แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 77 สลับคนคุ้มกันหน่อยได้ไหม?
ภายในศูนย์บัญชาการ
หวังหลงเฉิงเห็นหลี่หมู่ใช้วิชาแปลงกายฆ่ามอนสเตอร์ ก็รู้ได้ทันทีว่าหลี่หมู่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของลูกสาวเขาจริง ๆ
ส่วนหน้าโต๊ะบัญชาการอีกฝั่ง
เหลียวเฟิงกอดอกพิงพนักเก้าอี้ คอยจับตาดูสถานการณ์การต่อสู้ของทีมจางคัง
ฝีมือของจางคังถือว่าไม่เบาเลยทีเดียว ดาบยาวในมือมีอานุภาพร้ายกาจ
ม้าศึกของเขาก็เป็นม้าศึกระดับพิเศษเหมือนกัน ความเร็วเป็นเลิศ แต่ก็ยังมีสัญชาตญาณหวาดกลัวมอนสเตอร์
เจียงหลินหลินขี่ม้าของตัวเองอีกตัว
พอเจอมอนสเตอร์ จางคังก็ต้องลงจากหลังม้าเพื่อไปสู้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จัดการได้ในพริบตาเดียว
แต่ถ้าเทียบความชิลล์แล้ว สู้ทีมหลี่หมู่ไม่ได้เลยสักนิด แถมยังเสียเวลาเดินทางสุด ๆ
ชายหญิงวัยกลางคนจากสถาบันวิจัย ยืนอยู่ตรงกลางค่อนไปทางโต๊ะบัญชาการหลัก แต่ก็แอบชำเลืองมองมาที่โต๊ะบัญชาการรองเป็นระยะ
แล้วพวกเขาก็ต้องตะลึง เมื่อเห็นว่าม้าศึกของหลี่หมู่แทบจะไม่ลดความเร็วลงเลย!
พอเจอมอนสเตอร์ปุ๊บ หลี่หมู่ก็วาร์ปไปจัดการฆ่าทิ้งในพริบตา แล้วก็วาร์ปกลับมานั่งบนหลังม้า ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างลื่นไหลรวดเดียวจบ!
แถมการให้นั่งม้าตัวเดียวกัน ก็ยิ่งรับประกันความปลอดภัยให้หวังอวิ๋นหวนได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ นิ่งเป็นหินเลยทีเดียว
ทั้งสองคนอดไม่ได้ที่จะสบตากันด้วยความตกใจ
หรือว่าไอ้เด็กที่ชื่อหลี่หมู่นี่ จะมีพรสวรรค์สายมิติ?
แต่พลังโจมตีมหาศาลที่ฟาดมอนสเตอร์ดับคาพลองนั่นมันคืออะไรกัน
การใช้ของมีคมฟันให้ตายในดาบเดียว กับการใช้กระบองทุบให้ตายในพริบตา ถึงผลลัพธ์จะตายเหมือนกัน แต่คนตาถึงก็รู้ดีว่าระดับความยากมันต่างกันลิบลับ!
ไอ้เด็กระดับสามระดับกลางนี่ มีไม้เด็ดขนาดนี้เชียวเหรอ!?
ทั้งสองคนจึงหันมาจับจ้องจอถ่ายทอดสดฝั่งหลี่หมู่มากขึ้น และไม่นานพวกเขาก็ดูออก
หลี่หมู่คนนี้ เก่งกว่าจางคังชนิดที่ว่าเทียบกันไม่ติดเลย!
มิน่าล่ะ ภารกิจสำคัญขนาดนี้ถึงให้เขาเข้าร่วมด้วย!
นักวิจัยหญิงรีบส่งซิกให้เพื่อนนักวิจัยชายทันที นักวิจัยชายกระแอมเบา ๆ แล้วหันไปพูดกับเหลียวเฟิงว่า
“ท่านผู้บัญชาการเหลียวครับ เรียกพวกเขากลับมาก่อน แล้วให้สลับคนคุ้มกันกันหน่อยได้ไหมครับ?”
