โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล - บทที่ 18 การสั่นพ้อง
บทที่ 18 การสั่นพ้อง
ทันทีที่ผมทิ้งตัวลงบนเบาะหลัง ผมก็หยิบโทรศัพท์ออกมาจัดการยัดหูฟังเข้าหู แล้วเปิดระบบตัดเสียงรบกวนในทันที
โลกทั้งใบพลันเงียบสงัดลงในชั่วพริบตา ผมเลือกสุ่มเพลงหนึ่งในเพลย์ลิสต์ขึ้นมาแล้วตั้งค่าให้เล่นวนซ้ำไปเรื่อยๆ
เมื่อหลับตาลง ทุกอย่างรอบตัวก็เลือนหายไป ทั้งเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ของผู้คน เสียงสุนัขของหญิงชราที่นั่งถัดไปไม่กี่แถว และเสียงเจี้ยวจ๊าวของกลุ่มนักเรียน
ผมปล่อยให้ทำนองเพลงบรรเลงผ่านไปสองรอบจนจิตใจเริ่มมั่นคงพอที่จะกลับมาจดจ่อกับตัวเองได้อีกครั้ง
สภาพของผมตอนนี้เรียกได้ว่าดูไม่ได้เลย แขนข้างที่หักเจ็บปวดรุนแรงกว่าที่ผมแสดงออกให้คนอื่นเห็นหลายเท่านัก
ร่างกายอ่อนเปลี้ย หน้ามืด และปวดร้าวกล้ามเนื้อไปหมด ซึ่งคงเป็นผลข้างเคียงจากการฝืนใช้มานาเกินขีดจำกัด
ผมทั้งหิวทั้งกระหาย แถมเสื้อเชิ้ตที่เคยเป็นสีขาวบัดนี้กลับย้อมไปด้วยสีแดงฉานของเลือดและรอยกรังสีดำจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
ผมเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์ แบตเตอรี่เหลือ 78% ส่วนหูฟังเหลือ 70% ยังดีที่แบตสำรองน่าจะชาร์จไฟให้ผมได้อีกสักรอบ
ก่อนหน้านี้ผมค้นพบความลับบางอย่าง
ทุกครั้งที่ผมจิกเล็บลงบนฝ่ามือเพื่อกระตุ้นความรู้สึก บาดแผลตามตัวจะสมานตัวเร็วขึ้นทีละนิด ส่วนแขนที่หักนั้นรักษาตัวช้ากว่ามาก แต่ก็ยังพอเห็นความคืบหน้าอยู่บ้าง
ผมเร่งเสียงเพลงให้ดังขึ้นแล้วหลับตาลงอีกครั้ง เข้าสู่สภาวะสมาธิโดยมีเสียงเพลงคลอเป็นฉากหลัง
ผมพยายามควบคุมมานาแล้วส่งมันไปยังบาดแผล จินตนาการภาพรอยแผลที่กำลังปิดตัวลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า พยายามสัมผัสถึงมันให้ได้มากที่สุด ในขณะที่มือยังคงจิกเล็บลงบนฝ่ามือต่อไป
แม้มันจะยังไม่เห็นผลทันตา แต่มันช่วยให้ผมสงบลงเมื่อได้จดจ่ออยู่กับกระแสมานาที่ไหลเวียนไปทั่วร่าง การสัมผัสมานานั้นเป็นประสบการณ์ที่แปลกประหลาด ราวกับผมมีอวัยวะใหม่ที่เกิดมาเพื่อรับรู้ถึงพลังนี้โดยเฉพาะ
ผมสังเกตเห็นว่ามีการสูญเสียมานาไปบ้างในระหว่างที่มันหมุนเวียนผ่านเส้นเลือด เข้า และออกจากหัวใจ น่าเสียดายที่ตอนนี้ผมยังสัมผัสไม่ได้ว่ามันรั่วไหลไปที่ตรงไหน และยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไร
ผมรู้เพียงแค่ว่ามันเริ่มต้นที่หัวใจ…
แต่ทำไมมันต้องเดินทางไปพร้อมกับเลือดด้วยล่ะ? มันแค่ใช้เส้นเลือดเป็นถนน หรือว่ามันจำเป็นต้องผสมรวมกับเลือดเพื่อคงสภาพกันแน่?
