โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล - บทที่ 9 หลังการต่อสู้
บทที่ 9 หลังการต่อสู้
ผมดึงมีดสั้นออกจากคอของเจ้าก็อบลิน ก่อนจะตัดสินใจเก็บแต้มสถานะเอาไว้ก่อน เพราะอยากทดสอบผลลัพธ์ของมันให้แน่ชัดกว่านี้อีกสักนิด
เดนี่กับโชอี้ดูจะขวัญเสียไม่น้อย แม้บาดแผลตามร่างกายจะไม่ถึงขั้นสาหัสก็ตาม
หากพิจารณาตามจริง เดนี่เป็นคนรูปร่างกำยำและมีช่วงแขนขาที่ยาว ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบเรื่องระยะจู่โจมที่กว้างกว่าคนทั่วไป
ส่วนโชอี้เองก็ดูเหมือนจะมีทักษะเชิงการต่อสู้ติดตัวอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้น เจ้าสิ่งมีชีวิตที่สูงเพียงเมตรครึ่งตัวนี้กลับยังสร้างรอยแผลให้พวกเขาได้ในการต่อสู้แบบสองรุมหนึ่ง
แสดงให้เห็นว่าสำหรับการเผชิญหน้าครั้งแรกนั้น มันเป็นคู่ต่อสู้ที่ตึงมือสำหรับพวกเขาพอสมควรเลยล่ะ
“ไอ้ระยำเอ๊ย…”
เดนี่สบถพลางเตะซากก็อบลินโครมใหญ่ สำหรับผม มันดูเหมือนการระบายอารมณ์เพื่อกลบเกลื่อนความกลัวเสียมากกว่า เพราะผมสังเกตเห็นมือที่สั่นเทาและได้ยินร่องรอยความหวั่นวิตกในน้ำเสียงของเขา
“คุณช่วยแบกศพมันไปหน่อยได้ไหม?”
ผมเอ่ยถาม แต่เดนี่กลับมองผมราวกับมองคนบ้า
“อาจจะมีพวกของมันอยู่แถวนี้ และเราคงไม่อยากให้พวกมันมาเจอศพเพื่อนตัวเองใกล้ๆ จุดที่พวกเราอยู่หรอกนะ”
ผมชิงพูดดักคอก่อนที่เขาจะได้ทันโต้แย้ง เดนี่เงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะพยักหน้าตอบรับอย่างเสียไม่ได้
“โชอี้”
ผมเรียกเธอเพื่อให้ตั้งสติ เธอเงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาที่ผมค่อนข้างถูกใจ… มันคือแววตาของคนที่เริ่มยอมรับความจริง
“ฉันจะแบกอีกตัวไปเองค่ะ ส่วนคุณไปช่วยแฮดวินเถอะ”
เธอกล่าว
“แบกไปแค่ศพพอนะ ส่วนอาวุธพวกนี้ผมกับแฮดวินจะจัดการเอง”
ผมเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนกำชับ
“แล้วก็อย่าเพิ่งเอาพวกมันไปใกล้กลุ่มผู้โดยสารคนอื่นนักล่ะ”
เธอพยักหน้าอย่างเข้าใจ ผมจึงเดินลึกเข้าไปในป่าอีกครั้ง ในมือกระชับมีดสั้นที่ยึดมาได้ มันทำมาจากหินสีดำขลับที่ดูคล้ายโอปซิเดียน แต่กลับมีความคมและแข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อ
ผมเดินไปสมทบกับแฮดวินที่กำลังยืนพิจารณาซากก็อบลินอีกตัวอยู่
“เดนี่กับโชอี้จะช่วยแบกอีกสองตัวไปครับ ส่วนตัวนี้ผมจัดการเอง คุณช่วยรวบรวมอาวุธของพวกมันหน่อยได้ไหม?”
“ได้สิ เดี๋ยวผมจะช่วยกลบร่องรอยการต่อสู้ให้ด้วย”
แฮดวินตอบ
“เยี่ยมเลยครับ”
บอกตามตรง ผมค่อนข้างพอใจกับความรอบคอบของคนอย่างแฮดวิน แต่พอได้เห็นทักษะการสำรวจและวิธีจัดการลบร่องรอยที่เชี่ยวชาญขนาดนั้น ผมก็ต้องลอบประเมินชายคนนี้ใหม่ในใจทันที
ท่าทางของเขามันดูเป็นมืออาชีพเกินกว่าจะเป็นแค่คนธรรมดา เห็นทีผมคงต้องเพิ่มระดับความระมัดระวังที่มีต่อเขาให้มากขึ้นอีกขั้นเสียแล้ว
ผมยืนคุมเชิงให้ขณะที่แฮดวินจัดการพื้นที่จนเสร็จเรียบร้อย เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดี ผมจึงคุกเข่าลงเพื่อแบกซากก็อบลิน ขึ้นบ่า
ทันทีที่รับน้ำหนัก ผมถึงกับหลุดอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ เพราะตัวมันหนักกว่าที่คิดไว้มาก น่าจะราวเก้าสิบกิโลกรัมได้ ทั้งที่ขนาดตัวของมันดูไม่น่าจะหนักได้ถึงขนาดนั้น
