โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล - บทที่ 15 ความคิดที่เปลี่ยนไปกะทันหัน
บทที่ 15 ความคิดที่เปลี่ยนไปกะทันหัน
หลังสังหารก๊อบลินชาแมนลงได้ ความเจ็บปวดสุดแสนจะบรรยายก็ถาโถมเข้าใส่จนผมเผลอร้องครางออกมา ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบขยับไม่ไหว
แม้แต่แขนข้างที่ยังปกติดีก็แทบจะกระดิกนิ้วไม่ได้ มานาของผมเหือดแห้งไปจนหมดสิ้น ทำให้ไม่สามารถเข้าสู่สภาวะสมาธิเพื่อปิดกั้นความทรมานได้เลย
ในสถานการณ์ที่ยากลำบากต่อการคงสติเช่นนี้ ผมพยายามกัดฟันประคองลมหายใจพลางเช็กหน้าต่างระบบ เสียงแจ้งเตือนเลเวลที่เพิ่มขึ้นทำให้ผมได้รับแต้มสถานะมาทั้งหมด 3 แต้ม
ผมไม่ลังเลที่จะกดลงไปยัง ความทนทาน 2 แต้ม และ มานาอีก 1 แต้ม ในทันที
“คุณโอเคไหม?”
เสียงหนึ่งดังขึ้นไม่ไกล ผมไม่แน่ใจว่าเป็นแฮดวิน โชอี้ หรือเดนี่ เพราะตอนนี้ผมอ่อนเพลียเกินกว่าจะแยกแยะเสียงได้
“เนเทล!”
เสียงนั้นเรียกซ้ำดังกว่าเดิม ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ดูเหมือนค่าสถานะที่ลงไปจะเริ่มแสดงผล ร่างกายเริ่มมีเรี่ยวแรงกลับมาทีละน้อย
ความเจ็บปวดที่แขนเริ่มทุเลา และกระแสมานาที่เคยแห้งผากก็เริ่มไหลเวียนขึ้นมาอีกครั้ง ผมกัดฟันรวบรวมกำลังยันตัวลุกขึ้นนั่ง พบว่าแฮดวินกำลังคุกเข่ามองผมด้วยความกังวล
“ผมยังไหว”
ผมตอบกลับไปก่อนจะพยายามลุกขึ้นยืน ค่าความทนทานฟื้นฟูพละกำลังของผมได้อย่างน่าอัศจรรย์ ส่วนมานาที่ค่อยๆ คืนมาก็ช่วยให้ผมกลับเข้าสู่สภาวะสมาธิแบบบางเบาเพื่อกดความเจ็บปวดไว้ได้ดีพอสมควร
แฮดวินยืนขึ้นมองผม ผมสังเกตเห็นว่าปากกระบอกปืนในมือเขาหันมาทางผมพอดี แน่นอนว่ามันอาจจะเป็นแค่ความบังเอิญ แต่ผมก็ไม่ประมาท
ผมเริ่มคำนวณหาทางหลบหลีกเอาไว้เผื่อกรณีที่เขาจะเหนี่ยวไกขึ้นมาจริงๆ ใครจะไปรู้ล่ะ บางทีความบ้าระห่ำที่ผมเพิ่งแสดงออกไปอาจทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัยก็ได้
“เนเทล สภาพคุณตอนนี้ดูไม่ได้เลยนะ”
แหงล่ะ ลองมาฟัดกับเจ้าชาแมนนั่นดูเองไหมล่ะ
ผมได้แต่คิดประชดอยู่ในใจ แต่ไม่ได้เอ่ยออกไป ทำเพียงพยักหน้าเบาๆ ยอมรับสภาพตัวเอง
ผมกวาดสายตาไปรอบๆ ก่อนจะก้มหยิบมีดสั้นของเจ้าชาแมนขึ้นมา พร้อมกับกวาดเอาเศษสร้อยคอที่แตกกระจายของมันใส่กระเป๋ากางเกงไว้… ให้ตายเถอะ แค่ก้มลงไปนิดเดียวยังรู้สึกหน้ามืดเลยแฮะ
“เราต้องรีบไปแล้ว โชอี้กับเดนี่บาดเจ็บหนัก โชอี้โชคดีที่เลเวลอัปแล้วลงแต้มไปที่ความทนทานเลยยังพอพยุงตัวเองได้ แต่เดนี่อาการหนักมาก เขาสลบไปก่อนที่จะทันได้ลงแต้ม”
แฮดวินพูดพลางมองผมซ้ำ
“คุณไหวจริงๆ ใช่ไหม?”
