โลกนับล้านจักรวาลไม่สิ้นสุด - ตอนที่ #2 : ฟันเฟืองที่เริ่มหมุน
กลิ่นอายของความตายไม่ได้คืบคลานเข้ามาด้วยเสียงกึกก้อง แต่มันแฝงมากับความเงียบที่ผิดปกติ
หลังจากคำประกาศก้องในมิติที่ 5 โลกในรหัส Seed-A01 ก็เริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดยิบย่อยเกินกว่ามนุษย์ทั่วไปจะสังเกตเห็น อุณหภูมิในอากาศลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว หมอกสีเทาจางๆ เริ่มหนาตัวขึ้นตามตรอกซอกซอยที่แสงสว่างเข้าไม่ถึง มันไม่ใช่หมอกควันจากมลพิษ แต่มันคือสัญญาณของการล่มสลายที่กำลังก่อตัว
ภายในอพาร์ตเมนต์เก่า ลินไม่ได้นอนมาเกือบทั้งคืน ดวงตาของเธอบวมช้ำแต่กลับฉายแววเฉียบคมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เธอมองดูแม่ที่ยังคงหลับใหลด้วยอาการป่วย และน้องชายตัวน้อยที่กอดตุ๊กตาเน่าๆ นอนหลับปุ๋ยอยู่ข้างๆ ความรักและความกลัวกลายเป็นแรงผลักดันมหาศาลที่ทำให้เธอลุกขึ้นสู้กับสิ่งที่ไม่รู้
เธอกำแหวนทองแดงในมือจนแน่น สัมผัสเย็นเยียบของมันดูเหมือนจะตอบสนองต่อชีพจรของเธอ ลินหลับตาลง นึกถึงผืนดินสีน้ำตาลอันอุดมสมบูรณ์นั้นอีกครั้ง
วูบ!
เพียงชั่วพริบตา ร่างของเธอก็มาปรากฏอยู่หน้าพ่อน้ำพุหินโบราณ ลินไม่รอช้า เธอเริ่มนำจอบและเสียมที่เพิ่งแอบซื้อมาเมื่อวานออกมากระแทกลงบนพื้นดิน เสียงเหล็กกระทบดินดังสะท้อนไปทั่วพื้นที่อันเงียบสงบ เธอขุดแปลงดินด้วยแรงทั้งหมดที่มี มือที่เคยเนียนนุ่มเริ่มขึ้นรอยแดงและตุ่มพอง แต่ลินไม่สนใจ
เธอนำเมล็ดพันธุ์ผักกาด ผักบุ้ง และพืชโตเร็วที่ซื้อมาหว่านลงไปในดิน ก่อนจะวักน้ำจากน้ำพุที่ใสสะอาดมาพรมลงบนแปลงผักอย่างเบามือ น้ำพุนี้แปลกประหลาดนัก ทันทีที่น้ำสัมผัสผิวดิน ร่องรอยความเหนื่อยล้าในร่างกายของลินก็ดูเหมือนจะจางหายไปเล็กน้อย
“ต้องเร็วกว่านี้… ต้องมากกว่านี้” เธอพึมพำกับตัวเอง
ในขณะที่ลินกำลังทุ่มเทสร้างโลกใบใหม่ในแหวน โลกภายนอกก็เริ่มเข้าสู่สภาวะโกลาหล
บนหน้าจอโทรทัศน์ที่ร้านอาหารฝั่งตรงข้ามอพาร์ตเมนต์ ข่าวเช้านี้เริ่มรายงานถึงเหตุการณ์จลาจลในหลายจุดทั่วกรุง ผู้คนลุกขึ้นมาทำร้ายกันเองด้วยพฤติกรรมที่บ้าคลั่ง เสียงไซเรนรถตำรวจและรถพยาบาลดังก้องไปทั่วท้องถนนไม่ขาดสาย
ลินก้าวออกมาจากมิติด้วยสภาพเหงื่อท่วมกาย เธอรีบวิ่งไปที่ร้านชำที่ใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามซื้อข้าวสาร อาหารกระป๋อง และน้ำดื่มให้มากที่สุดเท่าที่เงินในบัญชีที่เหลือเพียงน้อยนิดจะอำนวย
