โทษที! ศิษย์ข้าคือมหาเทพ - บทที่ 412 เย่ชิวไป่…มันไม่ง่ายเลยสำหรับเรื่องนี้!
เมื่อเสี่ยวเฮยผ่านการทดสอบทั้งห้าครั้ง…
ทำให้เขาสามารถควบคุมพลังของแดนมารได้ในเบื้องต้น
ในแดนมารแห่งนี้…
ตราบใดที่ไม่อยู่เหนือขอบเขตรวบรวมเต๋า เสี่ยวเฮยจะสามารถจัดการได้อย่างง่ายดาย!
ตัวอย่างเช่น โม่หินสีดำที่ถูกอัญเชิญในครั้งนี้
มันคือการรวบรวมเจตจำนงสังหารในแดนมาร!
เมื่อเห็นฉากสังหารหมู่นี้ ทุกคนมองดูท้องฟ้าด้วยความหวาดกลัว
ทั้งหมดต่างมองไปที่โม่หินสีดำ…
เมื่อตอนที่โม่หินสีดำหมุนอย่างรวดเร็วนั้น
แม้ว่ามันจะไม่ได้มุ่งเป้ามาที่พวกเขาก็ตาม
แต่ถึงอย่างนั้น เลือดในร่างกาย…แม้แต่แก่นแท้โลหิตในเส้นลมปราณ
พวกมันทั้งหมดเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง!
อัตราการไหลเวียนของเลือด พวกเขารู้สึกว่ามันเร็วมากขึ้น!
มันเหมือนกับว่า แก่นแท้โลหิตมันกำลังจะทะลุเส้นเลือดและถูกโม่หินสีดำดูดซับจนหมด!
แม้แต่เจี้ยนหวู่เฟิงและราชครู รวมทั้งผู้แข็งแกร่งขอบเขตรวบรวมเต๋าทั้งหมด พวกเขาก็ยังรู้สึกเช่นนี้!
เพียงแค่พวกเขารู้สึกถึงโม่หินขนาดใหญ่กลางอากาศ มันก็สามารถสร้างผลกระทบเช่นนี้ได้
นี่คือพลังของแดนมารใช่หรือไม่?
ในอดีตกาลที่ผ่านมา
เคยมีชายผู้แข็งแกร่งจากเผ่าพันธุ์มนุษย์ขอบเขตรวบรวมเต๋า เขาเข้ามาสำรวจแดนมาร
แต่ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับโม่หินสีดำนี้ในบันทึก
มันดูราวกับว่า…
ในแดนมารยังมีความลับอีกมากมายที่พวกเขายังไม่รู้
แน่นอนว่า…
ความลับเหล่านี้อาจยิ่งใหญ่อย่างมาก!
เพราะพลังประเภทนี้ มันไม่ใช่พลังที่เกิดมาจากเขตแดนมิติโลกระดับต่ำอย่างแน่นอน!
เสี่ยวเฮย…ผู้ถูกเรียกว่าจอมมาร
เขาคือผู้ที่ควบคุมแดนมาร
เขามาจากไหนกันแน่?
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะดูเคร่งขรึม เมื่อมองดูร่างของเสี่ยวเฮยที่ดูเหมือนเทพมารจุติ
เขาทำให้เผ่าพันธุ์ชั่วร้ายทั้งหมดก็ถูกโม่หินสีดำล็อคไว้!
ไม่ว่าจะพวกมันหลบหนีหรือต่อต้านอย่างสุดกำลัง
พวกมันก็ไม่สามารถหลีกหนีชะตากรรมของการถูกดูดเลือดด้วยโม่หินสีดำได้!
พวกมันทั้งหมดดูอ่อนแอมาก เมื่อเผชิญกับอำนาจอันเด็ดขาด!
ที่สำคัญ เรื่องทั้งหมดเขาใช้เวลาเพียงธูปหนึ่งดอกเท่านั้น!
เผ่าพันธุ์ชั่วร้ายทั้งหมดรวมทั้งระดับเซี่ยหวาง พวกมันถูกโม่หินสีดำดูดเลือดและกลายเป็นมัมมี่ทันที!
