โลกนับล้านจักรวาลไม่สิ้นสุด - ตอนที่ #41 : ตัดเนื้อร้าย และการตื่นตัวของสายเลือด
แสงอาทิตย์ยามเช้าที่เนินเขาหมาหอนสาดส่องลงมายังร่างของ นางจาง และพวกเฒ่าฉวีที่ถูกมัดติดกับต้นไม้ในสภาพสะบักสะบอม เมื่อยาของหลินหมดฤทธิ์ ท่านพ่อ (ท่านอาคม) ปู่หวัง และสมาชิกครอบครัวที่เหลือต่างตื่นขึ้นมาพบกับความจริงที่น่าอดสู
ครอบครัวใหญ่ของหลินมีสมาชิกถึง 30 ชีวิต แบ่งเป็นชายฉกรรจ์ 6 คน หญิง 8 คน เด็กน้อยอีก 12 คน และผู้เฒ่า 4 คน (ตากับยายที่ร่างกายทรุดโทรม และปู่กับย่าที่ยังดูหนุ่มกว่าเพราะแต่งงานเร็วและดูแลตัวเองมาดี) ทุกคนต่างยืนล้อมดูนางจางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
“เจ้า… เจ้ากล้าขายลูกสาวข้า แลกกับเศษข้าวเพียงไม่กี่กระสอบเชียวรึ!” ท่านอาคมตวาดเสียงสั่นด้วยความเสียใจ
นางจางยังคงปากแข็ง “ข้าทำเพื่อทุกคน! ถ้าไม่ขายนางหลิน พวกเด็กๆ อีก 12 คนจะเอาอะไรกิน! ท่านปู่ท่านย่าจะรอดไปถึงแดนใต้หรือ!”
“หุบปาก!” ปู่หวังซึ่งยังแข็งแรงอยู่ก้าวออกมาข้างหน้า “คนในตระกูลเราไม่เคยมีธรรมเนียมกินเลือดเนื้อพวกเดียวกันเอง นางจาง… นับจากวินาทีนี้ไป เจ้าไม่ใช่คนของบ้านเราอีกต่อไป ข้าในฐานะผู้อาวุโสขอคัดชื่อเจ้าออกจากผังตระกูล!”
การขับไล่ครั้งนี้เด็ดขาดและไร้ความปรานี หลินมองดูแม่เลี้ยงที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังอย่างเย็นชา นางรู้ดีว่าในโลกที่แห้งแล้งนี้ การถูกทิ้งไว้ลำพังคือคำสั่งประหาร แต่คนอย่างนางจางหากเอาไว้ต่อไปจะเป็นภัยต่อเด็กๆ และคนแก่ในครอบครัว
เหตุการณ์เกือบถูกลักพาตัวทำให้ชายฉกรรจ์ทั้ง 6 คนในครอบครัว รวมถึงพี่ชายของหลิน รู้สึกอับอายที่ปกป้องคนในบ้านไม่ได้ หลินอาศัยจังหวะนี้เรียกประชุมลับในกลุ่มผู้ชาย
“ท่านพ่อ พี่ใหญ่… จากนี้ไปเราจะพึ่งพาโชคชะตาไม่ได้อีก” หลินพูดพลางนำ “กระบองยืดหดได้” และ “นกหวีดสัญญาณ” ที่แอบหยิบมาจากมิติห้างสรรพสินค้า (โดยอ้างว่าเป็นของที่เก็บได้จากศพนักรบข้างทาง) ออกมามอบให้ “เราต้องสลับเวรยามกัน 2 คนต่อกะ ตลอด 24 ชั่วโมง ใครอู้งานหมายถึงชีวิตของเด็กๆ 12 คนข้างหลัง”
ชายฉกรรจ์ทั้ง 6 เริ่มฝึกฝนการสังเกตการณ์และการต่อสู้เบื้องต้นตามที่หลินแนะนำ (ซึ่งนางจำมาจากหนังแอ็กชันในโลกเก่า) ความเข้มงวดเพิ่มขึ้นทวีคูณ พวกเขาเริ่มทำรั้วกั้นชั่วคราวรอบที่พักทุกครั้งที่หยุดเดิน
เมื่อเริ่มออกเดินทางต่อและเข้าใกล้ขบวนอพยพอื่น หลินต้องพบกับความจริงที่โหดร้ายยิ่งกว่าเดิม นางเห็นครอบครัวอื่นที่สิ้นหวังเริ่มทำสัญญาอัปยศ ข่าวการขายลูกหลานเพื่อไปเป็น “เสบียง” ให้กลุ่มผู้มีอิทธิพลเริ่มหนาหูขึ้น
ภาพยายแก่คนหนึ่งกอดขาขอร้องไม่ให้ลูกชายขายหลานสาว แลกกับทะเบียนอาหารเพียงแผ่นเดียว ทำให้หลินสะเทือนใจจนมือสั่น นางมองดูตากับยายของนางที่เดินกระย่องกระแย่ง และเด็กๆ 12 คนที่เกาะขอบรถเข็นด้วยความหิวโหย
“ถ้าเรายังอยู่ในขบวนใหญ่ คนพวกนั้นจะจ้องเล่นงานเราแน่” หลินกระซิบกับท่านพ่อ “คนนับร้อยที่หิวโหยจนเสียสติ น่ากลัวกว่าโจรเสียอีก”
ความหวาดระแวงทำให้หลินตัดสินใจไม่หยิบอาหารหรูหราออกมาให้เห็นเด่นชัด นางยอมให้ทุกคนกินเพียงข้าวต้มใสๆ ที่นางแอบหยิบ “โปรตีนผงไร้กลิ่น” และ “วิตามินรวม” ใส่ลงไปเพื่อประคองแรงไว้เท่านั้น จนกระทั่งนางเห็นสายตาของกลุ่มชายแปลกหน้าจากคาราวานอื่นที่เริ่มจดจ้องมายังกลุ่มเด็กๆ ในครอบครัวนาง
“เราจะแยกตัวคืนนี้” หลินบอกกับสมาชิกชายในบ้าน “เราจะเดินทางผ่านเส้นทางสายเก่าที่ทุรกันดาร แม้จะเสี่ยงกับโจรป่า แต่ก็ดีกว่าถูกเพื่อนร่วมทางแอบกินในตอนหลับ”
แม้จะมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกโจรดักปล้นระหว่างทาง แต่ด้วยเวรยามที่เข้มงวดและอุปกรณ์ที่หลินแอบหยิบยื่นให้ทีละน้อย ครอบครัวใหญ่ 30 ชีวิตจึงเริ่มก้าวออกจากเส้นทางหลัก มุ่งหน้าสู่ความอ้างว้างเพื่อรักษา “ความเป็นคน” เอาไว้
ตัวตนมิติที่ 5 จ้องมองการจัดระบบของครอบครัวหลิน “ความสามัคคีที่เกิดจากความหวาดระแวง… เมล็ดพันธุ์ที่สองเริ่มรู้จักการ ‘บริหารคน’ แล้ว จำนวนสมาชิก 30 คนคือภาระที่หนักอึ้ง แต่ถ้าเจ้าทำสำเร็จ มันจะเป็นฐานอำนาจที่มั่นคงที่สุดของเจ้า”
เขาสะบัดมือเบาๆ เพื่อเฝ้ามองดูว่าชายฉกรรจ์ทั้ง 6 คนจะรับมือกับโจรกลุ่มแรกที่ดักรออยู่ข้างหน้าได้หรือไม่…