ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 429 ตัวตนที่แท้จริงของหวังหมิง
หวังหมิงเป็นผู้มีพลังขั้นรวมร่างที่สลายพลังกลับมาบ าเพ็ญใหม่
เขาท่องไปทั่วดินแดนเซียนมาแล้วกว่าสองพันปี แต่นี่เป็นครั้งแรกที่
เขาได้พบผู้อยู่ขั้นแก่นทองค าที่สามารถใช้วิชาร่างแยกได้
ทั้งยังเป็นวิชาร่างแยกที่มีลักษณะพิเศษอีกด้วย
ก่อนที่หวังหมิงจะทันได้คิดให้กระจ่าง กระบี่ชิงเฟิงและเมิ่งเยว่ทั้ง
สองได้เปล่งประกายวูบวาบราวกับมังกรสองตัวที่ก าลังว่ายวนในทะเล
ตะวันออก น าพาสายลมและละอองเลือดโหมกระหน ่ามุ่งเข้าหา
ลู่หยางไม่แน่ใจว่าหากตัดซากศพมีชีวิตให้ขาดออกอีกครั้ง มัน
จะฟื้นคืนได้อีกหรือไม่ แทนที่จะไปเสี่ยงกับสิ่งที่ไม่แน่นอน สู้ฟันตรง
ไปที่หวังหมิงเลยจะดีกว่า
เขาไม่เชื่อหรอกว่าหวังหมิงจะสามารถฟื้นคืนได้เหมือนนนซากศพมี
ชีวิตนั่น
หวังหมิงรีบควบคุมซากศพมีชีวิตโจมตี ลู่หยางสั่งให้ร่างแยกถือ
กระบี่เมิ่งเยว่ต้านทานซากศพ ส่วนตัวเขาเองเผชิญหน้ากับหวังหมิง
ทั้งสองฝ่ายตกอยู่ในภาวะคาราคาซังอีกครั้ง แต่ไม่นานนักหวังห
มิงก็พบว่าตนเองเสียเปรียบ
พลังจิตของลู่หยางแข็งแกร่งยิ่งกว่าของเขาเสียอีก การควบคุม
ร่างแยกมีความแม่นย าสูง ในการต่อสู้ระหว่างซากศพมีชีวิตกับร่าง
แยก ซากศพมีชีวิตนั้นถอยร่นไปเรื่อยๆ
หากร่างแยกได้รับชัยชนะ ตอนนั้นตัวเขาเองจะต้องเผชิญกับ
การโจมตีจากสองฝ่ายพร้อมกัน
เสียงหัวเราะเบาๆ ของลู่หยางแว่วมาเข้าหูของหวังหมิง ท าให้เขา
เหงื่อเย็นผุดซิบๆ
“เจ้าไม่รู้หรือว่าแม้แต่หลักการง่ายๆ ที่ว่าห้ามเสียสมาธิระหว่าง
ต่อสู้? ทะลวง!”
ลู่หยางใช้วิชาทะลวง พลังกระบี่พุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า ปะทุออกมา
อย่างรุนแรง เกิดเป็นประกายกระบี่พริ้วไหวประดุจม่านแพรไหมที่ทอ
ประสานกันเป็นชั้นๆ
ม่านแสงสีเลือดปรากฏขึ้นตรงหน้าหวังหมิง นี่คือวิชาป้องกันขั้น
สูงสุดของเขา แต่เมื่อเผชิญหน้ากับวิชาทะลวงที่ลู่หยางทุ่มสุดก าลัง
ม่านแสงสีเลือดนั้นเพียงต้านทานไว้ได้เพียงครึ่งลมหายใจก็แตก
สลาย
โครม!