แต่ก็นั่นแหละ… เราคงเอามาตรฐานของโลกมนุษย์มาใช้ตัดสินสิ่งมีชีวิตที่นี่ไม่ได้จริงๆ
แฮดวินจัดการเก็บกวาดอาวุธของก็อบลินรวมถึงข้าวของของพวกเราทั้งหมด ท่อเหล็กคู่ใจของผมก็รวมอยู่ในนั้นด้วย
เมื่อพวกเรากลับมาถึงจุดเริ่มต้นของการปะทะ แฮดวินก็เริ่มทำลายร่องรอย ไม่ว่าจะเป็นการกลบรอยเท้า หรือจัดการกับร่องรอยเล็กน้อยอื่นๆ ตามสัญชาตญาณที่ผมเข้าไม่ถึง เขาดูเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้อย่างแท้จริง
ซากก็อบลินสองตัวก่อนหน้าถูกเคลื่อนย้ายไปแล้ว แฮดวินหยิบอาวุธของพวกมันขึ้นมาถือไว้ ยัดของใช้บางส่วนลงเป้ ส่วนที่เหลือหนีบไว้ใต้แขนพลางกระชับปืนพกคอยระวังหลังให้ในขณะที่ผมเดินนำทาง
พวกเราเคลื่อนที่กันอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ แฮดวินยังคงแวะจัดการกลบรอยเท้าของเพื่อนร่วมทางและของพวกเราเป็นระยะๆ ตลอดทาง
หลังจากเดินฝ่าป่ามาประมาณ 15 นาที พวกเราก็กลับมาถึงลานกว้าง สิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจคือร่างกายของผมไม่ได้เหนื่อยล้าอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่เพิ่งแบกของหนักขนาดนั้นลุยป่ามา
จริงอยู่ที่ผมเคยยกน้ำหนักที่มากกว่านี้ในยิม แต่นี่คือการแบกเดินบนพื้นผิวที่ยากลำบากมันต่างกันมาก มันอาจจะเป็นฤทธิ์ของอะดรีนาลีน หรือความเป็นไปได้ที่มากกว่านั้นคือผลจากการที่ผมลงแต้มสถานะไปที่ความทนทานจนครบ 3 แต้มนั้นก็มีความเป็นไปได้
เราพบเดนี่กับโชอี้นอนแผ่หลาอยู่บนพื้น ทั้งคู่หอบหายใจจนตัวโยนและโชกไปด้วยเหงื่อ สัมภาระถูกวางกองไว้ห่างออกไปไม่กี่เมตร
มีผู้โดยสารคนอื่นๆ ยืนล้อมดูซากก็อบลินด้วยความตระหนก ผมตระหนักได้ทันทีว่าสภาพร่างกายของผมเหนือกว่าพวกเขาแค่ไหนตอนที่ผมเหวี่ยงร่างเจ้าตัวเขียวลงบนพื้นได้หน้าตาเฉย
เดนี่ตวัดสายตาขุ่นเคืองมามองผม ผมไม่ได้พูดอะไร แค่มองตอบกลับไปนิ่งๆ
“ไสหัวไปไกลๆ เลยไป…”
เขาพ่นลมหายใจทิ้งอย่างหัวเสีย ก่อนจะหันไปคาดคั้นกับแฮดวินแทน
“มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกันแน่? ไอ้พวกตัวเขียวๆ นี่มันตัวอะไรกัน?”
“ก็อบลิน”
แฮดวินตอบเรียบๆ
“ไม่ต้องบอกก็รู้เว้ย! ที่ผมถามคือมันมาจากไหน แล้วทำไม…”
ก่อนที่เขาจะโวยวายจบ แฮดวินก็ขัดขึ้นเสียก่อน
“ผมก็ไม่รู้หรอกเดนี่ อย่างที่คุณเห็น ผมก็เพิ่งมาติดอยู่ที่นี่พร้อมๆ กับคุณนั่นแหละ”
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย
“สิ่งที่ผมรู้แน่ๆ คือเราควรจะขอบคุณที่ตัวเองยังมีชีวิตอยู่ ไอ้สิ่งมีชีวิตพวกนี้มันแข็งแกร่งกว่ารูปร่างภายนอกของมันมาก”
“แถมยังหนักกว่าที่คิดด้วยค่ะ”
โชอี้เสริมเสียงค่อย ทำเอาแฮดวินหันไปมองอย่างสงสัย
“ตัวที่ฉันแบกมาน่าจะหนักเกือบ 50 กิโลได้ ทั้งที่เป็นตัวที่เล็กและผอมที่สุดแท้ๆ”
“ให้ตายเหอะ ของผมนี่ต้องเกินร้อยกิโลแน่ๆ”
เดนี่รีบเสริมบ้าง จนผมเห็นโชอี้แอบกลอกตาอยู่เงียบๆ
แฮดวินเดินเข้าไปหาซากก็อบลินที่ผมแบกมาแล้วลองออกแรงยกดู สีหน้าของเขาฉายแววประหลาดใจทันที เขาแค่นเสียงคำรามในลำคอขณะพยายามยกมันขึ้น
“ตัวนี้ต้องมีเฉียดร้อยกิโลจริงๆ”
เขาปล่อยมันลงพื้นตามเดิม
ความเงียบเข้าปกคลุมพวกเราครู่ใหญ่ ก่อนที่ผมจะโพล่งสิ่งที่อยู่ในใจออกมา
“เราควรจะผ่าศพพวกมันดูนะ”
พริบตานั้น สายตาทุกคู่ตวัดขวับมามองที่ผมเป็นจุดเดียว
หืม? พวกเขามองผมแบบนั้นกันทำไมล่ะนั่น?