เพื่อความปลอดภัยของเจียงหลินหลิน พวกเขาต้องรีบเสนอเรื่องนี้ ไม่งั้นพอไปถึงที่หมายแล้วจะยิ่งพูดยาก
ขืนรอให้ทำภารกิจไปครึ่งทางแล้วค่อยบอกก็คงไม่ทันการ
หวังหลงเฉิงขมวดคิ้วตวัดสายตามองพวกเขาทันที
เหลียวเฟิงเองก็ชักสีหน้าไม่พอใจสุด ๆ
แม่งเอ๊ย กูไว้หน้าพวกมึงสุด ๆ แล้วนะเว้ย ก่อนออกเดินทางก็ให้มึงเลือกคนเอาเอง!
มึงมาทำเป็นบ่นว่าหลี่หมู่ไม่ได้เรื่อง แล้วเจือกเลือกจางคังเอง ตอนนี้ก็เกือบจะถึงที่หมายอยู่แล้ว จะให้เรียกกลับมา?? เล่นตลกอะไรของพวกมึงวะ??
บรรดาตัวบิ๊กของกองทัพเขตหมิงจู แอบหงุดหงิดกับพฤติกรรมของสองคนนี้มาตั้งนานแล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะพวกตาแก่ในสถาบันวิจัยมีอำนาจต่อรองสูงลิ่วล่ะก็ คนของสถาบันวิจัยจะกล้ามากร่างแบบนี้ได้ไง?
แน่นอนว่า เหตุผลอีกข้อที่ทำให้พวกเขากล้ากำแหง ก็เพราะเขตการทหารหมิงจูมีสถานะรั้งท้ายในบรรดากองทัพเขตเหนือทั้งหมดนี่แหละ
ขืนไปแตกหักกับสถาบันวิจัยเข้า สถานการณ์คงจะยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก
เหลียวเฟิงกดเสียงต่ำพูดนิ่ง ๆ ว่า
“ภารกิจทหารไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะครับ! จะให้เปลี่ยนคน? ด้วยเหตุผลอะไรครับ?”
นักวิจัยหญิงก้าวออกมาข้างหน้า
“พวกเราเห็นพ้องกันว่า หลี่หมู่ดูจะเหมาะสมกับหน้าที่คุ้มกันเจียงหลินหลินมากกว่าค่ะ!”
เหลียวเฟิงปรายตามองเธอด้วยหางตา
นังผู้หญิงคนนี้หน้าหนาไม่มีใครเกิน กล้าพูดออกมาหน้าตาเฉยเลยเนี่ยนะ?
“ผมก็คิดว่าที่คุณพูดมันก็มีเหตุผลนะ”
“แต่เรื่องนี้ผมตัดสินใจเองไม่ได้หรอกครับ พวกคุณลองไปคุยกับท่านรองผู้บัญชาการจางดูสิครับ!”
“ถ้าท่านรองจางอนุญาต ผมก็จะเรียกพวกเขากลับมาทันที!”
เหลียวเฟิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
สองนักวิจัยถึงกับหน้าถอดสี เงียบกริบไปทันที
ก็จางคังเป็นถึงลูกชายของท่านรองผู้บัญชาการจางนี่นา
จะให้พวกเขาบากหน้าไปคุยกับท่านรองจางเนี่ยนะ?? แล้วจะให้พูดว่าไง?
จะให้บอกว่า ‘พวกเราคิดว่าหลี่หมู่เก่งกว่าลูกชายท่านนิดหน่อย ช่วยเรียกพวกเขากลับมาเปลี่ยนตัวลูกชายท่านออกทีได้ไหมคะ’ งั้นเหรอ?
เหลียวเฟิงจงใจกวนประสาทชัด ๆ!
นักวิจัยหญิงแค่นเสียงฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ ไม่เปลี่ยนก็ไม่เปลี่ยน! แค่ชมหลี่หมู่นิดหน่อย ทำมาเป็นได้ใจไปได้?
จางคังก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น ไม่เปลี่ยนก็ไม่เห็นเป็นไร?
ทั้งสองคนจึงเชิดหน้าใส่ ไม่สนใจเหลียวเฟิงอีก
ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมง ก็มีเสียงของหลี่หมู่ดังขึ้นที่เครื่องรับสัญญาณฝั่งหวังหลงเฉิง
“ท่านผู้บัญชาการครับ พวกเราเข้าสู่เขตมอนสเตอร์ระดับสี่แล้ว”
“อยู่ห่างจากเป้าหมายภารกิจเจ็ดกิโลเมตรครับ”
ในจอถ่ายทอดสด หลี่หมู่กับหวังอวิ๋นหวนลงจากหลังม้าแล้ว
สภาพแวดล้อมรอบตัวดูมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เริ่มมีต้นไม้สีเขียว ทุ่งหญ้า และสัตว์ตัวเล็ก ๆ โผล่มาให้เห็นบ้างแล้ว
“ข้างหน้าน่าจะเป็นภูเขา เดินเลาะไปตามตีนเขา พยายามอย่าเข้าไปในป่าทึบเด็ดขาด”
“รับทราบครับ!”