หวังหมิงพยายามใช้วิชาสลับต าแหน่งซากศพ แต่สุดท้ายก็ยังช้า
ไปหนึ่งจังหวะ ไหล่ขวาถูกแทงทะลุ
หวังหมิงบาดเจ็บสาหัส ต้องใช้เวลาพักฟื้นอย่างน้อยครึ่งเดือนจึง
จะกลับมาเป็นปกติ
ในช่วงกลางการต่อสู้ หวังหมิงได้กินยาคืนลมปราณไปหนึ่งเม็ด
แต่เมื่อถึงตอนท้ายก็ยังต้องเผชิญกับภาวะลมปราณไม่เพียงพอ
ตรงกันข้ามกับลู่หยางที่ตั้งแต่ต้นจนจบไม่ได้กินยาฟื้นฟูพลังเลย
แม้แต่เม็ดเดียว นี่ก็ด้วยอานิสงส์จากแก่นทองอมตะที่ทรงพลัง
ประกอบกับเรื่องที่เขาได้รับประทานเต้าหู้ทุกวันตั้งแต่เริ่มฝึกวิชา
การกินเต้าหู้อย่างสม ่าเสมอช่วยปรับสมดุลธาตุทั้งห้าของผู้
บ าเพ็ญ ท าให้สามารถยืนหยัดในสมรภูมิได้อย่างยาวนาน
“ข้ายอมแพ้!” หวังหมิงกัดฟันกรอด จ าต้องยอมรับความพ่ายแพ้
และกินยาเพื่อรักษาบาดแผล
ลู่หยางเก็บกระบี่ ราวกับไม่ใช่คนที่เพิ่งท าให้หวังหมิงบาดเจ็บเมื่อ
ครู่นี้ เขาแย้มยิ้มทักทาย
“ท าไมถึงคิดจะสลายพลังบ าเพ็ญใหม่ล่ะ?”
หวังหมิงถอนหายใจ “ตอนหนุ่มๆ ข้าร้อนรนเกินไป ไม่ได้
วางรากฐานให้ดี จึงติดอยู่แค่ขั้นรวมร่างระดับกลางมานาน ไม่อาจ
ก้าวข้ามไปได้ พอดีคราวนี้เป็นโอกาสดีในการสลายพลังบ าเพ็ญใหม่
จึงเลือกกลับมาเกิดใหม่”
ลู่หยางแปลกใจ “แล้วท าไมท่านไม่เข้าร่วมห้าส านักใหญ่แห่ง
ดินแดนเซียนล่ะ? ทรัพยากรของส านักมีมากมาย น่าจะดีกว่าส านัก
ควบคุมศพนี่”
“ส านักใหญ่ไม่ง่ายที่จะเข้านะ ยอดฝีมือมากมาย ใครจะรู้ว่าใคร
จะมาค้นพบตัวตนของพวกเรา ตรงกันข้ามกับเจ้า ช่างกล้าหาญ
เหลือเกิน ไม่เพียงแทรกซึมเข้าส านักใหญ่ แถมยังวางท่าอย่างโอ่อ่า
อีก”
หวังหมิงนึกถึงพลังจิตอันทรงพลังของลู่หยาง ก็เข้าใจว่าเขาก็
น่าจะเป็นผู้ที่สลายพลังบ าเพ็ญใหม่เช่นกัน
เขาถามต่อ “ดูวิชาร่างแยกของเจ้าแปลกพิเศษนัก ข้าไม่เคยได้
ยินมาก่อน แม้แต่ในบันทึกประวัติศาสตร์ก็ไม่มีกล่าวถึง คงเป็นวิชาที่
ไร้ผู้สืบทอดจนสูญหายไปแล้ว เจ้าเป็นผู้บ าเพ็ญจากยุคต้าเฉียนใช่
ไหม?”
“ไม่ใช่ ข้าไม่ได้สลายพลังบ าเพ็ญใหม่”
“อย่าโม้เลย หากไม่ใช่ผู้สลายพลังบ าเพ็ญใหม่ จะรับมือข้าได้
อย่างไร? เอาเถอะ ข้าเปิดใจให้ ข้าคือท่านผู้เฒ่าหวังเฉิงแห่งราชวงศ์
ต้าอวี๋ เจ้าชื่ออะไร? บางทีข้าอาจเคยได้ยินนามของเจ้ามาก่อน”
ลู่หยางไม่ตอบ แต่เพียงจ้องมองหวังหมิงเงียบๆ
หวังหมิงดูเหมือนนนจะเข้าใจบางอย่าง
หวังหมิง : “……”
ลู่หยาง : “……”
“ท่านเป็นผู้บ าเพ็ญจากราชวงศ์ต้าอวี๋งั้นหรือ!?”
