเข้าครัวทำอาหารชุดใหญ่มาเลี้ยงรับรองด้วยตัวเอง
บนโต๊ะอาหาร ทุกคนต่างก็อยากรู้อยากเห็นที่สุดว่า หลี่หมู่ไปได้ยศขุนศึกหมาป่าหนุ่มมาได้ยังไง
ที่สงสัยก็คือ ในเวลาสั้น ๆ แค่นี้ เขาไปสร้างผลงานยิ่งใหญ่อะไรมา
ถึงได้เลื่อนยศพรวดพราดมาเป็นขุนศึกหมาป่าหนุ่มได้แบบนี้
คราวนี้หลี่หมู่หนีไม่พ้นจริง ๆ เลยจำใจต้องเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาให้ฟัง
แน่นอนว่าเขาเลือกที่จะเลี่ยงไม่พูดถึงตอนที่ตัวเองหมดสติไป
เพื่อไม่ให้หยางซู่อิงต้องมานั่งเป็นห่วง
ตอนนี้เฉินเจียฉีกับเฉินเจียเฟิงเทิดทูนหลี่หมู่เป็นฮีโร่ในดวงใจไปเรียบร้อยแล้ว
วงเหล้าดำเนินไปอย่างสนุกสนานจนถึงสี่ทุ่มกว่า ทุกคนถึงได้แยกย้ายกันไป
จางจือเหวยกับลู่เฉินเฟิงนั่งรถกลับบ้าน ส่วนเฉินจินสือกับหยางโหย่วหรงก็เริ่มเมาได้ที่แล้ว
หลี่หมู่มองดูแม่ที่เดินโซเซกลับห้องไปพักผ่อน
เขาก็กลับเข้าห้องของตัวเองบ้าง
ในใจก็เริ่มคิดว่า คงต้องหาทางจัดหาบ้านพักในเขตครอบครัวทหารให้แม่กับน้าแล้วล่ะ
ด้วยยศของเขาตอนนี้ แม่กับน้าก็ถือเป็นครอบครัวทหารแล้ว
แต่ความจริงแล้ว พวกเขายังไม่มีสิทธิ์เข้าไปอยู่ในเขตครอบครัวทหารหรอก
เพราะหลี่หมู่มีแค่ยศ แต่ยังไม่มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ชัดเจน
ต้องมีตำแหน่งก่อน ถึงจะได้รับสวัสดิการบ้านพักฟรีในเขตครอบครัวทหาร
แถมขนาดและทำเลของบ้าน ก็จะขึ้นอยู่กับระดับตำแหน่งหน้าที่อีกด้วย
พอคิดถึงเรื่องนี้ หลี่หมู่ก็นึกถึงเอกสารที่หวังหลงเฉิงให้มาเมื่อวาน
เขาหยิบเอกสารเหล่านั้นออกมาจากแหวนมิติ
แล้วเริ่มเปิดอ่านอย่างละเอียด
แต่ยิ่งอ่าน เขาก็ยิ่งงง
เพราะเอกสารพวกนี้ เป็นข้อมูลการตรวจสอบระดับความลับสุดยอด
เนื้อหาบันทึกเกี่ยวกับกรณีที่ผู้เปลี่ยนพรสวรรค์ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา แล้วเกิดการกลายพันธุ์
มีอยู่ประมาณสิบกว่ากรณี
เช่น มีผู้เปลี่ยนพรสวรรค์ระดับ A กับระดับ E คนหนึ่ง
หลังจากเปลี่ยนแล้ว พรสวรรค์ระดับ E ของเขาก็มีคุณสมบัติแปลก ๆ เพิ่มขึ้นมา
หรือผู้เปลี่ยนพรสวรรค์ระดับ D กับระดับ S อีกคน
หลังจากเปลี่ยนแล้ว พรสวรรค์ระดับ D ก็เริ่มกลายพันธุ์
จนสามารถพัฒนาขึ้นเป็นพรสวรรค์ระดับ C ได้ ถึงแม้จะเป็นแค่พรสวรรค์สายสนับสนุน แต่ก็น่าทึ่งมากแล้ว
แต่หลี่หมู่พลิกดูจนครบทุกกรณี
การกลายพันธุ์ของคนพวกนี้ ก็เป็นแค่การเพิ่มคุณสมบัติแปลก ๆ เข้ามาเท่านั้น ไม่ได้ทำให้แข็งแกร่งขึ้นจนเว่อร์วังอะไรเลย
หลี่หมู่เริ่มสงสัย
หวังหลงเฉิงเอาข้อมูลพวกนี้มาให้เขาทำไม?