หลี่หมู่ส่งซิกให้หวังอวิ๋นหวนเดินตามหลังเขาไว้
ในแดนเหว พื้นที่สีเขียวชอุ่มแบบนี้ ความจริงแล้วมันซ่อนความน่าสยดสยองเอาไว้
เพราะปกติแล้ว แดนเหวมักจะมีแต่ซากปรักหักพังและความแห้งแล้ง พื้นที่ที่มนุษย์กวาดล้างไปแล้ว ยิ่งแทบจะไม่มีสัตว์เล็ก ๆ ให้เห็นเลย
แต่ที่นี่…
มีสัตว์รูปร่างคล้ายกระรอกแต่มีเขี้ยวแหลมเฟี้ยว กำลังกอดแทะอาหารรูปร่างเหมือนคริสตัลอย่างเมามัน ดวงตาสีแดงฉานของมันจ้องเขม็งมาที่หลี่หมู่กับหวังอวิ๋นหวนที่กำลังเดินผ่าน
บนท้องฟ้า นกยักษ์สองตัวที่มีจะงอยปากแหลมคมราวกับกรรไกร กำลังจิกตีกันอย่างดุเดือดกลางอากาศ!
เสียงร้องแหลมปรี๊ดของมันทำเอาคนฟังใจสั่น
ขนนกปลิวว่อนร่วงหล่นลงมาพร้อมกับละอองเลือด!
ร่างยังไม่ทันตกถึงพื้น นกผู้แพ้ก็ถูกอีกตัวคาบเอาไว้ แล้วเตรียมจะบินหนี
ทันใดนั้น สัตว์ประหลาดที่ปราดเปรียวราวกับแมว แต่ลำตัวยาวกว่าแมวเกือบสองเท่า
ก็กระโจนพรวดขึ้นไปกลางอากาศ ลำตัวม้วนตวัดรัดนกทั้งสองตัวไว้ด้วยกันในพริบตา!
กรงเล็บทั้งหกข้างจิกฝังเข้าไปในร่างนกอย่างแน่นหนา ก่อนจะทิ้งตัวตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรง!
จากนั้นมันก็รีบคลายตัวออก คาบซากนกทั้งสองตัวกระโจนหายเข้าไปซ่อนในพุ่มไม้หนาทึบอย่างรวดเร็ว
มนุษย์ทำการศึกษาค้นคว้าสิ่งมีชีวิตในแดนเหวมาอย่างต่อเนื่อง
จนพบว่าพวกมันล้วนมีเค้าโครงของสิ่งมีชีวิตบนโลกมนุษย์ทั้งสิ้น ราวกับว่าพวกมันคือสิ่งมีชีวิตบนโลกที่เกิดการกลายพันธุ์
แต่พลังงานเหนือธรรมชาติในแดนเหว กลับไม่เคยปรากฏบนโลกมนุษย์เลยแม้แต่น้อย
เรื่องนี้สร้างความมึนงงให้กับมวลมนุษยชาติอย่างมาก
เมื่อการศึกษาโบราณคดีรุดหน้าไป มนุษย์ก็พบว่า สภาพภูมิประเทศหลายแห่งในแดนเหว มีความคล้ายคลึงกับโลกมนุษย์เมื่อหลายสิบหรือหลายร้อยปีก่อนอย่างน่าประหลาดใจ
ราวกับเป็นโลกคู่ขนานก็ไม่ปาน
จนกระทั่งพวกพืชและสัตว์ที่มีพลังเหนือธรรมชาติปรากฏตัวขึ้น
สิ่งมีชีวิตในแดนเหวก็เริ่มกลายพันธุ์จากการกินพืชและสัตว์เหล่านั้น พวกมันแข็งแกร่งขึ้น ตัวใหญ่ขึ้น และดุร้ายขึ้นเรื่อย ๆ!
