โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล - บทที่ 47 ข้ามขีดจำกัด
บทที่ 47 ข้ามขีดจำกัด
หลังจากจัดการฝูงแมงมุมลงได้ ลิลลี่ก็ยอมช่วยรักษาแผลให้มายา แถมยังทำให้แบบฟรีๆ อีกต่างหาก!
ผมล่ะไม่เข้าใจยัยหนูนี้เลยจริงๆ ว่าจะไปใจดีกับยัยนั่นทำไม
ก็เห็นกันอยู่ตอนที่แม่สาวนักกีฬานั่นสู้ ที่บาดเจ็บจนเลือดโชกนั่นก็เพราะอยากโชว์ออฟล้วนๆ ไม่เห็นมีอะไรน่าเห็นใจสักนิด
ใจจริงผมแอบหวังให้เขี้ยวของนางพญาแมงมุมมีพิษร้ายแรงอยู่เหมือนกัน มายาจะได้สำนึกในการกระทำบ้าบิ่นของตัวเองบ้าง
แต่ก็นั่นแหละ ดูเหมือนมันจะไม่มีพิษ หรือไม่บางทีลิลลี่ก็อาจจะรักษาหายไปหมดแล้ว ยิ่งคิดก็น่าหงุดหงิดชะมัด
แต่เอาเถอะ ถึงลิลลี่จะไม่ยอมรักษาให้ ผมก็เชื่อว่ายัยนั่นคงไม่ตายง่ายๆ หรอก เพราะดูแล้วแนวทางการพัฒนาของเธอคงคล้ายกับผม เธอคงลงค่าความทนทานไว้ไม่น้อย แผลแค่นั้นน่ะฆ่าเธอไม่ได้แน่นอน
หลังจากพวกเราทิ้งค่ายที่พักเดิมไว้เบื้องหลังและเริ่มออกเดินทาง ทุกๆ ไม่กี่นาทีมักจะมีมอนสเตอร์กลุ่มเล็กๆ โผล่มาขัดจังหวะอยู่เรื่อย
ท้องฟ้าในตอนนี้ไร้เงาดวงอาทิตย์จำลอง มีเพียงแสงประหลาดคล้ายออโรร่าพาดผ่านไปมา ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะแสงพวกนี้หรือเปล่าที่ทำให้พวกมอนสเตอร์ดูอยากฆ่าตัวตายขึ้นมาเสียเฉยๆ
ผมก็ไม่เข้าใจตรรกะของพวกมันเลยว่าคิดอะไรอยู่ถึงกล้าบุกเข้าใส่กลุ่มคนจำนวนมากขนาดนี้ ทั้งที่มีแค่ก๊อบลินเลเวล 2 เพียงสองตัวเท่านั้น เรื่องตลกร้ายแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนน่าระอา
บางครั้งโชอี้ก็ดูจะรำคาญมอนสเตอร์เลเวลต่ำพวกนี้จนอยากจะแค่ตะเพิดพวกมันให้พ้นทาง แต่ทุกครั้งที่เธออ้าปาก ก้อนหินที่พุ่งไวปานกระสุนปืนของคิมก็มักจะเจาะทะลุหัวพวกมันจนตายคาที่ไปเสียก่อน
คิมไม่สนเรื่องความคุ้มค่าหรือหยาดเหงื่อที่เสียไป แม้เขาจะแทบไม่ได้อะไรจากการสังหารพวกกระจอกงอกง่อยเหล่านี้ แต่เขาก็ยังคงสวมบทสไนเปอร์สอยพวกมันร่วงอย่างต่อเนื่อง
ด้วยการกระทำของคิม มันทำให้สายตาที่โชอี้ใช้จ้องมองเขาในตอนนั้น…
บอกตามตรงว่ามันดูน่าสยดสยองยิ่งกว่าตอนเจ้าบิสกิตจ้องมองอาหารเสียอีก เห็นทีผมคงต้องระวังเรื่องนี้ไว้บ้างแล้วละ
พูดถึงเจ้าบิสกิต ตอนนี้เสียงร้อง (อาหาร! อาหาร!) ของมันดังระงมอยู่ในหัวผมไม่หยุดจนน่ารำคาญ
พับผ่าสิ… แกเพิ่งจะกินไปเองนะเว้ย
