ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 443 เซียนอมตะออกโรง
เขาที่ยึดร่างประมุขหลู่คือผู้บ าเพ็ญขั้นข้ามพิบัติจากแคว้นต้าอวี๋
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกอย่างก็ชัดเจนแจ่มแจ้ง
ท าไมไม่มีบันทึกการปะทะของผู้บ าเพ็ญขั้นรวมร่าง? เพราะผู้
บ าเพ็ญขั้นข้ามพิบัติจากแคว้นต้าอวี๋สามารถยึดร่างผู้อยู่ขั้นรวมร่าง
ได้อย่างง่ายดาย!
ท าไมประมุขหลู่ผู้ไร้ความโดดเด่น กลับเป็นคนแรกในรุ่น
เดียวกันที่ทะลุสู่ขั้นข้ามพิบัติ? ก็เพราะเขาถูกผู้บ าเพ็ญขั้นข้ามพิบัติ
จากแคว้นต้าอวี๋ยึดร่างแล้ว เท่ากับกลับเข้าสู่ขั้นข้ามพิบัติอีกครั้ง
กระบวนการจึงราบรื่นโดยแท้!
ทั้งหมดนี้เป็นพยานหลักฐาน แม้ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวจะไม่มี
หลักฐานชัดแจ้ง แต่พวกเขาก็คิดไม่ถึงความเป็นไปได้อื่นแล้ว!
ขณะที่ผู้ปกครองแคว้นลี่และคณะก าลังจะแสดงความยินดีกับ
ส านักควบคุมศพ พวกเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังก้องของประมุขหลู่
เสียงหัวเราะเต็มไปด้วยความโอหังเหิมเกริม แตกต่างจากบุคลิกเดิม
โดยสิ้นเชิง
“ในที่สุด… ในที่สุดข้าก็กลับคืนสู่ขั้นข้ามพิบัติอีกครั้ง!”
“ไม่ถูกต้อง เจ้าไม่ใช่หลู่ปาเชียน เจ้าเป็นใครกันแน่!” ผู้ปกครอง
แคว้นลี่ตอบกลับทันที่ เสียงแหลมดุจระฆังทอง ความรู้สึกไม่ดีแล่น
ปราดเข้าสู่ห้วงค านึง
อู๋อวี่เต๋าและพระอาจารย์ชังเลยกลับแสดงความยินดีกับ “ประมุข
หลู่”
“ขอแสดงความยินดีกับท่านพระอาจารย์อู๋เซียที่ผ่านพิบัติส าเร็จ”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ผู้อาวุโสกายม่านตาหดเล็ก ใบหน้าเต็มไป
ด้วยความไม่อยากเชื่อ “อู๋เซีย? พระอาจารย์อู๋เซีย?! พระอาจารย์อู๋
เซียแห่งพรรคปีศาจ!”
พรรคปีศาจได้ชื่อว่าเป็นส านักชั้นเลิศ ก็เพราะมีพระอาจารย์อู๋
เซียผู้อยู่ขั้นข้ามพิบัติเป็นเสาหลัก!
ระหว่างการต่อสู้เมื่อครู่ ผู้อาวุโสกายก็รู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน
บันทึกประวัติศาสตร์กล่าวว่าพระอาจารย์อู๋เซียหายสาบสูญ น่าจะจ า
ศีลยาวนาน และจะตื่นขึ้นในยุคทอง
หากเป็นเช่นนั้น ท าไมในการต่อสู้จึงมีเพียงผู้บ าเพ็ญขั้นรวมร่าง
จากพรรคปีศาจ? พระอาจารย์อู๋เซียอยู่ที่ใด?
บัดนี้ทุกอย่างกระจ่างแล้ว พระอาจารย์อู๋เซียอยู่ภายใต้จมูกเขา
มาตลอด!
