โทษที! ศิษย์ข้าคือมหาเทพ - บทที่ 413
{三魂七魄 ซานหุนซีพั่ว…3 หุน – จิต ประกอบไปด้วย 天魂 เทียนหุน(วิญญาณฟ้า) 地魂 ตี้หุน (วิญญาณดิน) 命魂 มิ่งหุน(วิญญาณชีวิต) ส่วน 7 พั่ว- วิญญาณ หมายถึง ดีใจ โกรธ เศร้า กลัว รัก ร้าย โลภ…ศาสตร์จีน เชื่อว่าจะเป็นคนที่สมบูรณ์ ต้องมีอย่างน้อย 3 จิต ถ้ามีแค่ 1 จิต มันจะไม่สมบูรณ์และจะตายภายใน 7วัน}
สามตระกูลหลักของเขตแดนไร้พรมแดน…
มันคือตระกูลที่ถูกสืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน…
ถ้าเราเทียบกับราชวงศ์ไร้ขอบเขตในปัจจุบัญของเขตแดนไร้พรมแดนละก็
สามตระกูลอยู่มานานกว่ามาก!
สามตระกูลหลักมักจะทำตัวไม่เป็นที่รู้จัก
โดยพื้นฐานแล้ว ไม่ค่อยมีใครเห็นสมาชิกในตระกูลของพวกเขาออกมาข้างนอกมากนัก!
ขณะเดียวกัน พวกเขาไม่มีเจตนาที่จะแย่งชิงทรัพยากร และอำนาจในเขตแดนไร้พรมแดนด้วยเช่นกัน
แต่ถึงอย่างนั้น
แม้แต่ราชวงศ์ไร้ขอบเขตก็ยังต้องระวังตระกูลโบราณทั้งสามเหล่านี้…
เราสามารถกล่าวได้ว่า
หากอีกฝ่ายต้องการแข่งขันเพื่อแย่งชิงอำนาจในเขตแดนไร้พรมแดน
ข้าเกรงว่าราชวงศ์ไร้ขอบเขตในปัจจุบัน พวกเขาจะไม่ใช่ผู้ปกครองเพียงหนึ่งเดียวของเขตแดนไร้พรมแดนอย่างแน่นอน!
โดนเฉพาะความแข็งแกร่งของสามตระกูลโบราณนั้น ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ได้…
และคำพูดของเจี่ยนหวู่เฟิงที่เตือนมานั้น…
เย่ชิวไป่ย่อมเคยรับรู้มาก่อน
ทั้งสามตระกูลต่างก็มีสายเลือดเป็นของตัวเอง
บรรพบุรุษของพวกเขา…ล้วนแต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่เหนือกว่าขอบเขตรวบรวมเต๋าทั้งสิ้น!
ทำให้ลูกหลานของพวกเขาสามารถสืบทอดสายเลือดของบรรพบุรุษได้!
ไม่เพียงแต่พรสวรรค์ของบรรพบุรุษเท่านั้น แต่ยังรวมถึงร่างกายด้วย พวกเขาล้วนแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาหลายเท่า!
และเพื่อป้องกันไม่ให้สายเลือดเจือจาง
ดังนั้นทั้งสามตระกูลหลักจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เวลาพวกเขาเลือกคู่บ่มเพาะเต๋า
โดยทั่วไปแล้ว สามตระกูลหลักจะมองหาคู่บ่มเพาะเต๋าของกันและกัน
หรือเฉพาะลูกหลานของตระกูลที่มีสายเลือดอ่อนแอเท่านั้น ที่พวกเขาสามารถบ่มเพาะเต๋าคู่กับบุคคลภายนอกได้
แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ…
มู่จือชิงเป็นสมาชิกตระกูลมู่ ที่มีเลือดบริสุทธิ์ที่สุดของตระกูลในรอบหมื่นปี
เพราะเรื่องนี้ ทำให้เราเห็นได้อย่างชัดเจน
ตระกูลไม่มีทางอนุญาตให้นางบ่มเพาะเต๋าคู่กับบุคคลภายนอกอย่างเด็ดขาด!