เจ้าหมาน้อยดูจะสับสนและไม่เข้าใจเอาเสียเลยว่า ทำไมพวกเราถึงยอมทิ้งแหล่งอาหารมหาศาลขนาดนั้นมาง่ายๆ
ทุกครั้งที่มีจังหวะพ้นสายตา มันจึงมักจะแอบงับอะไรติดปากมาคำสองคำ ก่อนจะรีบวิ่งเตาะแตะกลับมาสมทบกับพวกเราเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เนื่องจากขบวนเดินทางของเรามีคนจำนวนมาก และส่วนใหญ่ไม่ได้เชี่ยวชาญการต่อสู้ ผมกับเทสจึงต้องรับหน้าที่เป็นแนวหน้าแยกตัวออกมาสำรวจเส้นทางเพื่อกำจัดมอนสเตอร์ที่อันตรายทิ้งเสียก่อน
โดยปล่อยให้แฮดวินและคนอื่นๆ คอยดูแลคุ้มกันกลุ่มคนที่เหลืออยู่ด้านหลัง
จนถึงตอนนี้ พวกเรายังพบเจอเพียงแค่มอนสเตอร์ทั่วไปเท่านั้น ยังไม่วี่แววของพวก มอนสเตอร์มีชื่อ เลยสักตัวเดียว
มอนสเตอร์มีชื่อ คำนี้เป็นคำที่พวกเราใช้เรียกพวกสายพันธุ์พิเศษอย่าง หมีเถ้าถ่าน หมาป่าสีเลือด หรือนางพญาแมงมุม ซึ่งถ้าเทียบกับในเกมก็คงไม่ต่างจากบอสหรือมินิบอสที่เป็นตัวอันตรายอย่างแท้จริง
แม้จะยังไม่เจอตัวตึงระดับบอส แต่ปริมาณมอนสเตอร์ทั่วไปที่ดาหน้าเข้ามากลับมหาศาลจนน่าตกใจ
เพียงไม่ถึงชั่วโมงผมต้องรับมือกับโทรลล์และกลุ่มก๊อบลินไปไม่น้อย แม้เลเวลของพวกมันจะไม่สูงพอที่จะทำให้ผมกับเทสต้องลำบาก แต่มันก็น่ารำคาญตรงที่พวกมันมีเยอะจนนับไม่ถ้วน
แถมพวกมันยังขยันพุ่งเข้ามาหาความตายกันแบบไม่หยุดหย่อนเลยทีเดียว
ขณะที่ผมกำลังดึงมีดออกจากซากก๊อบลินวอริเออร์ที่เพิ่งจัดการไป ผมก็สังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเทส เธอชี้มือไปข้างหน้าพลางโพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน แทนที่จะส่งสัญญาณผ่านมานาเหมือนทุกครั้ง
“ฉันเห็นแบทเทิลโทรลล์ เลเวล 16 อยู่ข้างหน้าค่ะ!”
“เวรแล้วไง…”
ผมสบถในใจพลางรีบเก็บมีดและตั้งท่าเตรียมพร้อมทันที
“มันมีอาวุธไหม?”
“มือเปล่าค่ะ และมันอยู่ตัวเดียวด้วย”
เทสตอบกลับ
“งั้นถอยก่อน ไปเรียกคนมาช่วยสักคนสองคนเถอะ”
ผมตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เพราะเคยเผชิญหน้ากับแบทเทิลโทรลล์มาก่อน แม้มันจะไม่ร้ายกาจเท่าพวกมอนสเตอร์มีชื่อ แต่มันก็อันตรายพอตัวสำหรับเราแค่สองคน
ก่อนหน้านี้ผมเจอแค่พวกเลเวลไม่ถึง 10 แต่พวกมันก็ร้ายกาจมาก คราวนี้เจอถึงเลเวล 16 ถือว่าอันตรายมาก การถอยจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ทว่าก่อนที่เราจะทันได้ถอยร่น แผ่นดินก็เริ่มสั่นสะเทือนพร้อมเสียงต้นไม้หักระเนระนาดดังใกล้เข้ามา
บ้าเอ้ย!