ตอนนี้ฝ่ายแคว้นต้าอวี๋มีผู้บ าเพ็ญขั้นข้ามพิบัติถึงสามคน ท าให้
ชิวจิ้นอันที่อยู่ในสถานการณ์ล าบากต้องเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นเท่า
ทวีคูณ
ชายหมวกกระดาษขาวจ้องพระอาจารย์อู๋เซียที่ยึดร่างประมุขหลู่
อย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
หวังหมิงและเหมิงเทียนจวินจวินได้เล่าเรื่องนี้ให้ฟังแล้ว นี่เป็น
หนึ่งในเหตุผลที่เขาตัดสินใจจัดการกับผู้บ าเพ็ญขั้นข้ามพิบัติแห่ง
แคว้นต้าอวี๋
เนื่องจากผู้ควบคุมศพมีทัศนะเกี่ยวกับชีวิตและความตายที่
แตกต่างจากคนทั่วไป ในโลกภายนอกจึงมีข่าวลือว่าผู้ก่อตั้งลัทธิจิ่ว
อิ่วมาจากส านักควบคุมศพ
ความจริงแล้วนี่เป็นเพียงข่าวลือ แต่มีส่วนถูกต้องอยู่บ้าง ผู้
ควบคุมศพมีทัศนะเกี่ยวกับชีวิตและความตายใกล้เคียงกับลัทธิจิ่วอิ่ว
ท าให้ลัทธิจิ่วอิ่วมีความรู้สึกดีกับผู้ควบคุมศพตามธรรมชาติ
ประมุขลัทธิจิ่วอิ่วย่อมเดือดดาลต่อพระอาจารย์อู๋เซียที่ยึดร่าง
ประมุขหลู่
แผนเดิมของเขาคือร่วมมือกับชิวจิ้นอัน รีบจัดการอู๋อวี่เต๋าให้
เสร็จสิ้นก่อนที่พระอาจารย์อู๋เซียจะกลับคืนสู่ขั้นข้ามพิบัติ
แต่น่าเสียดายที่ไม่เป็นไปตามใจหวัง เขาไม่คาดคิดว่าฝ่ายแคว้น
ต้าอวี๋ยังมีพระอาจารย์ชังเลย และไม่คาดคิดว่าพระอาจารย์อู๋เซียจะ
ข้ามพิบัติเร็วไปด้วย
เมื่อเห็นว่าฝ่ายตนพร้อมพรั่ง อู๋อวี่เต๋าก็เผยธาตุแท้ที่โลภมากและ
โหดเหี้ยม
“ผู้ปกครองแคว้นลี่ ข้าให้โอกาสเจ้าแล้ว บอกให้เจ้ามอบพลัง
แผ่นดิน เมื่อเจ้าไม่ยอม ก็ได้แต่ให้ข้าลงมือเอง!”
พยางค์ “เอง” ยังไม่ทันขาดค า ผู้บ าเพ็ญขั้นข้ามพิบัติทั้งสามก็
ออกโรงพร้อมกัน จู่โจมผู้ปกครองแคว้นลี่ พลังเวทลมปราณในเมือง
ฮั่นสุ่ยทั้งเมืองบ้าคลั่งรุนแรง การโจมตีนี้ราวกับการล่มสลายของโลก
ท าให้ผู้ปกครองแคว้นลี่ตกอยู่ในสภาพใกล้ตาย โชคดีที่มีพลัง
แผ่นดินช่วยชีวิตไว้ ไม่เช่นนั้นเพียงการโจมตีเดียวนี้ก็เพียงพอจะ
พรากชีวิตผู้ปกครองแคว้นลี่แล้ว
ผู้ปกครองแคว้นลี่ทรุดฮวบลงสู่พื้น ตกลงมายังคฤหาสน์ใหญ่
ข้างกายลู่หยาง
ดวงตาลู่หยางกระตุก สถานการณ์เลวร้ายถึงขีดสุดแล้ว ฝ่าย
แคว้นต้าอวี๋มีผู้บ าเพ็ญขั้นข้ามพิบัติถึงสามคน ความต่างของพลัง
มหาศาลเกินไป
“สมแล้วที่เป็นพลังแผ่นดิน ถึงขนาดนี้ก็ยังไม่ตาย ข้ายิ่งอยากได้
พลังแผ่นดินมากขึ้นแล้ว ไม่รู้ว่าพลังมังกรเสือของข้าจะแปรเปลี่ยนไป
ถึงระดับใด”
ผู้ปกครองแคว้นลี่ฝืนประคองร่าง แค่นเสียงเย็นชา สงบนิ่งเหมือน
ไม่กลัวตาย “หรือเจ้าคิดว่าฆ่าข้าแล้ว พลังแผ่นดินจะเป็นของเจ้า?
ช่างน่าขบขันยิ่งนัก แม้ข้าตาย พลังแผ่นดินก็ต้องกลับคืนสู่ที่เดิม
พวกเจ้าไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยว!”
