ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 448 ผู้อาวุโสใหญ่: ข้าเคยเห็นอะไรมามากแล้ว?
พื้นที่จิตวิญญาณของลู่หยางคึกคักยิ่งนัก มีคนอยู่ตั้งห้าคน และ
ล้วนเป็นปราชญ์ผู้ทรงอานุภาพ: หนึ่งเซียนยุคโบราณ สามผู้ฝึก
บ าเพ็ญขั้นข้ามพิบัติผู้ยิ่งใหญ่ และหนึ่งผู้ยิ่งใหญ่ขั้นแก่นทองค า
ลู่หยางรู้สึกว่า จ านวนคนในพื้นที่จิตวิญญาณของตนมาก
เกินไปหรือไม่?
และกล่าวว่าเป็นพื้นที่จิตวิญญาณของตน แต่หลังจากเซียน
อมตะตกแต่งห้อง มีแต่สีชมพูอ่อนๆ น่ารักๆ มองอย่างไรก็ไม่เหมือน
พื้นที่จิตวิญญาณของชายผู้ห้าวหาญ
ขณะนี้ เซียนอมตะในฐานะเจ้าของพื้นที่จิตวิญญาณ ก าลังสั่ง
สอนนักโทษทั้งสาม
“พวกเจ้าทั้งสามจงอยู่อย่างสงบ รักษาความเรียบร้อย ที่นี่คือ
ดินแดนของข้า เจ้าหนุ่มลู่หยางนี่คือผู้สืบทอดล าดับสองของสาย
อมตะ ข้าคอยปกป้องเขา ทัศนคติที่มีต่อเขาต้องเหมือนกับที่มีต่อข้า
เข้าใจหรือไม่!”
เซียนอมตะยืนเท้าสะเอว ชี้โน่นชี้นี่ ราวกับคุณหนูร้ายจาก
ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง
อู๋อวี่เต๋าและคนอื่นๆ ในฐานะผู้บ าเพ็ญขั้นข้ามพิบัติ ได้รับ
เกียรติยศและความหรูหรานับไม่ถ้วน กิน สวม อยู่ ย่อมใช้ของวิเศษ
ล ้าค่า โดยเฉพาะอู๋อวี่เต๋า ฮ่องเต้อวี๋องค์ที่หก ผู้ทรงอ านาจอันดับสอง
ในบรรดาฮ่องเต้อวี๋ทั้งหมด ครั้งที่ยังครองบัลลังก์ เขายืนอยู่บนยอด
พีระมิดแห่งอ านาจ ไม่เคยตกอยู่ในสภาพเช่นวันนี้ ที่ต้องอยู่ในพื้นที่
จิตวิญญาณอันคับแคบ คุกเข่าอยู่บนพื้น รับฟังค าสั่งสอนจากผู้อื่น
ทั้งสามสบตากัน ดวงตาเปล่งประกายแห่งความขื่นขม
แม้แต่อู๋อวี่เต๋าก็ละทิ้งความทะนงตนเมื่อวันวาน
ฝีมือสู้ไม่ได้ ไม่มีทางเลี่ยง
พวกเขาเพียงแค่ผู้บ าเพ็ญขั้นข้ามพิบัติที่หลับใหลมานานถึงหนึ่ง
แสนแปดหมื่นปี เลือกตื่นขึ้นมาในจุดเวลานี้ด้วยเป้าหมายคือการ
บรรลุเป็นเซียน
แต่ในทางกลับกัน เซียนอมตะบรรลุเป็นเซียนนานแล้ว ช่องว่าง
ระหว่างความแข็งแกร่งนั้นไม่อาจวัดได้เลย
และมหาเทพสูงสุดผู้นี้คือใครกันแน่?
ทั้งสามคิดอย่างหนักแต่ก็ไม่อาจจับคู่เซียนทั้งสี่ยุคโบราณกับ
เซียนน้อยตรงหน้าได้เลย
ลู่หยางวางใจถอนตัวจากพื้นที่จิตวิญญาณ เมื่อมีเซียนอมตะอยู่
ผู้บ าเพ็ญขั้นข้ามพิบัติทั้งสามคงไม่สามารถสร้างความวุ่นวายใน
พื้นที่จิตวิญญาณได้
ในระดับเดียวกันยังสามารถคนเดียวต่อกรกับสามคนได้ ยิ่ง
ตอนนี้มีพลังสูงกว่าหนึ่งระดับใหญ่ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง
โลกภายนอก ประมุขหลู่ยังมีชีวิตรอดปลอดภัย ทุกฝ่ายต่างยินดี
ชิวจิ้นอันและผู้ปกครองแคว้นลี่ยังคงคร ่าครวญถึงการไม่ได้จับตัวอู๋อวี่
เต๋าทั้งสามได้ โดยไม่รู้เลยว่าทั้งสามก าลังถูกกักขังอยู่ในสมองของลู่
หยาง
“น่าเสียดายส าหรับอู๋อวี่เต๋าทั้งสามคนนี้ หากจับได้ จะเป็นความ
ดีความชอบอันยิ่งใหญ่”
“อย่าโลภมากนัก พลังแผ่นดินไม่เป็นอันตราย เมืองฮั่นสุ่ยไม่
เป็นอันตราย นับว่าโชคดีอย่างยิ่งแล้ว”
ลู่หยางเคยครุ่นคิดว่าเหตุใดเซียนอมตะไม่จับตัวทั้งสามส่งมอบ
ให้ชิวจิ้นอันในทันที่ แต่กลับวุ่นวายปล่อยให้ทั้งสามหลบหนี แล้วค่อย
