โทษที! ศิษย์ข้าคือมหาเทพ - บทที่ 406 ให้กลับขึ้นไป?
ในตอนนี้ ปัญหาในปัจจุบัญได้รับการแก้ไขชั่วคราวแล้ว…
แม้ว่าทุกคนจะไม่พอใจ แต่พวกเขาก็ทำสิ่งใดไม่ได้ ส่วนหนึ่งเป็น เพราะการคุกคามของผู้บัญชาการองครักษ์เกราะทอง และส่วนหนึ่ง เพราะรางวัลทีี่มู๋ฟู่เฉิงสัญญาไว้
อือ…วิธีนี้ค่อนข้างได้ผล
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัญหาภายในจะได้รับการแก้ไขแล้ว
แต่พวกเขายังคงเดินลงบันไดไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีทางรู้ว่าจะถึง จุดสิ้นสุดเมื่อไหร่
เมื่อมองขึ้นไป พวกเขาเห็นเพียงรูรับแสงเล็กๆ เท่านั้น แต่ถ้า เปลี่ยนเป็นมองลงไป มันมีความมืดมิดไม่มีที่สิ้นสุด!
ในเวลานี้ ขนาดตัวมู่ฟู่เฉิงเอง เขายังอดไม่ได้ที่จะคิดว่า
บันไดนี้ มันมีจุดสิ้นสุดไหม?
เราจะไปถึงจุดต ่าสุดได้ใช่ไหม?
หลังจากบันไดขั้นแรก จนถึงตอนนี้ เขาเดินลงมาได้ประมาณสิบ วันแล้ว
แต่ทุกอย่างก็ยังไร้ความหวังที่ถึงด้านล่าง…
อือ…สถานการณ์นี้ค่อนข้างแปลกเล็กน้อยหรือเปล่า?
แน่นอน เย่ชิวไป่เองก็มีความคิดนี้เช่นกัน
บันไดนี้เกิดจากการใช้งานค่ายกลหรือเปล่า?
ทำไมมันถึงทำให้พวกเขาเร่ร่อนอยู่ในนี้และไม่สิ้นสุด
แต่ว่า….
หัวใจดาบของเย่ชิวไป่นั้นชัดเจน และในขณะเดียวกัน ขอบเขต ดาบของเขาก็มาถึงบรรพจารย์ดาบศักดิ์สิทธิ์แล้ว
เมื่อเทียบกับผู้ฝึกตนคนอื่นๆ เขามีความสามารถในการมองผ่าน ภาพลวงตา…
อย่างไรก็ตาม เย่ชิวไป่ไม่สามารถตรวจได้พบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็น ภาพลวงตา?
หรือไม่งั้นก็…
ความแข็งแกร่งของเขาถือว่ายังอ่อนแอ ถ้าเทียบกับแดนมารแห่ง นี้!
ไม่ใช่สิ…
สิ่งนี้ไม่สมเหตุสมผล…
เย่ชิวไป่ส่ายหัวปัดความคิดก่อนหน้านี้ออกไป
หากเป็นการทดสอบ
ถ้านี่คือสภาพแวดล้อมของการทดสอบ มันก็ไม่มีทางที่มันจะ เหนือกว่าขอบเขตของผู้ทดสอบ
เขาไม่พบว่านี้คือภาพลวงตา แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่ามัน ไม่ใช่ค่ายกล!
เมื่อเขาคิดให้ลึกลงเรื่อยๆ
เย่ชิวไป่สามารถค้นพบสิ่งแปลก ๆ ได้มากขึ้นเรื่อยๆ…
“เจ้าสังเกตไหมว่า แสงที่อยู่เหนือศีรษะของเจ้า ถ้าตามหลัก ตรรกะแล้ว ยิ่งเจ้าลงไปลึกลงไป แสงมันน่าจะเล้กลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมันหายไป!”
“ระยะใกล้นั้นใหญ่ ส่วนระยะไกลมันย่อมเล็กลง และระยะห่างที่
แสงส่องสว่างถึง มันย่อมมีต้องมีขึดจำกัดเช่นกัน”
“อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เราเดินลงมาเป็นเวลานาน ช่องแสงที่
อยู่เหนือหัวของเราก็ยังคงมีขนาดเท่าเดิม ซึ่งมันไม่สมเหตุสมผลเลย”
มู่ฟู่เฉิงพยักหน้ารับและกล่าวว่า “ข้าก็ค้นพบสิ่งนี้เช่นกัน แต่มัน ไม่มีร่องรอยของภาพลวงตารอบๆ ตัวเลยนี่สิ?”
เย่ชิวไป่พยักหน้ารับ…
“ตราบใดที่เราพบจุดแปลกๆ อย่างน้อยเราก็สามารถหลีกเลี่ยง มันได้”
“ตอนนี้เราคงอยู่ในค่ายกลภาพลวงตาบางอย่าง”
“แต่มันยังไม่ถูกค้นพบเท่านั้น”
ซือเฉิงถามอย่างกังวลว่า “ถ้าอย่างนั้น เราควรหยุดตอนนี้เลย ไหม?”
