ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 447 มหาศึกอวสาน
อู๋อวี่เต๋าทั้งสามพบความจริงอย่างแจ่มแจ้ง บุคคลตรงหน้านี้คือ
ศัตรูที่พวกเขาไม่อาจเอาชนะได้ อย่าว่าแต่จะชนะเลย นับตั้งแต่เริ่ม
ศึกจนถึงบัดนี้ แม้แต่รอยแผลเพียงน้อยนิดก็ไม่อาจสร้างให้นางได้
มหาเทพสูงสุดแห่งลัทธิสวรรค์ ช่างน่าหวาดกลัวยิ่งนัก
“หนีเถอะ!”
ทั้งสามยอมรับความจริงแล้ว เมื่อไม่อาจเอาชนะได้ ก็มีแต่ต้อง
หนีเพื่อรอโอกาสกลับมาแก้แค้นอีกคราว!
ร่างกายเคลื่อนที่ช้ากว่าวิญญาณมากนัก ทั้งสามล้วนเป็นนักรบ
ผู้ผ่านศึกมามากมาย จึงเลือกทางรอดที่ถูกต้องในทันที่ — ปล่อย
วิญญาณออกจากร่าง แยกย้ายกันหนี!
“โชคดีที่อีกฝ่ายเป็นเพียงจิตหนึ่งของเซียนเท่านั้น ไม่อาจไล่ล่า
พวกเราทั้งสามพร้อมกันได้ อีกทั้งพลังแผ่นดินนั้นเคลื่อนย้ายไม่
สะดวก หากนางต้องการไล่ล่าพวกเรา จ าต้องสละพลังแผ่นดิน แต่
หากนางสละพลังแผ่นดิน พลังจะอ่อนถอยลง แม้ไล่ตามมาทัน ก็ไม่
อาจเอาชนะพวกเราได้!”
ทั้งสามโล่งอก กลายเป็นแสงแวบวาบหลบหนีไป
……
เซียนอมตะมองดูทั้งสามจากไปอย่างปล่อยวาง แล้วเบนสายตา
กลับมา
เมื่อผู้ปกครองแคว้นลี่เห็นว่าการต่อสู้จบสิ้นลงแล้ว ก็รีบมายัง
สนามรบ ทว่า ณ ที่นั้นเหลือเพียงร่างไร้วิญญาณสามร่าง กับพลัง
แผ่นดินที่ไร้ผู้ครอบครอง
เขาเห็นดังนั้น จึงรีบใช้ตราแคว้นหวงดึงพลังแผ่นดินกลับคืนมา
ชิวจิ้นอันเหลียวมองไปรอบๆ แล้วคารวะ “ขอบคุณท่านที่
ช่วยเหลือเมื่อครู่ ยังไม่ทันได้ถามว่าท่านเป็นใคร?”
ข้างกายชิวจิ้นอันว่างเปล่า ชายหมวกกระดาษขาวหายตัวไป
นานแล้ว
“ช่างเป็นวิชาล่องหนที่วิเศษนัก จากไปหรือหนีไปกันแน่?” ชิ
วจิ้นอันหรี่ตาพึมพ าในปาก การเคลื่อนไหวของชายหมวกกระดาษ
ขาวในยามต่อสู้ท าให้เขาเกิดความสงสัยบางประการ
แต่อย่างไรก็ตาม อีกฝ่ายเคยช่วยชีวิตเขา การหักหน้าทันทีคง
ไม่เหมาะนัก
ผู้อาวุโสกายและผู้อื่นๆ ก็กลับมาถึงส านักควบคุมศพ เมื่อเห็น
ร่างไร้วิญญาณของประมุขส านัก ก็ร ่าไห้อย่างโศกเศร้า น ้าตาไหล
ราวสายฝน
“ประมุข ท่านต้องตายอย่างทรมานเช่นนี้หรือ!”
“พวกเราจะต้องล้างแค้นให้ท่านอย่างแน่นอน!”