สิ่งที่ตามมาคือการเข่นฆ่า และการสูญพันธุ์
ซากสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ในแดนเหว เป็นตัวบ่งชี้ว่าที่นี่เคยมีอารยธรรม หรือแม้แต่เคยมีมนุษย์อาศัยอยู่
แต่สุดท้าย พวกเขาก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย
จะสูญพันธุ์ไปแล้ว หรือว่ากลายพันธุ์เป็นตัวอะไรไป มนุษย์ก็ยังคงต้องค้นหาคำตอบกันต่อไป
ส่วนพวกพลังงานเหนือธรรมชาติเหล่านั้น มันปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ และมาจากไหน ยิ่งไม่มีใครให้คำตอบได้เลย
หลี่หมู่กวาดสายตามองสัตว์ตัวเล็ก ๆ รอบ ๆ ที่กำลังจ้องเขม็งมาที่พวกเขา
สัตว์พวกนี้มักจะไม่มีระดับพลังอะไร อย่างเก่งก็แค่ระดับหนึ่ง พอสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของคนอย่างหลี่หมู่ พวกมันก็พากันเดินเลี่ยงไปทางอื่นหมด
แต่เพื่อความปลอดภัย หลี่หมู่ก็หยิบน้ำเต้าสุราออกมาจากมิติซูเมรุ นี่เป็นน้ำเต้าที่เขาเพิ่งซื้อมาเมื่อสองสามวันก่อน เอาไว้ใส่เหล้าโดยเฉพาะ
เขาเปิดจุกแล้วกระดกเหล้าเข้าปากไปอึกหนึ่ง ความบาดคอทำเอาเขาต้องซี้ดปาก
หวังอวิ๋นหวนหันมามองเขาด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมหลี่หมู่ถึงมาดื่มเหล้าเอาตอนนี้
แต่หลังจากหลี่หมู่ดื่มเหล้า สัตว์เล็กสัตว์น้อยในรัศมีห้าเมตร หรือแม้แต่ที่อยู่ไกลออกไป ต่างก็ตัวสั่นงันงก แล้ววิ่งหนีเตลิดไปคนละทิศละทาง
หลี่หมู่เปิดระบบโต้วจ้านเซิ่งขึ้นมาดูอีกครั้ง
ระหว่างทางที่ขี่ม้ามา เขาจัดการมอนสเตอร์ไปสิบกว่าตัว ตอนนี้มีแต้มพิชิตสะสมอยู่ 410 แต้มแล้ว
หลี่หมู่ยอมควัก 300 แต้มพิชิต เพื่อปลดล็อกวิชาใหม่
[พลังมหาเทพ: ปลดล็อก — วิชาวงกลมคุ้มภัย]
[วิชาวงกลมคุ้มภัย: ใช้อาวุธวาดวงกลมลงบนพื้นเพื่อสร้างเขตแดนคุ้มภัย พลังป้องกันของเขตแดนเทียบเท่าครึ่งหนึ่งของ ‘กายเหล็กทองแดง’ ขณะเดียวกัน พันธมิตรในเขตแดนจะมีพลังใจฮึกเหิม เพิ่มพลังปราณในการโจมตี 10%! ระยะเวลาแสดงผล 5 นาที]
เป็นทักษะที่เพิ่มความสามารถแบบเปอร์เซ็นต์อีกแล้ว
ตอนนี้วิชากายเหล็กทองแดงของเขา มีพลังป้องกันสูงกว่าพลังป้องกันพื้นฐานถึงหนึ่งร้อยเท่า ซึ่งพลังป้องกันพื้นฐานนั้น ก็มาจากความแข็งแกร่งของร่างกายและพลังปราณของเขานั่นเอง
สูตรคำนวณพวกนี้ หลี่หมู่เองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจนักหรอก แต่ขอแค่ระบบมันคำนวณถูกก็พอแล้ว