เมื่อเสี่ยวเฮยเห็นว่าสถานการณ์คลี่คลายแล้ว
เสี่ยวเฮยก็โบกมือของเขาและโม่หินสีดำก็กลายเป็นแสงศักดิ์สิทธิ์สีดำอีกครั้ง หลังจากนั้นมันก็สลายหายไปในอากาศ
เมื่อโม่หินสีดำสลายหายไป…
เลือดที่ไหลเวียนอย่างรุนแรงในร่างกายของทุกคนก็สงบลงในที่สุด
แต่ถึงอย่างนั้น มันยังคงมีความกลัวอยู่ในใจพวกเขาทั้งหมดอยู่ดี
เสี่ยวเฮยเดินไปตามถนนที่ทอดยาวด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์สีดำ
เขามาที่ด้านข้างของเย่ชิวไป่และคนอื่นๆ เขากล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เห็นไหม…ข้าแก้ไขปัญหาได้แล้ว”
จุดประสงค์ของการมาที่นี่นั้น…
มันคือการขัดขวางแผนการของเผ่าพันธุ์ชั่วร้ายนอกเขตแดน
และตอนนี้เผ่าพันธุ์ชั่วร้ายนอกเขตแดนทั้งหมดที่มาที่นี่ พวกมันได้ถูกกวาดล้างจนไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียว!
แน่นอนว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่งานนี้จะเสร็จสิ้นลง…
มู่ชิงชิงก็ก้าวไปหาเสี่ยวเฮยและกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ข้าขอขอบคุณเจ้าอย่างมาก ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า ข้าเกรงว่าคราวนี้แผนการที่จะขัดขวางเผ่าพันธุ์ชั่วร้ายของเราคงจะล้มเหลว และมันจะทำให้เราตกอยู่ในภาวะวิกฤติของชีวิตและความตายอย่างแน่นอน”
ไม่ใช่แค่การโดนซุ่มโจมตีของศัตรูเท่านั้น
ในแง่ของขุมพลังอันแข็งแกร่ง…
ความแข็งแกร่งของเขตแดนไร้พรมแดนนั้น มันแตกต่างอย่างมากกับเผ่าพันธุ์ชั่วร้ายนอกเขตแดน!
ถ้าไม่ใช่เพราะการกระทำของเสี่ยวเฮย
ข้ากลัวว่าทุกคนคงจะจบชีวิตลงที่ตรงนี้!
ในตอนนี้เอง ผู้แข็งแกร่งขอบเขตรวบรวมเต๋าทุกคนก็ลงมาจากอากาศ…
เจี้ยนหสู่เฟิงมองไปที่เย่ชิวไป่ เสี่ยวเฮยและคนอื่นๆ เขาพยักหน้าด้วยรอยยิ้มและกล่าวว่า “ข้าหวังว่า…พวกเจ้าจะกลับมาเยี่ยมนิกายดาบดาวตกให้บ่อยขึ้นในอนาคต”
เย่ชิวไป่ยิ้มพยักหน้า “เรื่องนี้ย่อมแน่นอน”
พวกเย่ชิวไป่ทั้งหมดมีความประทับใจที่ดีต่อนิกายดาบดาวตกอยู่แล้ว
เพราะทุกคนในนิกายดาบดาวตก…
มีความประพฤติและอุปนิสัยที่คู่ควรได้รับความเคารพจากพวกเขา
ไม่ต้องกล่าวถึง…
เมื่อครั้งที่นิกายหลักทั้งสามต้องการโจมตีพวกเขา
นิกายดาบดาวตกยังคงใช้ความแข็งแกร่งทั้งหมด…คอยสกัดกั้นปัญหาให้กับพวกเขา
แม้ว่าหลู่ฉางเซินจะมาทันเวลาและแก้ไขปัญหาได้
อย่างไรก็ตาม เย่ชิวไป่และคนอื่นๆ ยังคงคำนึงถึงมิตรภาพนี้อยู่ดี
ในตอนนี้ ราชครูยังยิ้มและกล่าวกับเสี่ยวเฮยว่า “สำหรับเรื่องนี้ ไม่เพียงแต่ราชวงศ์ไร้ขอบเขตของเราอยากจะขอบคุณเท่านั้น แต่เขตแดนไร้พรมแดนทั้งหมดก็อยากจะขอบคุณเช่นกัน”
เมื่อได้ยินที่ราชครูพูดเช่นนี้ เสี่ยวเฮยส่ายหัวแล้วกล่าวว่า “ข้าแค่ช่วยศิษย์น้องของข้าเท่านั้น”
แน่นอนว่า มู่ฟู่เฉิงคือศิษย์น้องของเขา
ส่วนมู่ชิงชิงคือน้องสาวของมู่ฟู่เฉิง
โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองนั้น มันยอดเยี่ยมมากจริงๆ
เพราะเหตุผลนี้เอง ข้าต้องช่วยพวกเขาอยู่แล้ว มันคือเรื่องธรรมดา…
ราชครูยิ้มและลูบเคราสีขาวของเขา หลังจากนั้นมองไปที่เสี่ยวเฮยและกล่าวด้วยรอยยิ้มที่อธิบายยาก “เจ้ามีคู่บ่มเพาะเต๋าหรือไม่?”