เย่ชิวไป่มองไปที่มู่ฟู่เฉิงและกล่าวว่า “ข้าคิดว่าเราควรหยุดก่อน สิ่งที่เราต้องทำตอนนี้คือ การรักษาความแข็งแกร่งของเราและ พยายามค้นหาสิ่งผิดปกติรอบตัวเรา”
เมื่อได้ยินที่เย่ชิวไป่บอก มู่ฟู่เฉิงก็เดินไปที่ด้านข้างของมู่ชิงชิง
เขาบอกมู่ชิงชิงถึงการคาดเดาและความสงสัยของพวกเขา
หลังจากได้ยินสิ่งนี้ มู่ชิงชิงก็เงยหน้าขึ้นและมองไปที่รูรับแสง ขนาดเล็ก แน่นอน มันยังคงมีขนาดเท่าเดิม
เมื่อเห็นสิ่งนี้ ใบหน้าของนางเริ่มเคร่งขรึม
ทันใดนั้น นางก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด โบกมือเล็กๆ ของนาง แล้วสั่งว่า “หยุด!”
เมื่อได้ยินคำสั่ง ทุกคนสับสนเล็กน้อยแต่ก็ยังหยุด…
ไม่ว่ายังไง มู่ชิงชิงก็เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่นี่
หลังจากนั้น มู่ชิงชิงก็เรียกผู้มีอำนาจทุกคนในขอบเขตภวังค์ เทพมาหารือเพื่อบอกเรื่องนี้
แน่นอน รวมถึงผู้บัญชาการองครักษ์เกราะทองด้วย
หลังจากที่ทุกคนได้ยินการคาดเดานี้…
พวกเขาทั้งหมดระบายลมหายใจออกมา และสำรวจ สภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างระมัดระวัง
น่าเสียดายที่ในเหวที่เต็มไปด้วยปราณมารชั่วร้ายสีดำ การรับรู้ และปราณจิตวิญญาณของพวกเขามีจำกัด
อีกด้านหนึ่ง…
เย่ชิวไป่ขยายอาณาเขตดาบของเขา!
เจตจำนงดาบคำรามไปทั่วพื้นที่!
ส่วนซือเฉิงก็ใช้ปราณแห่งดวงดาวออกมา เพื่อรับรู้ถึงความ ผิดปกติรอบตัวเขา
มู่ฟู่เฉิงถือยันต์ป้องกันโล่เก้าสายฟ้าไว้ในมือ เพื่อป้องกันการ โจมตีจากสัตว์มาร
คำถามคือ…
อะไรคือสิ่งผิดปกติ?
สิ่งนี้มันอยู่ที่ไหน?
เจตจำนงดาบของเย่ชิวไป่และปราณแห่งดวงดาวของซือเฉิง ทั้ง สองต่างกวาดไปทั่วบริเวณ
อย่างไรก็ตาม หลังจากค้นหาโดยรอบอย่างละเอียดแล้ว พวกเขา ก็ยังไม่พบอะไรเลย!
หากมันเป็นภาพลวงตา…
หากเป็นค่ายกล…
มันจะไม่มีร่องรอยเลยได้อย่างไร?
เพราะอะไรนะ?
เย่ชิวไป่เอาแต่คิดถึงปัญหาต่างๆ
เขาคิดย้อนกลับไปตั้งแต่เริ่มต้น
เขานึกย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนที่ก้าวสู่บันไดครั้งแรก
มันต้องมีบางอย่างผิดปกติเกี่ยวกับเรื่องนี้
แต่เมื่อเขาลองคิดดูดีๆ แล้ว…
มันกลับไม่มีเบาะแสแม้แต่น้อย!
ตัวซือเฉิงเองก็คิดเช่นกัน
ปราณแห่งดวงดาวไม่เพียงแต่มีพลังในการยับยั้งเท่านั้น แต่มัน ยังมีความสามารถในการรับรู้อีกด้วย
ดขาเองก็ใช้ปราณแห่งดวงดาวเพื่อสังเกตสภาพแวดล้อมของ เขาอย่างต่อเนื่อง
อาจกล่าวได้ว่า เมื่อเปรียบเทียบกับอาณาเขตดาบของเย่ชิวไป่ แล้ว มันกว้างกว่าและมีรายละเอียดมากกว่า!
แต่เขาก็ยังไม่พบอะไรเลย!
ในตอนนี้เอง!
มีประโยคหนึ่งปรากฏขึ้นมาในใจของซือเฉิง
ประโยคนี้อยู่ในบันทึกดวงดาวแห่งความโกลาหล…
แสงของดวงดาวอาจดูอ่อนแอและเล็กมาก
แต่เมื่อเจ้ามองอย่างระมัดระวังหรือแม้แต่มองจากระยะไกล แสง ของดวงดาวก็จะพร่างพราวอย่างยิ่ง!