“เจ้าเป็นศิษย์ส านักเวิ่นเต๋าจริงๆ หรือนี่!?”
ทั้งสองอุทานออกมาพร้อมกัน
ลู่หยางเข้าใจว่าหวังหมิงเป็นผู้อาวุโสคนใดคนหนึ่งจากส านัก
ควบคุมศพที่สลายพลังบ าเพ็ญใหม่ จึงพูดจาอย่างสบายๆ เขาไม่เคย
คิดว่าหวังหมิงจะเป็นผู้บ าเพ็ญโบราณจากยุคราชวงศ์ต้าอวี๋
หวังหมิงยิ่งตกตะลึงกว่าลู่หยาง พลังการต่อสู้ที่ลู่หยางแสดงออก
มานั้น เป็นพลังที่ฝึกฝนขึ้นมาจริงๆ ไม่ได้ผ่านการสลายพลังบ าเพ็ญ
ใหม่ แม้แต่อาจารย์หลวงในวัยเดียวกันนี้ก็ยังท าไม่ได้เช่นนี้!
อัจฉริยะแห่งยุคทองน่ากลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ?!
เมิ่งจิ่งโจวตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหา หวังหมิงเป็นผู้
บ าเพ็ญโบราณอย่างนั้นหรือ
หม่านกู่และจ้าวปั้วเพิ่งเคยเจอผู้บ าเพ็ญโบราณเป็นครั้งแรก
ปฏิกิริยาของพวกเขาจึงไม่รุนแรงเท่าลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจว
หวังหมิงรีบตั้งสติ น ้าเสียงเย็นเยียบ ดวงตาปกคลุมด้วยเมฆ
หมอก ไร้รอยยิ้มใดๆ “ดีนัก ไม่เลวเลย สมแล้วที่เป็นอัจฉริยะแห่งยุค
ทองที่สามารถบีบให้ข้าตกอยู่ในสภาพอับจนถึงเพียงนี้!”
“เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไว้ชีวิตเจ้าไม่ได้แล้ว!”
“แต่เดิมข้าวางแผนจะพูดคุยกับเจ้าให้จบ แล้วฆ่าทุกคนที่ได้ยิน
การสนทนาของพวกเรา แต่ตอนนี้ดูเหมือนนนว่าเจ้าเองก็ต้องตายด้วย!”
หวังหมิงไม่ปิดบังเจตนาฆ่าของตนอีกต่อไป เขาใช้วิชาลับเรียก
หาพันธมิตร
“ท่านเหมิง โปรดฆ่าพวกมันทั้งหมด!”
“ลู่หยาง ระวัง! มีผู้บ าเพ็ญขั้นรวมร่างก าลังมา!”
เสียงเตือนของเซียนอมตะเพิ่งดังขึ้น ความกดดันมหาศาลราวภู
ผาสูงทะมึนก็ทาบทับลงมายังบริเวณนี้
บนท้องฟ้าปรากฏชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ผมหงอกไปเกินครึ่ง
เขาเพิกเฉยต่อลู่หยางและคณะโดยสิ้นเชิง ก้มหน้ามองหวังหมิง
พลางเผยรอยยิ้มเย้ยหยัน
“ท่านหวัง ท าไมถึงได้ล าบากเช่นนี้?”
“ถ้าเป็นท่าน ท่านก็คงจะเป็นเช่นนี้เหมือนนนกัน!” หวังหมิงโกรธ
เกรี้ยว ลู่หยางมีพรสวรรค์สูงลิบลิ่ว แม้แต่ตัวเขาซึ่งเป็นผู้สลายพลัง
บ าเพ็ญใหม่จากขั้นรวมร่างยังสู้ไม่ได้
หากปล่อยให้เติบโตต่อไป จะเกิดผลร้ายเพียงใด?
จ าเป็นต้องก าจัดทิ้งโดยเร็ว!