คู่บ่มเพาะเต๋า?
เมื่อได้ยินเรื่องนี้ เสี่ยวเฮ่ยก็ตกตะลึงและส่ายหน้าโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้น ราชครูก็ชี้ไปที่มู่ชิงชิงแล้วกล่าวว่า “ข้าสงสัยว่า เจ้าคิดอย่างไรกับองค์หญิงของเรา?”
ใบหน้าของมู่ชิงชิงเปลี่ยนเป็นสีแดงทันที และนางก็กล่าวอย่างระมัดระวังว่า “ท่านราชครู ท่านกำลังกล่าวถึงเรื่องอะไร?”
ราชครูเมินเฉยมู่ชิงชิงและกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มว่า “แม้ว่าข้าจะไม่สามารถตัดสินใจได้ แต่ด้วยพรสวรรค์และความแข็งแกร่งของเจ้า ข้าคิดว่าจักรพรรดิย่อมไม่ปฎิเสธในเรื่องนี้แน่นอน”
“ยิ่งไปกว่านั้น องค์หญิงของเราก็สวยงามไม่น้อยเช่นกัน พรสวรรค์และความแข็งแกร่งของนางถือว่าอยู่ในระดับอัจฉริยะ ที่สำคัญ นางคือผู้กุมอำนาจทางทหารของราชวงศ์ไร้ขอบเขตเชียวนะ!”
เย่ชิวไป่ ซือเฉิงและมู่ฟู่เฉิง ทั้งหมดต่างก็มองหน้ากัน
สีหน้าพวกเขาบ่งบอกว่า ข้าทำอะไรไม่ถูกในเรื่องนี้…
นี่คือการจับคู่งั้นเหรอ?
อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาของเสี่ยวเฮยอยู่ในความคาดหวังของทุกคนอยู่แล้ว
เสี่ยวเฮยส่ายหน้าและปฏิเสธทันทีว่า “ข้ายังไม่ได้คิดที่จะหาคู่บ่มเพาะเต๋าในตอนนี้”
ตรงไปตรงมามาก ไม่มีการอ้อมค้อม!
หลังจากได้ยินสิ่งนี้ ราชครูก็ถอนหายใจด้วยความเสียใจเช่นกัน
“เฮ้อ…ข้าเข้าใจ”
นั่นคือสิ่งที่เขาทำได้เพียงเท่านี้
เขาไม่พยายามที่จะชักชวนคนอย่างเสี่ยวเฮยอีกต่อไป
แต่ในใจข้ายังเสียดายอยู่ดี…
เจี้ยนหวู่เฟิงที่อยู่ด้านข้าง เขามองดูฉากนี้ด้วยสีหน้าท่าทางแปลกๆ
เจ้าคือจิ้งจอกเฒ่าจริงๆ…
แค่มู่ฟู่เฉิงเข้าร่วมกับพวกเขา เจ้ายังไม่พอใจอีกเหรอ?
นี่เจ้าถึงกับจับคู่ให้มู่ชิงชิงอีก!?
