โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล - บทที่ 26 ความเงียบ
บทที่ 26 ความเงียบ
“นี่คุณเอาจริงเหรอ?”
แฮดวินถามย้ำ เสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อหู
“จริง”
ผมตอบสั้นๆ คำเดียว
ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังสนุกกับสถานการณ์นี้มากไปหน่อยหรือเปล่า แต่ก็นะ… ใครจะสนล่ะ ในเมื่อแฮดวินเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน ที่เลือกเข้าข้างนังหนูจอมปั่นประสาทนั่นแทนที่จะเลือกผม
เขาถอนหายใจยาวเหยียด
“คุณใช้มันเป็นหรือเปล่า? มันไม่ได้ง่ายอย่างที่เห็นหรอกนะ”
“ไม่มีปัญหาหรอก”
ผมตอบปัดอย่างรำคาญ พลางส่งสายตาเร่งเร้าให้เขาส่งมันมาเสียที
เขายืนนิ่งเหมือนสมองกำลังจะระเบิดจากการพยายามหาทางเลี่ยงข้อเสนอ แต่สุดท้ายเมื่อตระหนักได้ว่าไม่มีทางเลือกอื่น เขาก็จำใจชักอาวุธออกมาส่งให้ผม
ผมคว้าปืนพกกระบอกนั้นมาอย่างไม่ละอายใจ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสปืนจริงๆ มันหนักกว่าที่คิดไว้ และความเย็นเฉียบของโลหะที่กระทบผิวมันให้ความรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก
“ตกลงตามนี้ใช่ไหม?”
เขาถามทวน
“ใช่ ตามนั้น”
ผมพยักหน้า
ทันทีที่พูดจบ ผมก็จัดการทำลายมันทิ้งด้วยทักษะ การสั่นพ้อง ทันที ผมตวัดมานาผ่านอากาศเพียงสองครั้ง เหล็กกล้าจากโลกมนุษย์ก็ถูกตัดขาดออกจากกันราวกับก้อนเนยที่โดนมีดร้อนๆ กรีด
หลังจากมั่นใจว่ามันพังพินาศจนซ่อมไม่ได้แล้ว ผมก็เสริมพลังกายด้วยมานาแล้วเหวี่ยงเศษเหล็กนั่นเข้าไปในป่าลึกให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
ใบหน้าของแฮดวินตอนนี้ดูตลกชะมัด มันเป็นส่วนผสมระหว่างความตกตะลึงและความโกรธแค้นจนถึงขีดสุด เขาอ้าปากพะงาบๆ เส้นเลือดปูดโปนขึ้นบนหน้าผากจนผมแอบคิดว่าเขาอาจจะพุ่งเข้ามาต่อยผมจริงๆ
ซึ่งถ้าเขาทำแบบนั้นก็คงจะดี เพราะผมจะได้มีข้ออ้างซัดเขาให้หมอบ แล้วรอดูเขากลานกลับมาขอโทษอ้อนวอนขอเข้ากลุ่มกับผมในภายหลัง
แต่น่าเสียดายที่เขายังคุมอารมณ์ได้
“ทำไม…”
เขาเค้นเสียงออกมาได้แค่นั้น
“อีกหนึ่งชั่วโมงเจอกันครับ ผมจะพาเทสกับเควินไปด้วย ส่วนคุณจะเลือกใครมาเพิ่มก็ตามสบาย”
ผมเดินจากมาโดยไม่คิดจะตอบคำถามนั้น
ผมรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก ความกังวลที่เคยมี เหมือนมีดาบที่จ่อบนคอหอยหายวับไปทันที
ปืนพกคือสิ่งเดียวที่ผมระแวงที่สุดในบรรดาอาวุธของพวกผู้โดยสาร เพราะในเลเวลตอนนี้ผมคงทำอะไรไม่ได้เลยถ้ากระสุนพุ่งมาเจาะหัวแบบไม่ทันตั้งตัว
ดังนั้นตอนนี้อันตรายเพียงอย่างเดียวที่เหลืออยู่ก็คือมอนสเตอร์… และยัยโชอี้จอมปั่นประสาทนั้น
“เทส อีกหนึ่งชั่วโมงนะ เราจะไปตักน้ำกับกลุ่มแฮดวิน”
ผมบอกเธอเมื่อเดินกลับมาถึงจุดพัก
เธอไม่ได้ตอบอะไรนอกจากมองหน้าค้อนๆ สงสัยการอัปเลเวลทักษะคงไปได้ไม่สวยอย่างที่หวัง
ทันใดนั้นหินก้อนเล็กๆ ก็พุ่งตรงมาที่หัวผม ผมเบี่ยงศีรษะหลบได้แบบเฉียดฉิวด้วยทักษะ การรับรู้มานา ก่อนจะเบี่ยงตัวอีกรอบเพื่อหลบหินก้อนเดิมที่พุ่งย้อนกลับไปหาเจ้าของอย่างเทส
“คราวหน้าเลือกหินทรงบูมเมอแรงหน่อยนะถ้าอยากเล่นแบบนี้”
ผมชูนิ้วโป้งให้เธอแล้วรีบชิ่งออกมาก่อนจะโดนลูกที่สอง
ขณะเดินหนี ผมรู้สึกเหมือนมีสายตาอาฆาตและนิ้วกลางส่งไล่หลังมา แต่ผมไม่ได้หันไปมอง และมุ่งหน้าไปหาเควินที่กำลังวุ่นอยู่กับการรมควันเนื้อกวาง โดยมีลิลลี่ เจสัน และคิม คอยช่วยอยู่รอบๆ
สภาพของเจ้าเด็กพวกนี้ดูตลกพิลึกที่พยายามรวบรวมสมาธิทำหน้าที่ที่ดูจะเกินความสามารถไปหน่อย
“สวัสดี เนเทล”
ลิลลี่ยิ้มทักทาย ส่วนคิม แค่โบกมือให้เงียบๆ
“นี่เจสันค่ะ”
ลิลลี่แนะนำเด็กหนุ่มผมบลอนด์อีกคน
“สวัสดี”
เจสันยกมือทักทายแบบกันกันเอง
“เจสัน ช่วยกันหน่อยดิ อย่าอู้อู้!”