หัวใจของผมเป็นเครื่องปั่นไฟที่สร้างมันขึ้นมาเอง หรือเป็นเพียงแค่สถานีส่งต่อพลังงานจากที่อื่นกัน?
ความหลงใหลในมานาทำให้ผมลืมสิ้นทุกอย่าง แม้แต่เสียงเพลงก็ไม่ได้ยินอีกต่อไป ผมไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังผลาญแบตเตอรี่โทรศัพท์ไปมากแค่ไหน
ผมยังคงไล่สัมผัสพลังที่เดินทางไปทั่วร่างกาย และลองสะกิดมันดูเบาๆ พลางตั้งคำถามเพิ่มขึ้น…
เป็นไปได้ไหมที่ผมจะควบคุมมานาที่อยู่ภายนอกร่างกาย? หรือแม้กระทั่งควบคุมมานาของคนอื่น?
คำถามมากมายผุดขึ้นมาไม่หยุดยั้งจนเวลาเริ่มไร้ความหมาย มีเสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ดังขึ้นแต่ผมเลือกที่จะเพิกเฉย ผมยังคงเคลื่อนย้ายมานาด้วยความทึ่ง
ขีดจำกัดของมันอยู่ที่ตรงไหนกันนะ?
ผมลองเคลื่อนมานาไปที่ปลายนิ้ว ให้มันไหลไปจนถึงเส้นเลือดฝอยที่ไกลที่สุด แล้วพยายาม ดัน มันออกมาผ่านเนื้อและผิวหนัง
ผมสัมผัสได้ทันทีว่ามันผลาญพลังงานเร็วขึ้นกว่าตอนที่วิ่งอยู่ในเส้นเลือดหลายเท่า ผมออกแรงดันเพิ่มขึ้นอีกนิดจนมันหลุดออกมาจากนิ้วในที่สุด
มันไม่ได้สร้างความเจ็บปวด แต่มวลของมันดูเบาบางเหมือนควันจางๆ เท่านั้น ผมจึงเติมมานาเข้าไปอีกเรื่อยๆ จนเริ่มรู้สึกปวดหัวตุบ
ก๊อก ก๊อก!
มีเสียงเคาะตู้ขบวนดังขึ้น แต่ผมไม่สนใจ ผมสูดลมหายใจเข้าช้าๆ แล้วดิ่งเข้าสู่สมาธิที่ลึกขึ้นกว่าเดิม
ผมออกแรงเค้นมานาจนรู้สึกว่ามันพุ่งออกไปพ้นนิ้วประมาณหนึ่งเซนติเมตร ผมจดจ่อกับมัน บีบอัดมวลพลังที่เหมือนควันให้บางลงและคมกริบ ในจังหวะนั้นผมเริ่มรู้สึกเหมือนอากาศไม่พอหายใจ สมองปวดร้าวอย่างรุนแรงจนได้ยินเสียงวิ้งในหู แต่ผมก็ยังไม่หยุด
เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขัดจังหวะขึ้นพร้อมกับเสียงเคาะตู้ขบวนที่ดังถี่กว่าเดิม
ผมรู้ดีว่าถึงเวลาตามที่นัดหมายไว้แล้ว แต่จะให้หยุดตอนนี้ไม่ได้ ในเมื่อตอนนี้การทดลองทุกอย่างกำลังไปได้สวย และกำลังเข้าใกล้ความสำเร็จเข้าไปทุกทีแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจเมินเฉยต่อโลกภายนอก แล้วรวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มี ปลดปล่อยมานาให้หลั่งไหลไปยังปลายนิ้วให้มากขึ้นกว่าเดิม บีบอัดและบังคับมวลพลังนั้นให้คมกริบและหนาแน่นขึ้นไปอีกจนถึงขีดสุด!