“พูดถูกพูดถูก” ชายที่ถูกเรียกว่าท่านเหมิงยิ้มตอบ ศิษย์ขั้นแก่น
ทองค าเพียงสองสามคน กวาดนิ้วก็สลายได้
“ก็… ก็มันนั่นแหละ!” วิญญาณผีจมน ้ารู้สึกถึงกลิ่นอายคุ้นเคย
ร้องโวยวายอย่างสัญชาตญาณ
“มันคือคนที่ตีข้าจนสลบ แล้วพาข้าจากทะเลตะวันออกมาที่นี่!”
ท่านเหมิงก้มหน้าลง เห็นวิญญาณผีจมน ้า เขายิ้มน้อยๆ
“ที่แท้ก็คือผีจมน ้าจากทะเลตะวันออกนั่นเอง”
ลู่หยางใจหายวาบ นั่นหมายความว่าภัยผีในเมืองฮั่นสุ่ยเป็นฝีมือ
ของท่านเหมิง เขาจับวิญญาณจากที่ต่างๆ มาทิ้งไว้ในเมืองฮั่นสุ่ย
เพียงแต่ไม่รู้ว่าพวกเขาต้องการท าอะไร!
ท่านเหมิงไม่สนใจผีจมน ้าอีก ผีขั้นทารกแรกก าเนิดไม่คู่ควรให้
เขาใส่ใจ “ข้าจะช่วยเจ้าฆ่าคนพวกนี้ แล้วสร้างสถานที่เกิดเหตุปลอม
ท าให้ดูเหมือนนนพวกมันพลีชีพร่วมกับผีจมน ้าตัวนี้ เช่นนี้เจ้าก็ยังคงอยู่
ในส านักควบคุมศพได้ต่อไป แลกกับสิ่งนี้ เจ้าต้องบอกข้าหนึ่งใน
สถานที่ซ่อนสมบัติของเจ้า”
หวังหมิงขบกรามแน่น กล้าโกรธแต่ไม่กล้าแสดงออก นี่มันการ
ฉวยโอกาสในยามคับขันชัดๆ แต่เขาไม่มีทางเลือก
“ตกลง!”
“ฮ่าๆๆ งั้นก็ขอบคุณล่วงหน้าส าหรับของขวัญจากท่านหวังแล้ว
กัน!”
เห็นว่าจะได้สิ่งที่ต้องการ ท่านเหมิงจึงไม่ออมมือต่อไป เขามองลู่
หยางและคณะเหมือนนนมองคนตาย
“พวกเจ้า ข้ามีเมตตา จะให้พวกเจ้าเลือกวิธีตายเอง จะถูกเชือด
เอาเส้นเอ็น ถลกหนัง หรือถูกหลอมเป็นแก่นทองคน หรือให้ร้อย
วิญญาณทะลวงร่างจนตาย?”
ลู่หยางและคณะเหงื่อไหลไคลย้อย เหงื่อชุ่มแผ่นหลัง โดยเฉพาะ
จ้าวปั้ว ไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน
“แล้วท่านล่ะ อยากตายแบบไหน?”
เสียงที่ปรากฏขึ้นอย่างไม่คาดคิดท าลายความเงียบงันของ
สถานการณ์
“ใคร!” ท่านเหมิงตกใจ เขาถึงกับไม่รู้สึกได้ว่ามีคนมาตั้งแต่
เมื่อไร!
โครม!
ท่านเหมิงถูกวงแหวนห้าสีโจมตีจนร่วงจากฟ้า คายเลือดสด ใน
แววตาวูบไหวด้วยความหวาดกลัว
เพียงการโจมตีเดียว เขาก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่างในพลัง
ระหว่างตนเองกับอีกฝ่าย
ผู้มาใหม่สวมชุดสีเขียว สองมือไพล่หลัง น ้าเสียงเรียบเฉย วง
แหวนห้าสีลอยอยู่เหนือศีรษะ ดูประดุจเทพเจ้า
“เจ้าส านักธาตุทั้งห้า ชิวจิ้นอัน”