เขานั่งครุ่นคิดอยู่นาน
จนกระทั่งคิดอะไรบางอย่างออก
ด้วยอำนาจของหวังหลงเฉิง ยังสืบหาข้อมูลมาได้แค่สิบกว่ากรณีเท่านั้น
แสดงว่าเรื่องพรรค์นี้มันหายากสุด ๆ จริง ๆ
ในแต่ละปีมีคนสลับพรสวรรค์กันเป็นหมื่นเป็นแสนคน!
แต่ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา กลับมีคนที่พรสวรรค์กลายพันธุ์หลังสลับแค่สิบกว่ากรณีเท่านั้น
แถมความสามารถที่กลายพันธุ์ออกมา ก็ไม่ได้ทำให้เก่งขึ้นเท่าไหร่นัก
แต่เขาดันไปบอกหวังหลงเฉิงว่า วิชาตรึงร่างกับวิชาแปลงกายของเขา เกิดจากการกลายพันธุ์ของพรสวรรค์
หวังหลงเฉิงกำลังจะสื่อว่า…
ใช้แค่ลมปากอ้างน่ะมันไม่รอดหรอก!
ข้ออ้างนี้หลอกได้แค่คนธรรมดาทั่วไปเท่านั้น
ยิ่งเขาไต่เต้าขึ้นไปสูงเท่าไหร่ คนที่สงสัยก็จะยิ่งมีมากขึ้นเรื่อย ๆ
พูดง่าย ๆ ก็คือ…
หวังหลงเฉิงไม่ได้เชื่อคำโกหกของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว
แต่เขาก็ยังเลือกที่จะปกป้องหลี่หมู่ แถมยังเตือนสติให้อีกต่างหาก!
ถ้าอยากจะปกปิดพลังที่ผิดปกติของตัวเอง ก็ต้องสร้างหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรให้ดูสมเหตุสมผลซะก่อน
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ถึงจะปิดปากพวกขี้สงสัยได้สนิท
และทำให้การเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็น ‘อัจฉริยะ’ ดูแนบเนียนและเป็นธรรมชาติที่สุด
ไม่อย่างนั้น ถ้าวันนึงเขาดันไปโชว์พลังระดับเทพด้วยพรสวรรค์ระดับ F ให้พวกตัวบิ๊ก ๆ เห็นเข้า
พอโดนถาม ก็ตอบไปแค่ว่า ‘อ๋อ พรสวรรค์มันกลายพันธุ์น่ะ’
แล้วถ้าในหมู่ตัวบิ๊กพวกนั้น ดันมีศัตรูของเขาปะปนอยู่ด้วยล่ะ
ใครจะรู้ว่าเขาจะถูกจับไปปั้นเป็นตัวท็อป หรือถูกลากไปเป็นหนูทดลองกันแน่?
เขาต้องเปลี่ยนเรื่องที่ไร้ร่องรอยให้กลายเป็นเรื่องที่มีหลักฐานยืนยันให้ได้
พอคิดได้แบบนี้ หลี่หมู่ก็ถึงกับเหงื่อตก
โชคดีนะที่คนแรกที่สงสัยเขาคือหวังหลงเฉิง
แต่เขาจะหาหลักฐานมายืนยันยังไงดีล่ะ?
คิดไปคิดมา หลี่หมู่ก็ตัดสินใจว่า ควรจะไปทดสอบพรสวรรค์อีกสักรอบดีกว่า
เผื่อจะหาคำอธิบายอะไรดี ๆ ได้บ้าง
พอดีเลย พรุ่งนี้เขาตั้งใจจะไปซื้อเมล็ดพันธุ์สมุนไพรมาปลูกในวิชาฟูเถียนของเขาอยู่แล้ว
ก็แวะไปทดสอบพรสวรรค์ด้วยเลยละกัน
พอคิดตกแล้ว หลี่หมู่ก็เก็บเอกสาร ปิดไฟเข้านอน
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่หมู่ใช้เงินเก็บที่เหลืออยู่ไม่กี่หมื่นไปจนเกลี้ยง
ซื้อเมล็ดพันธุ์สมุนไพรมาเพียบ
จากนั้นก็มุ่งหน้าไปที่แดนเหวทันที
การทดสอบพรสวรรค์ เป็นงานระดับชาติที่ต้องใช้พลังงานมหาศาลมาก
ในทุก ๆ ครึ่งปี จะมีการจัดทดสอบพร้อมกันทั่วประเทศเพียงครั้งเดียว สำหรับคนที่อายุครบ 18 ปีบริบูรณ์
ส่วนคนที่ปลุกพรสวรรค์ได้แล้ว ถ้าอยากจะทดสอบอีกครั้ง
ก็ไม่ต้องใช้พลังงานมากมายขนาดนั้นหรอก