“ช่วงนี้ของขาดตลาดนะหนู ทุกคนแห่มาซื้อกันหมด” เจ้าของร้านชำพูด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ลินไม่ได้ตอบอะไร เธอเพียงแค่พยักหน้าและรีบขนของกลับห้อง ทันทีที่ประตูปิดลง เธอเลื่อนตู้ไม้หนักๆ มาขวางประตูไว้ ก่อนจะลำเลียงเสบียงทั้งหมดเข้าไปเก็บไว้ในมิติพฤกษา
ขณะที่เธอกำลังยกข้าวสารกระสอบสุดท้ายเข้ามิติ เสียงกรีดร้องยาวเหยียดก็ดังก้องมาจากบนถนนเบื้องล่าง ลินรีบวิ่งไปที่หน้าต่างและแง้มผ้าม่านดู ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของเธอแทบหยุดเต้น
ฝูงชนที่เคยเดินไปมาอย่างปกติ บัดนี้กำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนมนุษย์ แต่กลับมีท่าทางบิดเบี้ยวและพุ่งเข้าใส่ผู้คนด้วยความเร็วที่น่าสยดสยอง หมอกสีเทาที่เคยจางๆ บัดนี้มันเริ่มเข้มข้นขึ้นจนบดบังวิสัยทัศน์
เหนือชั้นบรรยากาศที่หมองหม่น…
สายตาจากดวงตาสีฟ้าครามยังคงจับจ้องมองลงมา เขาไม่ได้ขยับไปไหน บัลลังก์ที่ถักทอจากแสงดาวยังคงมั่นคงท่ามกลางความปั่นป่วนของมิติ
เขามองดูหมอกสีเทาที่เริ่มกัดกินเมืองแต่ละเมือง ดูการเปลี่ยนสภาพของมนุษย์ให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้สติปัญญา สำหรับเขา มันเป็นเพียงกระบวนการทางธรรมชาติของการเปลี่ยนผ่านจากสิ่งที่อ่อนแอไปสู่สิ่งที่มีประโยชน์มากกว่าในการทดลอง
นิ้วเรียวยาวที่เป็นพลังงานสลัวลากผ่านอากาศเบาๆ ปรากฏแถบแสงสว่างไสวที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ลึกลับหมุนวนไปมา เขาหยุดนิ้วลงที่พิกัดของลิน
“การตอบสนองต่อสภาวะวิกฤต… 87%” เสียงทุ้มต่ำพึมพำออกมาอย่างเฉยเมย
เขามองดูเมล็ดพันธุ์หมายเลข 01 ที่เริ่มแตกหน่อในดินของเธอ และมองดูความมืดมิดที่เริ่มโอบล้อมอพาร์ตเมนต์โทรมๆ หลังนั้น
“เจ้าเลือกที่จะสร้าง… ในขณะที่โลกกำลังพัง”
เขาสะบัดมือเล็กน้อย ส่งคลื่นพลังงานจางๆ ลงไปเบื้องล่าง คลื่นนั้นไม่ใช่ความช่วยเหลือ แต่มันคือการเร่งปฏิกิริยาบางอย่างที่จะทำให้การทดลองนี้รวดเร็วขึ้น
“จงพิสูจน์ให้ข้าเห็น ว่ารากแก้วของเจ้าแข็งแกร่งพอที่จะชอนไชผ่านซากศพนับล้านได้หรือไม่”
ดวงตาสีฟ้าครามเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ตัวตนอันยิ่งใหญ่จะเอนกายพิงบัลลังก์ เฝ้ามองดู “บททดสอบแรก” ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นด้วยความนิ่งสงัดอย่างน่าขนลุก…