เหล่าศิษย์ต่างตาแดงก ่า ร ่าไห้ระงม บรรยากาศในส านักควบคุม
ศพเต็มไปด้วยความโศกาอาดูร
ลู่หยางและคนอื่นๆ ก็มาถึงส านักควบคุมศพเช่นกัน เมื่อเห็นร่าง
ของผู้บ าเพ็ญขั้นข้ามพิบัติทั้งสามบนพื้น แล้วยังได้เห็นสภาพของ
ชาวส านักควบคุมศพที่ร ่าไห้จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม พวกเขาต่างก า
หมัดแน่น เส้นเลือดปูดโปน
ผู้อาวุโสกายในฐานะอาวุโสใหญ่ เมื่อประมุขไม่อยู่ เขาต้องรับ
หน้าที่แทน จึงหันไปปลอบใจผู้คนที่ก าลังโศกเศร้า “หลู่ปาเชียนตอน
มีชีวิตเป็นคนร่าเริงสดใส หากมีวิญญาณล่องลอยอยู่ในสรวงสวรรค์
ก็คงไม่อยากเห็นพวกเจ้าเป็นเช่นนี้ ยิ้มสักหน่อยเถิด ถือเป็นการส่ง
ท่านในวาระสุดท้าย”
“หลู่ปาเชียนเอ๋ย เจ้าวางใจได้ พวกเราจะสืบทอดเจตนารมณ์
ของเจ้า เสริมความแข็งแกร่งให้ส านักควบคุมศพอย่างแน่นอน!”
ผู้อาวุโสกายหัวเราะเบาๆ ไว้อาลัยหลู่ปาเชียน
“เฒ่ากายเอ๋ย เจ้าหมาตัวนี้ ข้าตายแล้วเจ้ายังให้พวกเขายิ้มอีก!”
ท่อนบนของประมุขหลู่พลันผุดขึ้นตรงๆ จ้องผู้อาวุโสกายด้วย
ความโกรธเกรี้ยว
เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงพลิกผันนี้ท าให้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์
ตะลึงงัน ผู้ปกครองแคว้นลี่ตื่นตระหนก คิดว่าประมุขหลู่กลายเป็น
ซากศพมีชีวิต จึงระดมพลังแผ่นดินอีกครั้ง
“ตายที่ไหนกัน อย่ามาท าเป็นไม่รู้ว่าข้ายังมีชีวิตอยู่!” ผู้อาวุโส
กายหัวเราะร่า
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ผู้ปกครองแคว้นลี่งุนงง เมื่อเห็นปฏิกิริยา
ของผู้อาวุโสกาย ดูเหมือนเขาจะไม่แปลกใจกับการฟื้นคืนชีพของ
ประมุขหลู่เลย
ประมุขหลู่อธิบาย “ท่านคงเป็นผู้ปกครองแคว้นคนใหม่กระมัง นี่
ถือเป็นการพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกของเรา ข้าคือหลู่ปา
เชียน ประมุขส านักควบคุมศพ”
ผู้ปกครองแคว้นลี่ทักทายตอบด้วยมารยาท แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่า
เกิดอะไรขึ้น
“ผู้ปกครองลี่คงไม่ทราบ ส านักควบคุมศพและส านักเวิ่นเต๋ามี
ความสัมพันธ์ฉันมิตรมาแต่ไหนแต่ไร แม้ว่าจะมีท่านเต๋าปู้อวี่เป็น
ข้อยกเว้น แต่โดยรวมแล้ว สองส านักของเรายังคงมีความสัมพันธ์ที่ดี
ต่อกัน”
“ส านักควบคุมศพมีธรรมเนียมอย่างหนึ่ง เพื่อแสดงไมตรีจิต