ความบริสุทธิ์ของสายเลือดนั้น
สำหรับหลายๆ คน นี่เป็นวิธีที่ดีเยี่ยมในการเพิ่มสมรรถภาพทางกาย และพรสวรรค์ของตนเองอย่างมาก!
นั่นคือเหตุผลที่เจี้ยนหวู่เฟิงเตือนเย่ชิวไป่…
เย่ชิวไป่ยิ้มและตอบว่า: “ถึงอย่างนั้น เราจะรู้ได้อย่างไรถ้าเรายังไม่ได้ลอง”
เรื่องนี้เขาย่อมไม่สนใจอยู่แล้ว
เย่ชิวไป่ย่อมไม่สนใจ แม้ว่าสายเลือดของเขาจะทำให้สายเลือดของมู่จือชิงเจือจาง แล้วมันยังไงล่ะ?
เจ้าต้องดูก่อนว่า ผู้ใดที่อยู่ข้างหลังข้า!?
แม้ว่าพลังของสายเลือดจะเจือจาง แต่เจ้ากลับได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่ทรงพลังเช่นท่านอาจารย์
ข้าขอถามว่า นี่คือกำไรหรือขาดทุน?
แน่นอน คำตอบนั้นชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว!
เพียงแต่ว่า…
ท่านอาจารย์…ย่อมเป็นทางเลือกสุดท้าย
ถ้าเป็นไปได้ เย่ชิวไป่ไม่อยากพึ่งพาหลู่ฉางเซินมากนัก
เรื่องแบบนี้เขายังคงต้องพึ่งพาตัวเอง
ถ้าแค่ผู้หญิงของตนเอง เจ้ายังเอามาไม่ได้…
แล้วเจ้าจะบ่มเพาะไปเพื่ออะไร?
….
ในตอนนี้ ผู้คนจากกองกำลังต่างๆ ของเขตแดนไร้พรมแดน ทุกคนออกจากแดนมารหมดแล้ว
แต่เย่ชิวไป่ ซือเฉิง มู่ฟู่เฉิงและเสี่ยวเฮย พวกเขาทั้งหมดยังคงอยู่ที่นี่ต่อไป
หลังจากนั้นสักพัก เสี่ยวเฮยนำทั้งสามคนมายังห้องโถงสีดำ
ว่ากันว่าภายในห้องโถงแห่งนี้ มันมีสมบัติอยู่มาก ซึ่งมันเป็นสิ่งของที่เหลืออยู่ของผู้แข็งแกร่งในอดีตที่เข้ามาสำรวจแดนมารและเสียชีวิตไป
ขณะที่ทั้งหมดกำลังเดินไปอยู่นั้น
พวกเย่ชิวไป่ทั้งสามคนไม่ได้ถามเสี่ยวเฮยว่าเขาจำอะไรได้บ้าง
นี่คือความทรงจำของเขา
ถ้าเสี่ยวเฮยไม่คิดจะพูดออกมา
พวกเขาทั้งสามคนก็จะไม่ถาม…
อย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัดว่าเสี่ยวเฮยไม่ปิดบังสิ่งใดจากพวกเย่ชิวไป่ทั้งหมดอยู่ดี
ไม่ว่ายังไง เสี่ยวเฮยก็ถือว่าเป็นสมาชิกในครอบครัวของศาลาเฉาถังอยู่แล้ว
“หลังจากผ่านการทดสอบ ข้าไม่เพียงแต่ได้รับวิธีในการควบคุมแดนมารเท่านั้น แต่ข้ายังได้รับชิ้นส่วนของความทรงจำเพิ่มมาอีกด้วย”
เมื่อได้ยินที่เสี่ยวเฮยกล่าวออกมา ทั้งสามคนมองไปที่เขาทันที
เย่ชิวไป่ถามว่า “เจ้าบอกเราได้ไหม?”