แต่ก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายแพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน
ภายในกองทัพจิ้นหยวนก็มีศูนย์สำหรับทดสอบเหมือนกัน
ตอนที่หลี่หมู่ไปถึง ก็ไม่ค่อยมีคนอยู่เลย
ปกติคนที่ปลุกพรสวรรค์ได้แล้ว จะไม่ค่อยกลับมาทดสอบซ้ำหรอก
เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นจริง ๆ เช่น ต้องใช้ใบรับรองพรสวรรค์อะไรทำนองนั้น
หลี่หมู่แสดงตัวตนปุ๊บ เจ้าหน้าที่ก็รีบพาเขาเข้าไปในห้องสังเกตการณ์อย่างกระตือรือร้น
ห้องสังเกตการณ์กว้างขวางสว่างไสว มีกระจกใสล้อมรอบสามด้าน
ตรงกลางห้องมีหินพลังงานก้อนมหึมาตั้งตระหง่านอยู่
ส่วนอีกฝั่งของกระจก มีเจ้าหน้าที่นั่งประจำหน้าจอคอมพิวเตอร์
“ท่านขุนศึกหลี่ แค่เอามือแตะที่หินพลังงาน แล้วถ่ายเทพลังปราณเข้าไปก็เรียบร้อยครับ”
หลี่หมู่ทำตามที่บอก เขาเริ่มถ่ายเทพลังปราณเข้าไปช้า ๆ
เจ้าหน้าที่สองคนที่อยู่อีกฝั่งของกระจกก็เริ่มเมาท์กัน
“อายุสิบแปดก็ได้เป็นขุนศึกหมาป่าหนุ่มแล้ว โคตรเจ๋งเลยว่ะ!”
“แต่น่าเสียดายนะที่เป็นแค่พรสวรรค์ระดับ F”
เจ้าหน้าที่คนนั้นพูดพลางพยักพเยิดไปที่หน้าจอคอม ซึ่งแสดงข้อมูลของหลี่หมู่หลังจากการปลุกพรสวรรค์ครั้งแรก
“อ้าว นี่นายไม่รู้เรื่องเหรอ? เมื่อก่อนเขาเป็นถึงคุณชายตระกูลใหญ่เลยนะ”
“ตอนแรกเขาปลุกได้พรสวรรค์ระดับ S เชียวนะ แต่โดนคนอื่นสลับเอาพรสวรรค์ระดับ F มาให้แทน!”
เพื่อนเจ้าหน้าที่อีกคนบ่นอย่างหงุดหงิด พลางกดเปิดดูข้อมูลโดยละเอียดของหลี่หมู่
ในประวัติระบุชัดเจนว่า พรสวรรค์แรกเริ่มของหลี่หมู่คือระดับ S แต่ถูกเปลี่ยนเป็นระดับ F ในภายหลัง
“เชี่ย! มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย?”
เจ้าหน้าที่คนแรกเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ
“ก็บอกแล้วไงว่าให้เพลา ๆ เรื่องดูไลฟ์สดลงไปในแดนเหวบ้าง แล้วหันมาดูข่าวสารบ้านเมืองซะบ้าง”
“ลงไปในแดนเหวมันเกี่ยวพันกับความเป็นความตายนะเว้ย ข่าวความเป็นตายยังดูไม่หวาดไม่ไหว ใครจะไปมีเวลาสนเรื่องซุบซิบไร้สาระล่ะ?”
ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันเพลิน ๆ
หินพลังงานในห้องสังเกตการณ์ก็เริ่มเปล่งเสียงครางหึ่ง ๆ พร้อมกับสว่างวาบขึ้นมา
แต่พอเห็นแสงสีที่เปล่งออกมาจากหินพลังงาน ทั้งสองคนก็ถึงกับยืนอึ้งเป็นหินไปเลย!
ถ้าหลี่หมู่เป็นพรสวรรค์ระดับ F จริง หินพลังงานควรจะส่องแสงสีม่วงสิ
แต่ตอนนี้ แสงที่พุ่งทะลุออกมาจากหินพลังงาน กลับเป็นแสงสีเขียวเข้มสว่างจ้า!
นี่มันสีของพรสวรรค์ระดับ D ชัด ๆ!!
และก็เป็นไปตามคาด ระดับความเข้มข้นของหินพลังงานถูกเครื่องจับค่าได้สำเร็จ
เสียงประกาศจากระบบอัตโนมัติดังก้องไปทั่วทั้งห้องสังเกตการณ์
“พรสวรรค์: โจมตีหนัก ระดับ: D”