มันสายเกินไปแล้ว
“อยู่ห่างๆ ไว้ เดี๋ยวผมลากมันเอง!”
ผมสั่งการอย่างรวดเร็ว
“แบทเทิลโทรลล์เสริมพลังกายได้ ถ้าเห็นรอยสักของมันเรืองแสงเมื่อไหร่ ระวังตัวไว้ให้ดี!”
สิ้นคำเตือน แบทเทิลโทรลล์ก็พุ่งทะลุแนวป่าออกมาพร้อมเศษไม้และดินที่ระเบิดกระจาย ร่างกายของมันต่างจากโทรลล์ทั่วไปที่มักเดินหลังค่อม เจ้าตัวนี้มีสัดส่วนคล้ายมนุษย์มากกว่า
แขนที่สั้นลงแต่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อกำยำ ถูกปกคลุมด้วยรอยสักสีขาวโพลนไปเกือบทั้งตัวดูน่าเกรงขาม
มันพุ่งเข้าใส่ผมอย่างดุดันโดยไม่หยุดชะงัก จนผมต้องกระโดดหลบออกด้านข้างอย่างหวุดหวิด ร่างมหึมาวิ่งผ่านตัวผมไปพร้อมกับเสียงคำรามกึกก้อง
มันพยายามชะลอความเร็วด้วยการฝังเท้าลงลึกไปในดินขณะสไลด์ตัวไปตามแนวป่า ทว่าน้ำหนักและแรงเฉื่อยอันมหาศาลทำให้ร่างของมันไม่อาจหยุดนิ่งได้ทันที
เพียงไม่กี่อึดใจ พื้นดินก็ระเบิดออกเมื่อมันดีดตัวพุ่งชาร์จกลับมาหาผมอีกครั้ง ผมหลบการโจมตีได้อีกรอบ แต่คราวนี้ผมหาจังหวะสวนกลับด้วยการฝากรอยแผลไว้ที่ขาตอนมันพุ่งผ่านหน้าไป
เจ้าตัวนี้มันสูงใหญ่มากจริงๆ เพราะระดับศีรษะของผมอยู่สูงกว่าเข่าของมันเพียงนิดเดียวเท่านั้น
เมื่อรู้ว่าตัวมันพลาดเป้า เจ้าแบทเทิลโทรลล์ ก็แผดเสียงคำรามออกมาอีกรอบ มานาปะทุออกมารอบกายก่อนจะถูกดูดซับกลับเข้าไปในรอยสัก ส่งผลให้ลวดลายบนร่างของมันเปล่งแสงสีขาวสว่างจ้า
ผมคาดการณ์ไว้แล้วว่ามันต้องเร็วขึ้นแน่ๆ แต่ความจริงที่เห็นมันเหนือความคาดหมายไปไกลมาก ร่างยักษ์ของมันมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าผมในเสี้ยววินาทีราวกับเทเลพอร์ตมา ก่อนจะเหวี่ยงหมัดเข้าใส่อย่างรุนแรง
ฉิบหายละ…
มานาในร่างปะทุขึ้นสุดขีด ผมยื่นมือออกไปหมายจะใช้ การจัดสรรพลังงานจลน์ เพื่อชะลอแรงเหวี่ยงหมัดของมัน ทว่าความรุนแรงนั้นมหาศาลเกินไป
เพียงแค่การโจมตีพุ่งมาได้ครึ่งทาง ผมก็สูญเสียการควบคุมจนพลังงานที่ดูดซับมาได้จนระเบิดออกกลายเป็นคลื่นกระแทกซัดไปรอบด้าน
“ไม่ดีแล้ว!”
ผมรีบดิ่งเข้าสู่สภาวะ สมาธิ ให้ลึกยิ่งขึ้น ความสงบเยือกเย็นไหลบ่าเข้าสู่จิตใจแทนที่ความตระหนก ผมรู้ดีว่าถ้าหลบไม่พ้นหรือรับหมัดนี้ไม่ได้ ผมตายแน่!