เควินบ่นพลางเมินหน้าหนีผม ใบหน้าของเขาเปรอะเปื้อนคราบเขม่าดำปี๋จากการทำหน้าที่รมควัน
ผมเริ่มรู้สึกอยากแกล้งคนขึ้นมาทันที
“นี่มันวินาศสันตะโรอะไรกันเนี่ย?”
ผมแสร้งพูดด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนเด็กๆ ทุกคนชะงัก
“นี่มันมหันตภัยปิ้งย่าง ชัดๆ!”
ผมใส่อารมณ์เพิ่มเข้าไปอีก
“เฮ้ อย่ามา…”
เควินเริ่มจะประท้วง
“เลอะเทอะ จริงๆ เลย!”
เควินลุกพรวดขึ้นมาทันที
“ฟังนะพี่…”
ผมชูมือห้ามไม่ให้เขาพูดจบจนเขาชะงักไป
“อีกหนึ่งชั่วโมงเราจะไปตักน้ำกัน เตรียมตัวให้พร้อมถ้าอยากไปด้วย”
แล้วผมก็เดินหนีออกมาเป็นครั้งที่สาม ทิ้งให้คู่ต่อสู้พ่ายแพ้ราบคาบอยู่เบื้องหลัง
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปค่อนข้างไว
พวกเรามารวมกลุ่มกันที่หน้าตู้รถไฟ ฝั่งผมมีเทสและเควิน ส่วนแฮดวินมาพร้อมกับอีกสามคน คนแรกคือมายาที่เป็นเทรนเนอร์สาวหุ่นลีน คนที่สองคือลีออนชายร่างยักษ์ผมแดง และ สุดท้ายก็คือ โชอี้ ที่พกดาบสั้นกับโล่ติดตัวมาด้วย
แฮดวินยังดูหัวเสียอยู่เล็กน้อยแต่ก็ยอมพยักหน้าตกลงตามแผนการเดินทางของผม เทสนำหน้าโดยมีผมตามประกบติด เควินอยู่ทางซ้าย ลีออนอยู่ทางขวา ส่วนคนอื่นๆ เดินตามมาติดๆ
พวกเรามุ่งหน้าเข้าสู่ป่าอีกครั้ง การเดินทางไปยังแหล่งน้ำเดิมราบรื่นจนน่าประหลาดใจ เราไม่พบร่องรอยของมอนสเตอร์แม้แต่ตัวเดียว
ทว่ายิ่งเข้าใกล้แหล่งน้ำ บรรยากาศกลับยิ่งกดดันอย่างบอกไม่ถูก ผมสังเกตเห็นว่าผืนป่ารอบตัวเริ่มจมลงสู่ความเงียบที่ผิดปกติ สายลมที่เคยพัดไหวหายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความนิ่งงันที่ทำให้ผมรู้สึกเสียวสันหลัง
หลังจากรีบจัดการตักน้ำใส่ภาชนะจนครบ พวกเราก็เร่งฝีเท้าเดินทางกลับ แต่เดินไปได้ไม่ไกลนัก ความผิดปกติที่ว่าก็เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น
ทุกสิ่งรอบตัวเงียบสนิทราวกับป่าทั้งป่าพร้อมใจกันหยุดหายใจ พวกเราชะงักกึกอยู่ครู่หนึ่งเพื่อมองรอบตัว แต่เมื่อไม่พบสิ่งใดจึงตัดสินใจเดินต่อ
ในตอนนี้ ร่างกายของผมตึงเขม็งไปด้วยความตื่นตัวจนถึงขีดสุด หัวใจเต้นรัวด้วยความไม่สบายใจที่อธิบายไม่ได้
หนึ่งนาทีผ่านไป… เราก้าวเดินท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้น
สองนาทีผ่านไป… เสียงฝีเท้าและเสียงลมหายใจของพวกเราดังกึกก้องจนน่ากลัว
ผ่านไปอีกครู่ใหญ่… มือของผมเริ่มสั่นและเจ็บแปลบจากการกำด้ามกระบองแน่นเกินไป
ความรู้สึกคลื่นเหียนแล่นขึ้นมาจุกที่คอหอย อากาศรอบตัวเริ่มแห้งผากราวกับออกซิเจนถูกสูบหายไปจากชั้นบรรยากาศจนพวกเราต้องหอบหายใจอย่างหนัก
อีกเพียงสองนาทีจะถึงพื้นที่โล่งใกล้ตู้ขบวนรถไฟ แต่แล้ว จู่ๆ ดวงอาทิตย์ดวงหนึ่งก็หายวับไปเฉยๆ!