ดูอ่อนแอและเล็กใช่ไหม?
ซือเฉิงเงยหน้าขึ้น เขามองขึ้นไปด้านบน
รูรับแสงที่ดูเล็กมาก แต่มันไม่เปลี่ยนแปลง
เขานึกถึงประโยคนี้อีกครั้ง
ในเวลาเดียวกัน เขามองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบที่เต็มไปด้วย ปราณมารชั่วร้ายสีดำ
จู่ๆ เขามีการคาดเดาบางอย่างอยู่ในใจ
“เรากลับขึ้นไปกันไหม?”
เอิ่ม…?
เย่ชิวไป่, มู่ฟู่เฉิงและทุกคนรวมทั้งมู่ชิงชิง ทั้งหมดต่างมองไปที่
ซือเฉิง!
เย่ชิวไป่และมู่ฟู่เฉิงดูจริงจัง
ทั้งสองรู้ว่าซือเฉิงอาจค้นพบอะไรบางอย่าง
แต่คนอื่นๆ กลับขมวดคิ้ว
กลับขึ้นไป…หมายความว่าอย่างไร?
คิดหนีทัพงั้นเหรอ!
ผู้บัญชาการองครักษ์เกราะทองก็มองมู่ฟู่เฉิงด้วยความสับสน เช่นกัน
เขารู้ว่าซือเฉิงคือศิษย์พี่ขององค์ชาย
แต่ตอนนี้ ทำไมเจ้าถึงพูดแบบนี้?
มู่ชิงชิงเองก็รู้สึกสงสัยเช่นกัน นางรู้ดีอยู่แล้วว่าศิษย์พี่ของพี่ชาย นางพิเศษแค่ไหน
เขาไม่ใช่คนที่โลภชีวิตและกลัวความตาย!
มิฉะนั้น เมื่อตอนเผชิญหน้ากับเผ่าพันธุ์ชั่วร้ายระดับเชี่ยเจียง ก่อนหน้านี้
ทำไมเขาไม่หนี?
“เจ้าพบอะไร?”
ซือเฉิงส่ายหัวแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่รู้ นี่เป็นเพียงการเดาของข้า และจำเป็นต้องได้รับการยืนยัน”
พอคำพูดของซือเฉิงกล่าวออกมา มันทำให้ทุกคนระเบิดความ ไม่พอใจ!
“ล้อเล่นกันเล่นใช่ไหม! ถ้าเราขึ้นไปตอนนี้ ความพยายามก่อน หน้านี้ของเรา มันจะไม่สูญเปล่างั้นเหรอ?”
“ยิ่งกว่านั้น เจ้าทำสิ่งใดไป เมื่อตอนที่มีบางคนบอกอยากกลับ ขึ้นไป”
“ถ้าขึ้นไปแล้ว เจ้าไม่พบสิ่งใด เรายังจะต้องมาอีกหรือไม่?”
ในเวลานี้ มู่ฟู่เฉิงกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ทำไมเราไม่ลองดู ในเมื่อ ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้อีกแล้ว”
เมื่อได้ยินที่มู่ฟู่เฉิงพูด ทุกคนต่างก็ตกใจเล็กน้อย
มู่ชิงชิงเองก็มองดูพี่ชายของนางเช่นกัน
มู่ฟู่เฉิงงกล่าวต่อว่า “แม้ว่าเราจะลงไปต่อ แต่ข้าเกรงว่าปราณจิต วิญญาณของเราจะหมดไป ถ้าขืนเรายังอยู่บนบันไดนี้ต่อ”
“ไม่มีทางอื่นที่ดีกว่านี้อีกแล้ว”
หลังจากได้ยินสิ่งนี้ มู่ชิงชิงก็ยิ้มอย่างขมขื่นและพยักหน้า
“ข้าคิดว่าพี่ชายกล่าวถูกต้อง มันไม่มีทางที่ดีกว่านี้อีกแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้น เรากลับขึ้นไปกันเถอะ”
ทุกคนต่างมองหน้ากัน
ในเมื่อองค์ชายและองค์หญิงทั้งสองคือผู้มีอำนาจมากที่สุดที่นี่… พวกเขากล่าวเช่นนี้
แล้วพวกเขาจะปฏิเสธได้อย่างไร?
แม้ว่าพวกเขาจะมีความสงสัยและความไม่พอใจอยู่ในใจก็ตาม
ทุกคนทำได้แค่เดินกลับขึ้นไปเท่านั้น
ในทางกลับกัน ซือเฉิงกำลังเดินโดยจ้องมองอย่างใกล้ชิดที่
วงกลมแสงเหนือหัวของเขา
ข้าไม่รู้ว่ามันถูกหรือผิด…
แต่ข้าคงต้องลอง!
หากเราต้องทำลายภาพลวงตา นี่คือวิธีเดียว!