บรรดาผู้น าส านักควบคุมศพจะท าตะเกียงวิญญาณสองชุด ชุดหนึ่ง
เก็บไว้ที่ส านักควบคุมศพ อีกชุดฝากไว้ที่ส านักเวิ่นเต๋า เพื่อป้องกัน
เหตุการณ์เช่นวันนี้”
ชิวจิ้นอันพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาเคยได้ยินเรื่องนี้มาเช่นกัน จึง
ไม่เคยสงสัยว่าผู้น าส านักควบคุมศพจะมีปัญหา
ส านักที่มีความสัมพันธ์ฉันมิตรมักมีธรรมเนียมเช่นนี้ แม้แต่
ส านักธาตุทั้งห้าของเขาก็มีตะเกียงวิญญาณของผู้น าส านักอื่นๆ
เช่นกัน
ประมุขหลู่กล่าวต่อ “แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ ผู้บ าเพ็ญโบราณ
เหล่านี้มีวิธีการบางอย่างที่พวกเราไม่รู้จัก พวกเขาสามารถยึดครอง
ร่างข้าโดยไม่ท าลายวิญญาณของข้า”
“หลังจากผู้มีนามว่าพระอาจารย์อู๋เซียยึดครองร่างข้า เขากังวล
ว่าส านักเวิ่นเต๋าจะรู้ตัว จึงไม่กล้าท าลายวิญญาณของข้า เพียงแต่
แยกวิญญาณออกจากร่างกายโดยสิ้นเชิง แล้วผนึกวิญญาณข้าไว้
ข้าจึงมีชีวิตรอดมาจนถึงบัดนี้”
“พร้อมกันนั้น เขาไม่อาจรับรู้ความทรงจ าของข้าได้ และการ
สนทนากับผู้อาวุโสกายบ่อยๆ อาจท าให้เกิดพิรุธ หลังจากยึดครอง
ร่างข้า เขาจึงประกาศกับภายนอกว่าเข้าภวังค์อยู่ตลอด มีเพียงตอน
ท ายันต์สลายจิตวิญญาณเท่านั้นที่ปรากฏตัวครั้งหนึ่ง”
ประมุขส านักรู้สึกหวาดหวั่นยิ่งนัก หากพระอาจารย์อู๋เซียไม่เกรง
กลัวส านักเวิ่นเต๋า เขาคงต้องตายไปแล้วจริงๆ
“แล้วตอนนี้ท่านเป็นผู้บ าเพ็ญขั้นข้ามพิบัติแล้วหรือ?” ผู้ปกครอง
แคว้นลี่นึกถึงอีกเรื่องหนึ่ง
“นับว่าเคราะห์ซ ้ากรรมซัดได้ลาภ ไม่เต็มร้อยนัก ร่างกายข้าอยู่
ในขั้นข้ามพิบัติ แต่ตอนข้ามพิบัตินั้นเป็นพระอาจารย์อู๋เซียที่ผ่านให้
ข้า วิญญาณข้ายังคงอยู่ในระดับเดิม ตอนนี้ข้าจึงเป็นเพียงครึ่งขั้น
ข้ามพิบัติ วันหน้าเมื่อวิญญาณพัฒนาขึ้น จึงจะนับเป็นขั้นข้ามพิบัติ
เต็มตัว”
“แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าก็เป็นคนแรกในรุ่นเดียวกันที่บรรลุขั้น
ข้ามพิบัติ ใช่หรือไม่?” ประมุขหลู่มองไปที่ชิวจิ้นอัน นึกขึ้นได้ว่า
ตอนนี้ตนเองมีระดับพลังสูงกว่าคนร่วมรุ่น
“เจ้าไม่รู้จักอายหรือไร?” ชิวจิ้นอันมองประมุขหลู่ด้วยสายตาดู
แคลน ไม่แปลกใจเลยที่ส านักนี้สนิทกับส านักเวิ่นเต๋า
“ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอายไม่อาย เจ้าแค่บอกมาว่าข้าผ่านความเป็น