เมื่อรู้สึกว่ามันหนาแน่นพอแล้ว ผมก็สะบัดนิ้วกรีดลงไปบนแผงเหล็กด้านข้างตู้ขบวนทันที!
ความเจ็บปวดแปลบแล่นพล่านขึ้นมาถึงต้นแขน มานาที่รวมอยู่ที่ปลายนิ้วสลายวับไปในพริบตา มือของผมเริ่มสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ นิ้วมือรู้สึกเจ็บร้าวราวกับถูกบานประตูหนักๆ หนีบเข้าอย่างจัง
ทว่าในวินาทีต่อมา เสียงแจ้งเตือนที่รอคอยก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏของทักษะใหม่…
[การสั่นพ้อง]
สำเร็จแล้ว…
รอยกรีดลึกเป็นทางยาวปรากฏเด่นชัดอยู่บนแผงเหล็กหนาข้างตู้ขบวนรถไฟ พลังนี้คมกริบและรุนแรงจนสามารถตัดผ่านโลหะได้ง่ายดายเหมือนตัดกระดาษ มันยอดเยี่ยมและน่าทึ่งเกินกว่าที่ผมจะจินตนาการไว้เสียอีก!
ผมถอนตัวจากสภาวะสมาธิด้วยความหอบเหนื่อย ผมเห็นแคสเซียนกำลังเคาะผนังตู้ขบวนอยู่ด้านนอกด้วยใบหน้าบูดบึ้งไม่สบอารมณ์ แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจเขาแม้แต่น้อย
แม้อาการปวดหัวจะยังรุมเร้า แต่ความรู้สึกที่ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดไปอีกขั้นกลับทำให้ผมรู้สึกดีอย่างน่าประหลาด
ดีจนแทบอยากจะร้องตะโกนออกมาดังๆ ให้สะใจ แต่ก็นะ… แค่นี้คนพวกนี้ก็มองผมเหมือนตัวประหลาดมากพออยู่แล้ว ถ้าผมทำอะไรหลุดโลกไปมากกว่านี้ พวกเขาคงเริ่มวางแผนฆ่าผมแทนแน่ๆ
มุมมองของ เทส แฮนเซน
หลังจากการต่อรองจบลง แนทก็หายลับเข้าไปในตู้ขบวนรถทันที เขาไม่แม้แต่จะรอฟังความเห็นจากใคร และทิ้งให้ฉันต้องเผชิญกับความตึงเครียดภายนอกเพียงลำพัง
แคสเซียนกับโดมินิก ชายวัยกลางคนร่างกำยำเริ่มบ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจ แต่ทันทีที่แฮดวินสั่งให้เงียบ ทั้งคู่ก็สงบปากสงบคำลงทันที ดูเหมือนแฮดวินจะคุมสถานการณ์ได้ดีและมีอำนาจเหนือกว่าที่ฉันคิด
แฮดวินหันมามองที่ฉันก่อนจะส่งหอกเล่มหนึ่งให้ เขาไล่สายตามองท่าทางการถืออาวุธของฉันอยู่ครู่หนึ่งราวกับกำลังประเมินค่า ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ
ฉันทำได้เพียงเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ ดูเหมือนเขาจะไม่อยากเสียเวลาเสวนากับฉันแม้แต่วินาทีเดียว
ฉันสังเกตเห็นความต่างในท่าทีของแฮดวินได้อย่างชัดเจน เมื่ออยู่ต่อหน้าแนท เขาจะดูสุภาพและเกรงใจมาก แต่สำหรับคนอื่น เขากลับวางอำนาจและเด็ดขาดจนแม้แต่คู่หูอย่างแคสเซียนกับโดมินิกยังต้องเกรงใจ
พูดถึงสองคนนั้น… ก่อนจะเดินแยกตัวไป พวกเขาก็ไม่วายชำเลืองมองฉันด้วยสายตาเหยียดหยาม
ฉันไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะฉันดูเหมือนผู้หญิงอ่อนแอที่ไม่คู่ควรจะร่วมทีม หรือเป็นเพราะพวกเขาไม่พอใจแนทแล้วมาพาลลงที่ฉันกันแน่ แต่ก็นะ… ฉันคงทำอะไรกับเรื่องนี้ไม่ได้อยู่แล้ว
ฉันมองตามแผ่นหลังของแฮดวินไปจนถึงชายป่าที่ศพของเดนี่วางอยู่ เขาเริ่มเปลื้องเสื้อผ้าและถอดรองเท้าออกจากร่างไร้วิญญาณนั่น จนกระทั่งเหลือเพียงชุดชั้นใน จากนั้นเขาก็ลากร่างนั้นไปทิ้งไว้ให้ไกลหูไกลตามากขึ้น
ร่างซีดเผือดของชายกล้ามโตนอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น ผิวหนังตามร่างกายดูหย่อนคล้อยอย่างน่าประหลาด เหมือนคนที่เพิ่งผ่านการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วและรุนแรง
เสียใจด้วยนะ เดนี่ เบ็ค
ฉันรู้สึกเศร้าเล็กน้อยขณะมองดูเขา ฉันไม่ได้รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว และคิดว่าแนทเองก็คงจำเขาไม่ได้ เพราะสภาพของเดนี่เปลี่ยนไปมากหลังจากน้ำหนักลดฮวบขนาดนั้น
แต่ฉันมั่นใจว่าเดนี่จำแนทได้ขึ้นใจ…
เขาจะลืมลงได้อย่างไร ในเมื่อครั้งหนึ่งเขาเคยบุกไปหาเรื่องแนทถึงในยิม แต่กลับกลายเป็นฝ่ายถูกแนทซ้อมจนน่วมไม่มีชิ้นดี แถมแขนยังหักผิดรูป และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาฝังใจเกลียดแนทเข้ากระดูกดำ
น่าแปลกที่มีความทรงจำอีกด้านหนึ่งผุดขึ้นมาซ้อนทับ…
ภาพของเดนี่เมื่อไม่กี่ปีที่แล้วที่กำลังยิ้มแย้มสดใสขณะอุ้มน้องสาวตัวน้อยแนบอก ทั้งคู่หัวเราะร่าให้แก่กันด้วยมุกตลกโง่ๆ บางอย่าง
ทว่าตอนนี้ภาพความสดใสนั้นกลับจางหายไป เหลือเพียงร่างไร้วิญญาณที่นอนโดดเดี่ยวอยู่ชายป่า
ฉันถอนหายใจยาวพลางกระชับหอกในมือให้แน่นขึ้นเพื่อเริ่มฝึกซ้อมท่าแทง ฉันใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงเพื่อปรับตัวให้เข้ากับน้ำหนักของอาวุธและจังหวะการเคลื่อนไหว
หลังจากเริ่มคุ้นมือ ฉันก็หันมาสนใจทักษะของตัวเองที่ชื่อว่า พลังจิตควบคุมวัตถุ แม้ชื่อจะดูคลุมเครือ แต่ฉันเดาว่ามันคงเหมือนพลังเคลื่อนย้ายสิ่งของในหนังไซไฟที่เคยผ่านตามานั่นแหละ
ทว่าการใช้งานจริงกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด ฉันพยายามเค้นจินตนาการเพื่อบังคับให้มันทำงาน แต่ทุกอย่างรอบตัวยังคงสงบนิ่ง
สุดท้ายฉันจึงลองทำตามคำแนะนำของแนท คือการเลิกฝืนบังคับแล้วปล่อยให้ร่างกายขยับไปตามสัญชาตญาณแทน
ในที่สุดฉันก็สัมผัสได้ถึงกระแสพลังบางอย่าง… มีจังหวะหนึ่งที่หินบนฝ่ามือขยับเขยื้อนขึ้นเล็กน้อย ฉันรู้สึกประหลาดใจ พลังนี้น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปตามเวลาที่นัดหมาย