“เป็นเช่นนั้นหรือ?” พระอาจารย์อู๋เซียเผยรอยยิ้มพิกล หยิบยันต์
ที่ดูคุ้นตายิ่งออกมา “เจ้าลองเดาซิว่าท าไมข้าถึงต้องยึดร่างนี้?”
“ยันต์สลายจิตวิญญาณ!” ผู้ปกครองแคว้นลี่จ ายันต์นี้ได้ ทันใด
นั้นก็รู้สึกไม่ดี นี่คือยันต์ที่ทางการและส านักควบคุมศพร่วมกันสร้าง
อย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาผีร้าย บนยันต์ยังมีรอยตราแคว้นหวง
ประทับไว้เพื่อเพิ่มพลัง
เขาหยิบยันต์นี้ออกมาจะท าอะไร?!
พระอาจารย์อู๋เซียชูยันต์ขึ้น ทั่วเมืองฮั่นสุ่ยมีแสงหลายจุดปรากฏ
ทั้งหมดเป็นต าแหน่งที่ใช้ยันต์สลายจิตวิญญาณ
“อัญเชิญค่ายกล!”
ยันต์ในมือพระอาจารย์อู๋เซียลุกไหม้ จุดสว่างในเมืองยิ่งเจิดจ้า
จุดต่อจุดประสานเป็นพื้นผิว ก่อเกิดเป็นค่ายกล ผู้ปกครองแคว้นลี่
รู้สึกว่าพลังแผ่นดินก าลังถูกแยกออกจากร่างทีละน้อย กลายเป็นสิ่งที่
ไร้เจ้าของ
“ข้าอุตส่าห์วางแผนยึดร่างนี้ ก็เพื่อชั่วขณะนี้!” พระอาจารย์อู๋
เซียหัวเราะไม่หยุด เสียงหัวเราะอันน่ารังเกียจดังกังวานไปทั่วเมือง
ฮั่นสุ่ย
“ผู้ปกครองแคว้นคนก่อนลงจากต าแหน่ง กลุ่มอ านาจอื่นไม่ได้
รับความไว้วางใจจากราชส านัก ผู้ปกครองแคว้นคนใหม่อย่างเจ้าไม่
มีทางเลือกอื่นนอกจากไว้ใจพวกเราส านักควบคุมศพ เมื่อมีอุบัติภัย
จากภูตผี มีเพียงส านักควบคุมศพพวกเราเท่านั้นที่จะช่วยแก้ปัญหา
ได้!”
“ยันต์สลายจิตวิญญาณเป็นยันต์ที่ส านักควบคุมศพกับทางการ
ร่วมกันสร้าง ยันต์จึงมีเจตนาของทางการแฝงอยู่ และเมื่อเพิ่มรอย
ตราแคว้นหวงลงไป ยิ่งท าให้เจตนานี้แข็งแกร่งขึ้น”
“ข้าใช้ปีศาจร้ายเป็นสมอ ให้ลูกศิษย์ใช้ยันต์ก าจัดผี เมื่อยันต์
และพลังปีศาจผสานกัน ก็กลายเป็นจุดของค่ายกล”
ผู้เชี่ยวชาญค่ายกลทุกคนเข้าใจผิด ค่ายกลในเมืองฮั่นสุ่ยไม่ได้
ใช้ปีศาจร้ายเป็นจุดศูนย์กลาง ไม่ได้ตั้งใจรบกวนสมดุลอินหยาง แต่
ใช้ยันต์สลายจิตวิญญาณในการสร้างค่ายกล
แต่ผู้เชี่ยวชาญค่ายกลไม่มีใครรู้ถึงตัวตนของยันต์สลายจิต
วิญญาณ จึงไม่มีใครสังเกตปัญหาเรื่องยันต์
“ยันต์ก็ดี การก าจัดผีก็ดี ล้วนเป็นเจตนาของพวกเจ้าทางการ
ดังนั้นค่ายกลก็เป็นเจตนาของพวกเจ้าทางการเช่นกัน นี่เท่ากับ
ทางการจงใจสละพลังแผ่นดิน!” พระอาจารย์อู๋เซียเผยรอยยิ้มเยาะ
หยัน การท าให้พลังแผ่นดินกลายเป็นสิ่งไร้เจ้าของนั้นมีเงื่อนไขยาก
ยิ่ง ต้องให้ทางการเลือกสละเอง
นี่คือเหตุผลที่เขาวางแผนทั้งหมดนี้ เพื่อให้ได้มาซึ่งพลังแผ่นดิน!