ไม่มีสัญญาณเตือน ไม่มีเมฆบัง มันแค่หายไปราวกับใครสักคนปิดสวิตช์
พวกเราทุกคนพุ่งตัวออกวิ่งไปข้างหน้าพร้อมกันโดยสัญชาตญาณ ราวกับสัตว์ป่าที่รับรู้ถึงหายนะ
อีกหนึ่งนาทีผ่านไป… ดวงอาทิตย์ดวงที่สองก็ดับวูบลง!
พรึบ!
ความมืดมิดเข้าครอบคลุมโลกใบนี้โดยสิ้นเชิง มันมืดเสียจนมองไม่เห็นแม้แต่มือตัวเอง เป็นความมืดที่โหดร้ายและฉับพลันราวกับมีใครเอามือมาควักลูกตาผมออกไป
ในวินาทีนั้น ใครบางคนในกลุ่มเริ่มกรีดร้องอย่างเสียสติ
จากนั้น… เสียงฝันร้ายก็เริ่มต้นขึ้น
เสียงขูดขีดดังระงมมาจากรอบทิศทาง ผมจำได้ มันคือเสียงคำรามของพวกก็อบลิน ตามมาด้วยเสียงหมาป่าพากันหอนโหยหวนส่งต่อกันเป็นทอดๆ
ผมได้ยินเสียงฝีเท้าหนักอึ้งของพวกโทรลล์หลายตัว และเสียงบางอย่างที่แหลมสูงจนแก้วหูแทบปริแตก… มันเป็นเสียงของบางสิ่งที่ผมไม่อยากจะจินตนาการเลยว่ามันมีหน้าตาเป็นอย่างไร
“หยุดเถอะ… ได้โปรด…”
ใครบางคนอ้อนวอนทั้งน้ำตา
เสียงเพรียกจากเหล่าสัตว์ป่าและมอนสเตอร์ดังระงมจนหนวกหู ผมวิ่งหน้าตั้งฝ่าความมืดจนไปชนเข้ากับอะไรบางอย่างจนล้มคว่ำ
มานาในร่างกายไหลพล่านกระแทกไปตามเส้นเลือดอย่างบ้าคลั่ง ผมมองไม่เห็นอะไรเลย สัมผัสได้เพียงมานาที่อัดแน่นอยู่มหาศาลรอบตัว ทั้งจากพื้นดินและท้องฟ้า มันรุนแรงและสยดสยองจนผมก้มลงอาเจียนออกมาอย่างไม่อาจกลั้น
ทว่าในวินาทีที่ความสิ้นหวังมาถึง… แสงสว่างก็ปรากฏขึ้น
ท้องฟ้าที่เคยมืดสนิทถูกฉีกกระชากด้วยแสงจ้าที่แผ่กระจายเป็นแถบสีหลากสีสันชวนให้ขนลุก สีเขียว ชมพู และน้ำเงิน เคลื่อนไหวเป็นจังหวะเหมือนแสงเหนือ สาดแสงสลัวที่เปลี่ยนความมืดมิดให้กลายเป็นฉากที่ดูเหมือนยามเช้าที่เงียบเหงาและเยือกเย็น
ในตอนนั้นเอง เสียงเคาะโลหะเป็นจังหวะจากตู้ขบวนรถไฟก็ดังแว่วมา มันเป็นสัญญาณฉุกเฉินที่เราตกลงกันไว้
และหลังจากเสียงนั้นไม่กี่อึดใจ เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทั้งของมอนสเตอร์ และมนุษย์ก็ดังสนั่นมาจากทางพื้นที่โล่งแห่งนั้น!