“ไหว ไปกันเถอะ”
ตอนนี้ร่างกายผมเบาขึ้นมาก ความเจ็บปวดลดระดับลงจนอยู่ในเกณฑ์ที่ทนได้ สมาธิเริ่มกลับมาทำงานได้อย่างแม่นยำ
ผมเดินตามแฮดวินไปจนพบโชอี้ที่กำลังใช้เศษผ้ากุมมือตัวเองไว้ ใบหน้าของเธอซีดเผือดจากการเสียเลือด ส่วนเดนี่นอนสลบไสลไม่ได้สติ ใบหน้าเขาขาวซีดจนผมไม่แน่ใจว่าเขายังมีลมหายใจอยู่หรือเปล่า
“เราต้องรีบกลับ ไม่อย่างนั้นพวกของมันอาจจะตามกลิ่นเลือดมาที่นี่”
แฮดวินกล่าวพลางมองไปรอบๆ ที่เต็มไปด้วยซากศพก๊อบลินและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง
ผมพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะเสนอ
“ผมคงแบกเดนี่ไม่ไหว คุณช่วยแบกเขาไปแล้วกัน ส่วนโชอี้ผมจะช่วยประคองไปเอง”
แฮดวินพยักหน้ารับ
“ได้ ไม่มีปัญหา แต่ระวังตัวหน่อยล่ะ”
“ไม่ต้องห่วง ผมจะตามไปให้เร็วที่สุด”
แฮดวินไม่กล่าวอะไรต่อ เขาตรงเข้าไปแบกเดนี่ขึ้นบ่าอย่างคล่องแคล่ว ดูเหมือนเขาจะลงแต้มความทนทานไปไม่น้อย เพราะขาข้างที่เคยบาดเจ็บของเขาดูจะกลับมาใช้งานได้ดีขึ้นจนเห็นได้ชัดในตอนนี้
ผมยืนนิ่งมองตามแผ่นหลังของแฮดวินจนกระทั่งเขาหายลับไปจากสายตา
โชอี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ เริ่มแสดงท่าทีกังวล เธอเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
“เราควรไปกันได้หรือยัง?”
ผมหันกลับมามองเธอทันที แววตาที่เคยสงบกลับแข็งกร้าวขึ้นจนเธอต้องชะงัก
“เรามีเรื่องต้องคุยกัน”
“เราไม่มีเวลาคุยแล้วนะ!”
เธอละล่ำละลักพลางมองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง
“ไม่รู้ว่าพวกมันจะแห่กันมาอีกเมื่อไหร่ ถ้าจะคุย… กลับไปคุยที่รถไฟก็ได้”
ผมเมินเฉยต่อคำทักท้วงของเธอ ในตอนนี้มานาของผมไหลเวียนอย่างมั่นคง สมาธิที่ดิ่งลึกทำให้สมองปลอดโปร่งอย่างถึงที่สุด
ผมยื่นมือข้างที่ปกติออกไปคว้าหมับเข้าที่มือข้างที่บาดเจ็บของเธอ ก่อนจะออกแรงบีบลงไปโดยไม่สนความปรานี
โชอี้กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดสุดขีด เธอพยายามจะถอยห่าง แต่ผมยึดร่างเธอไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก
“ทำอะไรของนายนะ!”