เมื่อรู้สึกว่าพลังแผ่นดินก าลังสูญเสียการควบคุมทีละน้อย
กลายเป็นสิ่งไร้เจ้าของ ผู้ปกครองแคว้นลี่รู้สึกหมดเรี่ยวแรง หากเป็น
ผู้ปกครองแคว้นที่มีประสบการณ์ คงไม่ท าผิดพลาดร้ายแรงเช่นนี้
“อย่าให้พวกมันได้พลังแผ่นดิน!” ชิวจิ้นอันและประมุขลัทธิจิ่วอิ่ว
รีบเข้าโจมตี
แต่พวกเขาสองคนมีหรือจะเป็นคู่ต่อสู้ของผู้บ าเพ็ญขั้นข้ามพิบัติ
ทั้งสาม
“หมัดอสูรมหาเทพสามชั้น!”
“สายฟ้าลงทัณฑ์!”
“ปราณศพพันลี้!”
ผู้บ าเพ็ญขั้นข้ามพิบัติทั้งสามออกโรงพร้อมกัน ชิวจิ้นอันและ
ประมุขลัทธิจิ่วอิ่วกระเด็นไปคนละทิศละทาง ไอเลือดพุ่งไม่หยุด
สสารที่ดูคล้ายน ้าคล้ายแสงลอยออกจากร่างผู้ปกครองแคว้นลี่
รวมตัวเป็นเส้นเป็นแผ่น ล่องลอยสู่ท้องฟ้า
อู๋อวี่เต๋าเห็นพลังแผ่นดินที่เฝ้าฝันมานาน ยื่นมือใหญ่ ใช้วิชาฝ่า
มือหุบเขากดลงมาที่ผู้ปกครองแคว้นลี่
ลู่หยางและคนอื่นๆ ก็อยู่ข้างกายผู้ปกครองแคว้นลี่พอดี
“พลังแผ่นดินเป็นของข้าแล้ว!”
“ข้าก็รู้สึกว่าพลังแผ่นดินนี้ดีทีเดียว จะให้ข้าลองใช้สักหน่อยดี
ไหม?”
สุรเสียงเจื้อยแจ้วแจ่มใสดังขึ้นกะทันหัน ก้องกังวานในท้องฟ้า ไม่
ทราบที่มา
ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นระหว่างผู้ปกครองแคว้นลี่และฝ่ามือใหญ่อย่าง
ฉับพลัน ยื่นมือขาวงามออกไป ดูดกลืนพลังแผ่นดินทั้งหมด
“นี่ก็กล้าเรียกว่าฝ่ามือหุบเขาด้วยหรือ?”
หญิงสาวแค่นเสียงเย็นชา ยกมือขึ้นตบเบาๆ ส่งมือใหญ่ของอู๋อวี่
เต๋าปลิวไป อู๋อวี่เต๋าจับข้อมือแน่น ฝ่ามือสั่นไม่หยุด ดวงตาผุดแววตื่น
ตระหนก
หญิงสาวถูกพลังแผ่นดินห่อหุ้ม ไม่เห็นใบหน้าชัดเจน แต่
ร่างกายงดงาม เท้างามเปล่าเปลือย ดั่งนางฟ้าลงมาโลกมนุษย์
ศักดิ์สิทธิ์ไม่อาจล่วงเกิน ท าให้คนอยากก้มลงสักการะ
“เจ้าเป็นใคร!”
อู๋อวี่เต๋าจ้องหญิงสาวลึกลับด้วยสายตาเขม็ง เขารู้สึกว่าหญิงสาว
นี้เปรียบดั่งห้วงลึก ลึกล ้ายากหยั่ง
การโจมตีเมื่อครู่ที่ส่งฝ่ามือเขาปลิวไป ไม่ได้เกินขอบเขตของผู้
บ าเพ็ญขั้นข้ามพิบัติระดับต้น แต่วิธีควบคุมและใช้พลังที่นางแสดง
ออกมา ล้วนเหนือกว่าเขา!
เป็นไปได้อย่างไรกัน!
หญิงสาวลึกลับมองอู๋อวี่เต๋าอย่างเหยียดหยาม เอ่ยปากเผยนาม
ราวกับขี้เกียจ น ้าเสียงเอื่อยเฉื่อย
“ข้าคือเทพถั่ว มหาเทพสูงสุดแห่งลัทธิสวรรค์”