เสี่ยวเฮยพยังหน้าแล้วกล่าวว่า “ข้าสามารถบอกได้ เพราะมันอาจเกี่ยวข้องกับพวกเจ้าในอนาคต”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ เย่ชิวไป่ก็หยุดพูดและเดินไปที่ห้องโถงใหญ่ ขณะที่ฟังเรื่องราวของเสี่ยวเฮยอย่างเงียบๆ
เสี่ยวเฮยเล่าต่อว่า “ในบรรดาเศษชิ้นส่วนความทรงจำ ข้าดูเหมือนจะเป็นผู้ที่ทรงพลังมากมาก่อน ข้ามีความแข็งแกร่งมาก จนข้าสามารถถือว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดเป็นเพียงแค่มด”
สำหรับเรื่องที่เสี่ยวเฮยบอกออกมานี้
เย่ชิวไป่และคนอื่นๆ ไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อย
เพราะพวกเขาเคยคาดเดาได้อย่างคลุมเครือมาก่อนแล้ว
ภูมิหลังชีวิตของเสี่ยวเฮย มันไม่ได้ง่ายอยู่แล้ว
“แต่ข้าเป็นอะไรนั้น ข้าก็ยังจำไม่ได้”
“อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุนั้น ผู้มีอำนาจบางคนในเผ่าของข้า พวกเขาร่วมมือกันใส่ร้ายข้าและทรยศต่อข้า”
“พวกเขาทำให้ข้าตกหลุมพรางและได้รับบาดเจ็บสาหัส สามจิตเจ็ดวิญญาณของข้ากระจัดกระจาย และตอนนี้ข้ามีเพียงจิตครึ่งดวงและสองวิญญาณเท่านั้นที่เหลืออยู่…”
“และเศษความทรงจำเหล่านี้ มันก็ไม่ใช่ความทรงจำที่มากนัก มันเท่ากับวิญญาณข้าสองดวงเท่านั้น”
“ในตอนนี้ ข้าจำศัตรูได้สองคน…”
“แต่คนเหล่านั้นแข็งแกร่งมาก อย่างน้อยก็สำหรับข้าในตอนนี้ ข้าไม่สามารถต้านทานพวกเขาได้”
ซือเฉิงถามว่า: “แม้แต่ท่านอาจารย์ก็เป็นคู่ต่อสู้ไม่ได้เหรอ?”
เสี่ยวเฮยส่ายหน้าแล้วตอบว่า “ข้าไม่สามารถมองเห็นความแข็งแกร่งของท่านอาจารย์ได้ ดังนั้นข้าจึงไม่สามารถประเมินได้”
“ตอนนี้ข้าได้ฟื้นคืนวิญญาณมาสองดวงแล้ว อีกฝ่ายน่าจะสังเกตเห็นแล้วว่าข้ายังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นพวกเขาจะค้นหาที่อยู่ของข้าด้วยความแข็งแกร่งทั้งหมดของพวกเขาอย่างแน่นอน…”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ เย่ชิวไป่ก็พยักหน้าและกล่าวว่า “กล่าวอีกนัยหนึ่ง สถานการณ์ของเจ้าเป็นอันตรายอย่างมากในอนาคต”
เมื่อได้ยินที่เย่ชิวไป่พุดออกมา เสี่ยวเฮยก็เงียบไป
หลังจากนั้นสักพัก เขาก็กล่าวว่า “หลังจากนี้ ข้าจะอยู่คนเดียว… ”
คำพูดของเสี่ยวเฮยยังไม่ทันจบ
เย่ชิวไป่รีบกอดไหล่เสี่ยวเฮย แล้วหล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ปัญหามันไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ยังไม่ทราบตำแหน่งที่แน่นอนของเจ้าใช่ไหม?”
เสี่ยวเฮยลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วกระซิบบอกว่า “เมื่อข้าพบวิญญาณดวงที่สาม อีกฝ่ายจะสามารถตรวจจับตำแหน่งของข้าได้อย่างแผ่วเบา … ”
และสามจิตเจ็ดวิญญาณนี้ เสี่ยวเฮยจะต้องนำมันกลับมาทั้งหมด
เมื่อเห็นเสี่ยวเฮยเริ่มกังวล เย่ชิวไป่จึงรีบขัดจังหวะว่า “ดังนั้น เราควรบ่มเพาะให้หนักขึ้น”
เสี่ยวเฮยเงยหน้าขึ้นและมองเย่ชิวไป่ด้วยความประหลาดใจ
ซือเฉิงยังยิ้มและกล่าวเสริมว่า “ศิษย์พี่สี่ เจ้าได้บอกเรื่องนี้กับเรา นั่นหมายความว่า เจ้าถือว่าเราเป็นญาติพี่น้อง ในกรณีนี้ ทำไมเจ้าต้องพูดอะไรมากมายด้วย?”