ผมจึงรวบรวมมานาด้วยความเร็วที่เหนือกว่าทุกครั้งที่เคยทำได้ แล้วเปิดใช้งาน การจัดสรรพลังงานจลน์ ซ้ำอีกรอบ
ผมพยายามดูดซับแรงปะทะให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะอัดพลังงานจลน์สวนกลับไปที่หมัดของมันเพื่อลดทอนความเร็วลงไปอีกขั้น
จากนั้นผมจึงตัดสินใจใช้มือเปล่ารับหมัดนั้นตรงๆ พร้อมกับดูดซับแรงกระแทกเป็นครั้งสุดท้าย มานาพลุ่งพล่านไปทั่วร่างกายของผม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งจนถึงขีดสุด
และในที่สุด… ผมก็สามารถหยุดหมัดของเจ้ายักษ์ตัวนี้ได้!
เจ้าแบทเทิลโทรลล์ดูจะชะงักไปด้วยความประหลาดใจที่สิ่งมีชีวิตตัวจ้อยตรงหน้าสามารถต้านทานพละกำลังของมันได้
มันแผดเสียงคำรามลั่น ทว่าในวินาทีนั้นเอง หอกเล่มหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศมาด้วยเสียงหวีดหวิวที่น่าสยดสยอง ก่อนจะปักเข้าที่ดวงตาของมันอย่างแม่นยำ!
มันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดพลางเซถอยหลังไป และตวัดเท้าเตะสวนใส่ผมอย่างบ้าคลั่ง ผมหลบพ้นมาได้เพียงเพราะคาดการณ์การเคลื่อนไหวของมันไว้ล่วงหน้าเท่านั้น
บอกตามตรงว่าความเร็วของมันในตอนนี้… เข้าขั้นอันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียว
ผมดูดซับพลังงานจลน์บางส่วนในจังหวะที่ลูกเตะนั่นพุ่งผ่านตัวไป แล้วใช้แรงนั้นส่งตัวเองพุ่งรอดใต้หว่างขาของมันอย่างรวดเร็ว และในเสี้ยววินาทีที่สวนกัน ผมก็ฝากรอยแผลลึกฉกรรจ์ไว้ที่น่องของมันได้สำเร็จ
การที่มีดสั้นของผมสามารถเชือดเฉือนเนื้อหนังที่หนาเตอะของมันได้ราวกับตัดเนยแข็งนั้น เป็นผลมาจากทักษะ การสั่นพ้อง ที่ผมเคลือบไว้บนใบมีด ซึ่งทำให้ผิวหนังที่แข็งแกร่งราวกับชุดเกราะของมันไร้ความหมายไปโดยสิ้นเชิง
“ดีละ… แบบนี้พอมีลุ้น พวกเราฆ่ามันได้แน่!”
ผมหมุนตัวกลับเตรียมพุ่งเข้าโจมตีอีกระลอก ทว่าร่างยักษ์ของแบทเทิลโทรลล์กลับหายวับไปจากสายตาเสียเฉยๆ
“หือ?”
ยังไม่ทันที่ความสงสัยจะจางหาย เสียงกรีดร้องของเทสก็ดังขึ้นพร้อมกับสัมผัสมานาที่พุ่งพล่านมาจากทางด้านหลัง ของผม เจ้าแบทเทิลโทรลล์มาอยู่หลังผมโดยที่ผมแทบไม่รู้ตัวเลย
“เวรเอ๊ย!”