การเพิ่มพลังปราณ 10% ถึงเงื่อนไขจะดูจุกจิกไปหน่อย ที่ต้องให้พันธมิตรมายืนอยู่ในเขตแดนเท่านั้น แต่ถ้าในอนาคตเขาสามารถขยายเขตแดนให้กว้างขึ้นได้ล่ะก็ พลังนี้มันจะโคตรน่ากลัวเลยล่ะ
ฤทธิ์มหาเทพวิชานี้ ก็เป็นแบบผังทักษะเหมือนกัน หลี่หมู่ใช้แต้มพิชิตไป 100 แต้ม เพื่อปลดล็อกโหนดบนผังทักษะ
[พลังมหาเทพ: อัปเกรด — วิชาวงกลมคุ้มภัย → เพิ่มระยะเวลาแสดงผลอีก 10 นาที]
วิชาวงกลมคุ้มภัยในตอนนี้ ถ้าเอามาใช้ปกป้องหวังอวิ๋นหวน ก็น่าจะป้องกันพวกมอนสเตอร์ลูกกระจ๊อกได้สบาย ๆ ไม่มีปัญหา
ทั้งสองคนเดินเท้าต่อไปอีกห้าหกกิโลเมตร
สัตว์เล็กสัตว์น้อยเริ่มมีให้เห็นเยอะขึ้น แต่มอนสเตอร์ตัวใหญ่ ๆ กลับไม่โผล่มาให้เห็นเลยสักตัว
ตอนนี้ พื้นที่เชิงเขาด้านหน้าเริ่มลาดชันขึ้น ปรากฏให้เห็นเป็นเทือกเขาที่ทอดยาวสลับซับซ้อน
ต้นไม้และโขดหินเริ่มหนาตาขึ้นเรื่อย ๆ
หวังอวิ๋นหวนยกมือขึ้น สุนัขตัวโตสองตัวก็กระโจนพรวดออกมาจากความว่างเปล่าตรงหน้า
หลี่หมู่หันไปมอง แล้วก็แอบชมในใจว่าสวยงามมาก!
สุนัขสองตัวนี้ดูคล้าย ๆ สุนัขต้อนแกะ แต่ตัวใหญ่เบ้อเริ่ม สูงเกือบเมตรเจ็ดเมตรแปดเลยทีเดียว
ตัวหนึ่งขนสีขาวล้วน อีกตัวขนสีขาวสลับดำ ดูฉลาดแสนรู้และเชื่องมาก
พอออกมาปุ๊บ พวกมันก็กระดิกหางกระโดดโลดเต้นล้อมรอบหวังอวิ๋นหวนด้วยความดีใจ
แถมยังคอยหันมามองหลี่หมู่เป็นระยะ ถึงจะไม่มีท่าทีเป็นศัตรู แต่ใบหูก็ตั้งชันเตรียมพร้อมรับมืออยู่ตลอด
“ห้ามส่งเสียงดังนะ”
หวังอวิ๋นหวนทำมือจุ๊ปากสั่งให้พวกมันเงียบ ก่อนจะหยิบสำลีก้านสีขาวออกมาให้พวกมันดม
พอดมเสร็จ สุนัขตัวโตทั้งสองตัวก็จามฟืดฟาดออกมา ทำเอาหวังอวิ๋นหวนหลุดหัวเราะคิกคัก
เธอลูบหัวพวกมันอย่างเอ็นดู แล้วออกคำสั่ง “ไปหามาสิ!”
สุนัขทั้งสองตัวรับคำสั่ง แล้วพุ่งตัววิ่งนำหน้าไปทันที
“พวกมันไปหาอะไรน่ะ?” หลี่หมู่ถาม
“นั่นคือน้ำหอมที่ฉันสกัดกลิ่นเลียนแบบแร่ผลึกมีชีวิตมาน่ะ”
หวังอวิ๋นหวนตอบ พลางหยิบอุปกรณ์บางอย่างออกมาจากแหวนมิติ แล้วเริ่มเดินสแกนหาเบาะแสตามรายทาง
ท่าทางของเธอตอนนี้เข้าสู่โหมดทำงานเต็มตัวแล้ว
ส่วนหลี่หมู่ก็คอยระแวดระวังภัยให้ พร้อมกับกดเครื่องสื่อสารเพื่อรายงานหวังหลงเฉิง
“ท่านผู้บัญชาการครับ ฝั่งนู้นสถานการณ์เป็นยังไงบ้างครับ?”
หวังหลงเฉิงที่นั่งอยู่ในศูนย์บัญชาการ ปรายตามองไปที่โต๊ะบัญชาการหลักแวบหนึ่ง
แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “เพิ่งจะเข้าสู่เขตระดับสี่เมื่อกี้นี้เอง…”