และอีกด้านหนึ่งนั้น
มู่ฉีเฉิงก้าวไปข้างหน้า เขามองเย่ชิวไป่แล้วกล่าวว่า “น้องสาวของข้า นางรู้จักเจ้าจริงๆ”
เย่ชิวไป่ตกตะลึงเมื่อได้ยินสิ่งนี้ หลังจากนั้นเขาก็รู้สึกดีใจมาก!
น้องสาวที่มู่ฉีเฉิงกล่าวถึงคือ มู่จือชิงอย่างแน่นอน!
“จือชิง…นางเป็นยังไงบ้าง?”
มู่ฉีเฉิงพยักหน้าและกล่าวว่า “นางไม่เป็นไร แต่นางไม่สามารถออกจากตระกูลได้”
เย่ซิ่วไป่กล่าวว่า “ข้าเข้าใจแล้ว รบกวนฝากบอกให้จือชิงรอข้าก่อน ข้าจะไปหานางเร็วๆ นี้”
มู่ฉีเฉิงมองที่ดวงตาที่จริงใจของเย่ชิวไป่ แล้วกล่าวว่า “แม้ว่าข้าจะไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของเจ้ากับน้องสาวของข้าตอนนี้เป็นอย่างไร แต่ข้าแค่อยากจะเตือนเจ้าบางเรื่อง”
“ถ้าเจ้าต้องการพานางไปจากตระกูล…เรื่องนี้อาจจะยากสักหน่อย”
หลังจากกล่าวจบ มู่ฉีเฉิงก็ออกจากสถานที่นี้พร้อมกับชายที่แข็งแกร่งขอบเขตรวบรวมเต๋าของตระกูลมู่
ในตอนนี้ การแก้ไขปัญหาในแดนมารได้สิ้นสุดลงแล้ว
ทุกคนวางแผนที่จะกลับตระกูลโดยธรรมชาติ
สำหรับการแย่งชิงมรดกของแดนมาร?
แน่นอนว่า พวกเขาไม่ได้โง่ขนาดนั้น…
เจ้าไม่เห็นหรือว่า เสี่ยวเฮยสามารถควบคุมพลังของแดนมารได้?
พวกเขาไม่ได้ทำอะไรเลย แต่พวกเขายังต้องการส่วนแบ่งเนี้ยนะ?
เมื่อถึงเวลาที่โม่หินสีดำถูกบูชายัญอีกครั้ง..ใครเล่าจะต่อต้านได้?
ต้องบอกเลยว่า…ไม่มีใครสามารถต้านทานได้!
เพราะงั้น…มันไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่ที่นี่ต่อไป
แม้ว่าพวกเขาจะทำลายแผนการของเผ่าพันธุ์ชั่วร้ายนอกเขตแดนได้สำเร็จก็ตาม
แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าอันตรายได้รับการแก้ไขแล้ว…
พวกมันอาจกลับมาเมื่อใดก็ได้!
พวกเจ้าต้องรู้ก่อนว่า
พลังของเผ่าพันธุ์ชั่วร้ายนอกเขตแดนนั้นยิ่งใหญ่กว่านี้มาก!
เจี้ยนหวู่เฟิงมองดูฉากนี้จากด้านข้างและถามว่า “ชิวไป่ มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างเจ้ากับตระกูลมู่หรือไม่?”
เย่ชิวไป่พยักหน้ารับ
“งั้นข้าก็อยากเตือนเจ้าด้วยว่า ตระกูลมู่คือหนึ่งในสามตระกูลที่เก่าแก่ที่สุดของเขตแดนไร้พรมแดน”
“สำหรับเรื่องนี้…มันไม่ง่ายเลย”
“นอกจากนี้ ทั้งสามตระกูลต่างก็ให้ความสนใจอย่างมากกับสายเลือดของตนเอง ข้าได้ยินมาว่าสายเลือดของมู่จือชิงนั้นบริสุทธิ์ที่สุดในสายเลือดของตระกูลมู่ในรอบหมื่นปี!”
“เจ้าเข้าใจความหมายนี้ใช่ไหม?”