ผมไม่ตอบ แต่กลับเพิ่มแรงบีบที่ข้อมือของเธอให้หนักหน่วงขึ้นไปอีก โชอี้ร้องไห้โฮจนน้ำตาหนองหน้า เธอพยายามกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อหาใครสักคนมาช่วยอย่างสิ้นหวัง
จริงๆ ผมก็ไม่ได้อยากใช้วิธีรุนแรงแบบนี้ แต่เธอต่างหากที่เป็นคนบีบบังคับให้ผมต้องทำ
เมื่อลองนึกย้อนกลับไป ตั้งแต่ตอนที่หมาป่าเลเวล 2 บุกเข้าไปในรถไฟ เธอก็อยู่ที่นั่น หรือแม้แต่เมื่อครู่ตอนที่ผมตัดสินใจจะหลบหนีไปคนเดียว แต่พอได้สบตาเธอ ความคิดของผมก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
ตอนนี้ผมมั่นใจแล้วว่ามันไม่ใช่ความบังเอิญ
ความคิดของผมต้องเป็นสิทธิขาดของผมเพียงคนเดียว ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาแทรกแซงหรือชักจูงมันได้ทั้งนั้น
ต่อให้การหยุดคุยกันตรงนี้จะทำให้เราทั้งคู่ตกอยู่ในอันตราย ผมก็ไม่สน เพราะเสรีภาพในความคิดคือสิ่งที่ผมหวงแหนและจะยอมสละให้ใครไม่ได้เด็ดขาดในชีวิตนี้
โชอี้จ้องหน้าผมด้วยดวงตาที่รื้นน้ำตา ดูเหมือนเธอจะเริ่มรู้ตัวแล้วว่าผมล่วงรู้ความลับบางอย่าง และสัมผัสได้ถึงพายุโทสะที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ในใจผม
“ไว้คุยกันทีหลังนะ… ได้โปรดเถอะ”
เธอกระซิบเสียงสั่น
“กลับไปก่อนเถอะ ฉันขอร้องล่ะ”
ผมมองหน้าเธออย่างเด็ดเดี่ยว สภาวะสมาธิทำให้เสียงลมและเสียงป่ารอบข้างจางหายไปจนเหลือเพียงเสียงหัวใจของเราสองคน
“เธอใช้ทักษะกับผมใช่ไหม?”
เธอนิ่งเงียบไป แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“ตอบมา!”
ผมย้ำด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบกว่าเดิม
เธอก้มหน้าหลบสายตา
“ฉัน… ฉันไม่รู้ว่าคุณหมายถึงอะไร”
ผมบีบมือเธอซ้ำลงไปที่แผลเดิมจนเสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่วบริเวณ น้ำตาของเธอร่วงรินไม่ขาดสาย
“คุณต้องใจเย็นๆ แล้วฟังฉันนะ…”
เธอพยายามวางมือข้างที่ว่างลงบนไหล่ผมอย่างอ้อนวอน
“เราต้องไปจริงๆ ที่นี่มันไม่ปลอดภัย คุณก็เห็นด้วยใช่ไหม?”
น่าประหลาดที่ความโกรธของผมวูบหายไปทันที หากไม่ใช่เพราะสภาวะสมาธิที่ช่วยคัดกรองความรู้สึก ผมคงคล้อยตามเธอไปอย่างง่ายดายแล้ว ดูเหมือนว่าการสัมผัสถูกเนื้อต้องตัวจะทำให้ทักษะของเธอแข็งแกร่งขึ้นจนน่ากลัว
“เนเทล เราค่อยคุยกันตอนกลับไปถึงแล้ว โอเคไหม? เพื่อความปลอดภัยของพวกเราไง…”
ความรู้สึกในหัวของผมเริ่มตีกันจนวุ่นวาย ผมจึงต้องหมุนเวียนมานาให้รุนแรงยิ่งขึ้นเพื่อกดดันตัวเองให้จมสู่สมาธิที่ลึกกว่าเดิม
มันได้ผล… ความสับสนเริ่มเบาบางลง ผมกลับมายึดมั่นในเจตจำนงเดิมได้อีกครั้ง
“โอกาสสุดท้ายนะโชอี้ อย่าโกหกผมอีก”
ผมมองหน้าเธอตรงๆ
“และก่อนจะพูดอะไรออกมา… คิดถึงหน้าน้องสาวของเธอไว้ให้ดีๆ”
หลังจากที่ผมพูดประโยสุดท้ายนั้นออกไป ความกลัวอันแสนสาหัสที่ผมไม่เคยสัมผัสมาก่อนก็เข้าจู่โจมหัวใจอย่างกะทันหัน ร่างกายของผมสั่นสะท้านจนแทบคุมไม่อยู่ เหงื่อเย็นไหลอาบแผ่นหลังจนเปียกชื้น
ผมรู้สึกอยากจะกรีดร้อง และทิ้งทุกอย่างเพื่อวิ่งหนีไปให้พ้นจากตรงนี้ หัวใจเต้นรัวเร็วอย่างบ้าคลั่ง ขณะที่มือและเท้าเริ่มเย็นเฉียบราวกับคนกำลังจะขาดใจตาย