ส่วนมู่ฟู่เฉิงถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ แล้วกล่าวว่า “เดิมที แผนของข้าคือซ่อนตัวบ่มเพาะสักพันปี แล้วค่อยออกมา”
“แต่ในเมื่อเราอยู่บนเรือลำเดียวกันแล้ว มันก็ช่วยไม่ได้ที่จะฝ่าฟันไปด้วยกัน”
หลังจากพูดอย่างนั้น มู่ฟู่เฉิงก็แบมือออก
แม้ว่าน้ำเสียงของเขาจะดูไร้เรี่ยวแรง แต่เขาไม่ได้ตั้งใจที่จะตำหนิเสี่ยวเฮยเลย!
ความหมายเบื้องหลังคำนี้ก็คือ การตัดสินใจสู้ร่วมไปกับเสี่ยวเฮยนั่นเอง!
เมื่อเสี่ยวเฮยได้ยินคำเหล่านี้…
เขายิ้มและเกาหัว เขาพยักหน้าและกล่าวว่า “ตกลง ในอนาคตข้าจะปกป้องพวกเจ้าเอง”
เย่ชิวไป่: “……”
เมื่อได้ยินประโยคงนี้ เย่ชิวไป่รู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ตัวตนของเขาในฐานะศิษย์พี่ใหญ่นั้น…เป็นของปลอม!
หงหยิง…จักรพรรดินีเก้าวัฏจักรหวนคืน
หนิงเฉินซิน…ผู้นำของเต๋าขงจื๊อ
เสี่ยวเฮย…จอมมารถือกำเนิดใหม่
ซือเฉิง…ผู้สืบทอดปราณแห่งดวงดาว
มู่ฟู่เฉิง…ผู้ได้รับความรักจากท่านอาจารย์อย่างสุดซึ้ง
ส่วนข้า…เย่ชิวไป่ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่
ข้าตกอยู่ภายใต้ความกดดันมากมาย…
…..
เมื่อทั้งสี่คนมาถึงห้องโถงสีดำ
ปราณมารอันชั่วร้ายก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง!
หน้าประตูห้องโถงใหญ่…
ชายผมดำเดินมาข้างหน้า คุกเข่าข้างหนึ่งแล้วพูดว่า “คารวะ ท่านจอมมาร!”
เสี่ยวเฮยยกมือขึ้นแล้วกล่าวว่า “ลุกขึ้นเถอะ”
ชายผมดำยืนขึ้นแล้วพูดว่า “ท่านจอมมาร พวกกบฏคงทราบข่าวเรื่องของท่านแล้ว ท่านต้องระวังการกระทำในอนาคตให้มากขึ้น จำไว้ว่าอย่าเปิดใช้งานพลังของวิญญาณทั้งสาม ไม่เช่นนั้น ฝ่ายตรงข้ามจะตรวจพบท่านได้ง่าย ”
เสี่ยวเฮยพยักหน้าและกล่าวว่า “พาเราไปที่ห้องสมบัติเถอะ”
เมื่อได้ยินที่เสี่ยวเฮยกล่าว ชายผมดำรีบพยักหน้าทันที
ในตอนนี้ เสี่ยวเฮยคือผู้ควบคุมแดนมารทั้งหมด
แม้ว่าเขาจะขนสมบัติไปจนห้องว่างเปล่า เขาก็ไม่มีอะไรจะพูดมากนัก
…
อีกด้านหนึ่ง
องครักษ์ส่วนตัวของอ๋องหลินหลง เขามาถึงที่ภูเขาหลินเจี่ยแล้ว…