แคสเซียนเดินตรงไปเคาะตู้ขบวนรถไฟ เขาเพิ่มแรงเคาะหนักขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งแนทที่นั่งอยู่ข้างในยอมลุกขึ้นมา
“…ไอ้ขี้เก๊กเอ๊ย”
ฉันได้ยินแคสเซียนสบถพึมพำด้วยความหมั่นไส้
ในที่สุดแนทก็ก้าวออกมาจากตู้ขบวน เขาเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบเอ็ดปีที่มีเส้นผมสีดำขลับและใบหน้าหล่อเหลาเอาการ
เสียอย่างเดียวที่เขามักจะทำหน้าตายเย็นชาอยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็นกำแพงที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากเสวนาด้วย
แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดบนใบหน้าของเขาก็คือดวงตา… ตาข้างหนึ่งของเขาเป็นสีน้ำตาลเข้มจัด ในขณะที่อีกข้างกลับเป็นสีเทาอ่อน ภาวะตาสองสีที่หาได้ยากนี้ทำให้รูปลักษณ์ของเขาดูมีเสน่ห์ลึกลับอย่างน่าประหลาด
แนทเดินไปหยุดยืนประจันหน้ากับแคสเซียน แม้เขาจะดูเพรียวบางกว่าชายวัยกลางคนที่มีกล้ามเนื้อกำยำคนนั้น แต่เขาก็ได้เปรียบเรื่องส่วนสูงที่มากกว่าเล็กน้อย
ทั้งคู่ยืนจ้องตากันนิ่งสนิทอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่มีใครปริปากพูดอะไร ทว่าสุดท้ายกลับเป็นแคสเซียนเองที่ทนความกดดันไม่ไหวจนต้องหลบสายตาไปก่อน ฉันเห็นเขาเดินหลีกทางให้พลางกำหมัดแน่นด้วยความขัดใจ
“ได้ผลอะไรไหม?”
แนทถามขึ้นเมื่อหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉัน สายตาของเขากวาดมองใบหน้าฉันเพียงครู่หนึ่ง สบตาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะเบือนหนีไปมองสิ่งรอบข้างแทน
เขาไม่เคยชอบการสบตาตรงๆ เลย บางทีอาจเป็นเพราะดวงตาที่แปลกประหลาดคู่นั้นทำให้เขาอึดอัดเวลาถูกใครจ้องมองนานๆ
ฉันเล่าผลการฝึกซ้อมให้เขาฟังตามความเป็นจริงโดยไม่โอ้อวด เขาพยักหน้าตอบรับช้าๆ และสิ่งที่ทำให้ฉันประหลาดใจที่สุดคือการที่เขายอมหันกลับมาสบตาฉันอีกครั้ง
นี้เป็นครั้งที่สองในรอบไม่กี่นาที ซึ่งถือว่าผิดปกติสำหรับคนอย่างเขามาก ดูเหมือนจะมีบางอย่างที่ทำให้เขาพอใจ แต่ฉันก็ไม่ได้คิดจะเซ้าซี้ถามออกไป เพราะรู้ดีว่าเขาคงไม่ชอบใจนัก
ในโลกที่บ้าคลั่งและบิดเบี้ยวนี้ เขาเป็นคนเดียวที่ฉันพอจะพึ่งพาได้จริงๆ ดังนั้นฉันจึงต้องพยายามทำตัวให้มีประโยชน์และปฏิบัติตามคำสั่งของเขาอย่างเคร่งครัด
แนทเป็นคนที่มีความยุติธรรมในแบบของเขาเอง และฉันเชื่อมั่นว่าเขาจะช่วยปกป้องฉันเป็นการแลกเปลี่ยนกับการที่ฉันทำตัวดีกับเขา
จริงๆ แล้วฉันไม่มีทางเลือกมากนักหรอก... หากไม่ทำแบบนี้
สายตาของฉันเลื่อนไปหยุดอยู่ที่ร่างไร้วิญญาณของเดนี่ตรงชายป่า…
ฉันเองก็คงมีสภาพไม่ต่างจากเขาในไม่ช้า