ความตาย เก้าตายหนึ่งรอด จนกลายเป็นขั้นข้ามพิบัติหรือไม่ก็พอ”
ประมุขหลู่ยืนกรานด้วยความมั่นใจ ไม่มีทีท่าละอายแต่อย่างใด
ชิวจิ้นอันพูดไม่ออก ดูเหมือนว่าประมุขหลู่จะพูดถูกด้วย
ขณะที่ลู่หยางก าลังสนใจดูการโต้เถียงระหว่างผู้บ าเพ็ญขั้นรวม
ร่างกับขั้นข้ามพิบัติอย่างเพลิดเพลิน เซียนอมตะก็กลับมายังพื้นที่จิต
วิญญาณ
“ฮู้ เหนื่อยแทบตายเชียว เมื่อครู่ข้าเท่หรือไม่!” เซียนอมตะชู
นิ้วโป้ง มุมปากยกยิ้ม เผยรอยยิ้มเจิดจ้า
“เท่มากขอรับ ท่านเซียนพึ่งพาได้…แต่ข้าอยากถามว่า สามคน
ด้านหลังนี่มันอย่างไรกัน?” ลู่หยางมองไปยังด้านหลังของเซียนอมตะ
ที่นั่นยืนวิญญาณสามดวง ทุกคนล้วนคุ้นตา เพิ่งได้พบเห็นเมื่อ
ครู่นี้: อู๋อวี่เต๋า พระอาจารย์ชังเลย และพระอาจารย์อู๋เซีย
ผู้บ าเพ็ญขั้นข้ามพิบัติทั้งสามหน้าซีดเผือด พวกเขาไม่คิดเลย
ว่า ผู้ควบคุมพลังแผ่นดินไม่ใช่เพียงจิตดวงหนึ่งของเซียน แต่เป็นจิต
วิญญาณเซียนที่สมบูรณ์
ต่อหน้าจิตวิญญาณเซียน พวกเขาไม่มีทางหนีรอดเลย!
นี่มันตกลงเป็นเพียงจิตดวงหนึ่งตามที่พูดกันหรือเปล่า?
“ทั้งสามคนนี้คือของรางวัล ข้าในฐานะแขกรับเชิญของ
ส านักเวิ่นเต๋า จับคนสักกี่คนให้ส านักเวิ่นเต๋าเพื่อแลกแต้มสะสม ก็ไม่
มีอะไรผิดกระมัง?” เซียนอมตะนับนิ้วค านวณ ลูกคิดในใจดังแกร๊กๆ
ครั้งก่อนนางจับผู้บ าเพ็ญขั้นรวมร่างโบราณได้หนึ่งคน ก็แลก
บัตรประสบการณ์เจ้าส านักสามวัน คราวนี้จับผู้บ าเพ็ญขั้นข้ามพิบัติ
ได้สามคน น่าจะแลกของดีๆ ได้มากเพียงใด?
ลู่หยางหน้าด าทะมึน ความทรงจ าอันไม่สู้ดีผุดขึ้นในห้วงค านึง
ผู้บ าเพ็ญขั้นข้ามพิบัติทั้งสามได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง ก็
ตกใจยิ่งนัก เซียนผู้ทรงพลังถึงเพียงนี้กลับเป็นเพียงแขกรับเชิญของ
ส านักเวิ่นเต๋า แล้วพลังของส านักเวิ่นเต๋าจะลึกล ้าสักเพียงใด?
อาจารย์หลวงประเมินพลังของส านักเวิ่นเต๋าต ่าเกินไป!
อีกทั้ง เหตุใดมหาเทพสูงสุดผู้นี้ ยามนี้กลับแสดงกิริยาแตกต่าง
จากตอนต่อสู้โดยสิ้นเชิง?
ลู่หยางก็สงสัยเช่นกัน ถามในสิ่งที่ผู้บ าเพ็ญขั้นข้ามพิบัติทั้งสาม
ก็อยากรู้
เซียนอมตะเผยความลับยุคโบราณอีกประการหนึ่ง
“เซียนอิงเทียนเคยกล่าวไว้ว่า การรักษาบุคลิกเท่ๆ ต่อคน
ภายนอกเป็นทักษะจ าเป็นที่เซียนต้องมี”