ผมเค้นความเร็วออกมาอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน เปิดใช้งาน การจัดสรรพลังงานจลน์ คลุมแผ่นหลังไว้ทันควัน
มานาทั้งหมดในร่างถูกรีดเร้นไปรวมกันที่จุดเดียวจนรู้สึกร้อนรุ่มราวกับร่างกายจะลุกเป็นไฟ เพราะต้องแบกรับมานาปริมาณมหาศาลในชั่วพริบตา
แรงปะทะมหาศาลอัดเข้าที่กลางหลังเต็มรัก แม้จะเปิดใช้งานสกิลอยู่แต่ร่างของผมก็ปลิวหวือทะลุแนวต้นไม้ไปอย่างไม่อาจต้านทาน
ผมพยายามขดตัวเป็นก้อน ปลดปล่อยพลังงานจลน์ที่ดูดซับไว้ออกมาเพื่อชะลอความเร็ว พร้อมกับรวบรวมมานาเสริมความแข็งแกร่งของร่างกายให้ถึงขีดสุด
ถึงกระนั้น ความเสียหายที่ได้รับก็ยังเข้าขั้นสาหัส ผมรู้สึกได้ถึงเลือดที่ไหลอาบมือขวา ขาซ้ายบิดผิดรูปจนผิดธรรมชาติ ความเจ็บปวดแล่นริ้วจนเกือบจะหมดสติ แถมยังมีเศษไม้แหลมคมทิ่มแทงทะลุไหล่ขวา
ร่างของผมยังคงกลิ้งไถลไปกับพื้น ผิวหนังเต็มไปด้วยรอยถลอกและฟกช้ำดำเขียว ผมกัดฟันเค้นแรงเฮือกสุดท้ายดูดซับพลังงานที่เหลือแล้วผลักสวนทิศทางที่กำลังกลิ้งเพื่อหยุดตัวเอง
ในที่สุด โลกที่หมุนเคว้งอย่างบ้าคลั่งก็กลับมานิ่งสงบลงอีกครั้ง
ทว่าในไม่กี่วินาทีต่อมา ผมกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมานาขนาดยักษ์ที่พุ่งตรงเข้ามาพร้อมกับแผ่นดินที่สั่นสะเทือน
“ไม่ดีแน่…”
ผมพยายามจะยันตัวลุกขึ้นยืน แต่ร่างกายที่บอบช้ำกลับประท้วงจนเกือบจะล้มพับลงไปอีกครั้ง ในความจนตรอกนั้น ผมตัดสินใจดิ่งลึกเข้าสู่สภาวะ สมาธิ ขั้นสูงสุด
ผมเลิกพยายามจำกัดปริมาณมานา และปล่อยให้มันไหลพลุ่งพล่านไปทั่วร่างอย่างอิสระ
ฉับพลันนั้น กล้ามเนื้อทั่วร่างพลันร้อนรุ่มราวกับจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ เส้นเลือดฝอยแตกกระจายจากแรงดันมานาที่มหาศาลเกินขีดจำกัด วงจรมานาในกายแผดเผาให้ความรู้สึกเหมือนถูกเหล็กเผาไฟแดงฉานนาบลงบนผิวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เจ้าโทรลล์พุ่งตรงมาที่ผมอย่างบ้าคลั่ง มันไม่ยี่หระต่อหอกหลายเล่มที่ปักคาอยู่บนร่างแม้แต่น้อย
ในขณะเดียวกัน ผมสัมผัสได้ถึง พลังจิตควบคุมวัตถุ ของเทสที่ระเบิดออกมาสุดกำลัง เธอตะโกนบางอย่างที่ผมไม่ได้ยิน
ต้นไม้รอบข้างบิดเบี้ยวถูกถอนรากถอนโคน ดินปลิวว่อนไปในอากาศจากแรงกดดันมหาศาลที่เธอพยายามจะใช้หยุดยั้งมัน
ทว่าเจ้าแบทเทิลโทรลล์กลับไม่ชะลอความเร็วลงเลยสักนิด รอยสักบนตัวมันเปล่งแสงขาวนวลตาขณะพุ่งทะลวงทุกอุปสรรคเข้ามาหาผม
ผมใช้ความจดจ่อเหนือมนุษย์ฝืนเข้าควบคุมมานาที่กำลังคลุ้มคลั่ง หล่อหลอมและขับเคลื่อนมันไปตามที่ใจปรารถนา
ท่ามกลางกระบวนการอันแสนทรมานนั้น ผมได้ยินเสียงแจ้งเตือนบางอย่างดังขึ้นแว่วๆ ก่อนที่สีสันของโลกทั้งใบจะซีดจางลงยิ่งกว่าเดิม เสียงทุกอย่างดับมืดไปในทันที
เสี้ยววินาทีต่อมา… มานาในร่างของผมก็ปะทุออกมาอย่างรุนแรง!