จับกลับมาไว้ในพื้นที่จิตวิญญาณ
อาจเป็นได้สามประการ หนึ่งคือชิวจิ้นอันและพวกมี
ความสามารถจ ากัด ไม่แน่ว่าจะกักขังอู๋อวี่เต๋าทั้งสามผู้บ าเพ็ญขั้น
ข้ามพิบัติได้
สองคือ อาจเปิดเผยตัวตนของเซียนอมตะ
สามคือ กินบ้านตัวเอง ส่งให้ผู้ปกครองแคว้นลี่และชิวจิ้นอัน
ท าไม ให้ส านักเวิ่นเต๋าดีกว่า ยังแลกแต้มสะสมได้อีก
ค านึงถึงนิสัยของเซียนอมตะ นางคงคิดแต่ข้อสามเท่านั้น
ชิวจิ้นอันสังเกตเห็นเมิ่งจิ่งโจวในหมู่คน จึงเรียกเขาเข้ามา “ก่อน
หน้านี้ข้าได้ยืมร่างของเจ้า ข้าเคยบอกแล้วว่า เพื่อเป็นการตอบแทน
จะถ่ายทอดวิชาธาตุทั้งห้าหนึ่งวิชาให้ เมื่อมีเวลาเจ้าก็มาที่ส านักธาตุ
ทั้งห้าเถิด”
เดิมทีชิวจิ้นอันวางแผนจะยืมร่างเมิ่งจิ่งโจว ซัดป้าเฒ่าสองสัก
หมัด แล้วพาเมิ่งจิ่งโจวไปด้วย ท าตามค าสัญญา แต่เหตุการณ์ผัน
ผวนรวดเร็วเกินไป ทั้งการย้อนกลับของสายใยโชคชะตา ทั้งการ
เดินทางไปแคว้นหวง ทั้งการก่อกบฏของผู้บ าเพ็ญแคว้นต้าอวี๋ กว่าจะ
ถึงตอนนี้ จึงเรียกได้ว่าทุกอย่างลงตัว
หลังการต่อสู้ยังมีเรื่องให้จัดการอีกมาก เช่น ปีศาจที่ตกค้างใน
เมือง ยังมีผู้บ าเพ็ญแคว้นต้าอวี๋คนอื่นหลบซ่อนอยู่ในเมืองหรือไม่
การปลอบขวัญประชาชน ฯลฯ ชิวจิ้นอันต้องพักอยู่ที่นี่ชั่วคราว ช่วย
ผู้ปกครองแคว้นลี่จัดการเรื่องราว
ในการต่อสู้เมื่อครู่ เซียนอมตะแสดงพลังอันน่าเกรงขาม ท าลาย
เทือกเขาอิ้นซือจนไม่เหลือเค้าโฉมเดิม แม้แต่ที่ตั้งของส านักควบคุม
ศพก็หายไป พลังอินที่สะสมมาหลายหมื่นปีก็หายสาบสูญ
แต่ด้วยตัวตนของหลู่ปาเชียน ผู้บ าเพ็ญกึ่งขั้นข้ามพิบัตินี้ ส านัก
ควบคุมศพจะกลับมารุ่งเรืองดังเดิมในไม่ช้า
หากพิจารณาจากภาษา ขั้นกึ่งข้ามพิบัติกับขั้นข้ามพิบัติครึ่ง
ทาง ก็มีความหมายเดียวกัน
การย้อนกลับของสายใยโชคชะตาของเมิ่งจิ่งโจวถูกขจัด
จุดประสงค์ในการเดินทางมาแคว้นหวงส าเร็จแล้ว ลู่หยางทั้งสาม
อ าลาจ้าวปั้ว ขึ้นรถม้ากลับส านักเวิ่นเต๋า
ก่อนลู่หยางจะออกเดินทาง มีผู้ทรงอ านาจคนหนึ่งมาถึงเมือง
ฮั่นสุ่ย เขาน ากองทัพใหญ่ติดตาม ทหารห้าวหาญ บินอยู่บนท้องฟ้า
ทุกคนล้วนอยู่ในขั้นแก่นทองค า
พวกนี้คือทหารที่ประจ าการอยู่ที่ชายแดนระหว่างแคว้นต้าเซี่ย
และดินแดนพุทธะทอง ผู้น าคือแม่ทัพเฒ่าผู้อยู่ในขั้นข้ามพิบัติ เมื่อ
กฎสวรรค์ถูกท าลาย แม่ทัพเฒ่าผู้นี้รับรู้ถึงความผิดปกติในเมือง
ฮั่นสุ่ยเป็นคนแรก จึงระดมพล พุ่งตรงมายังเมืองฮั่นสุ่ย
แต่ก็ยังมาช้าไปก้าวหนึ่ง เซียนอมตะได้จัดการเรื่องทั้งหมดอย่าง
เงียบๆ แล้ว
“เมื่อครู่มีคนเยอะจนไม่กล้าถาม คนที่ลงมือเมื่อครู่คือเซียนอมตะ
ในร่างของเจ้าใช่หรือไม่?” ในที่สุดเมิ่งจิ่งโจวก็กลั้นความอยากรู้ไม่
ไหว อัดอั้นมาตลอดทาง สุดท้ายก็ถามออกมา
เมิ่งจิ่งโจว หม่านกู่ และม้าแก่ล้วนเป็นประจักษ์พยานว่าลู่หยาง
ช่วยให้เซียนอมตะฟื้นคืนชีพได้อย่างไร
ที่นี่ไม่มีคนนอก
“นางลงมือเอง”
เมิ่งจิ่งโจวและหม่านกู่สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ พวกเขาได้เห็นกับ
ตาว่าเซียนอมตะใช้พลังขั้นข้ามพิบัติระดับต้น ท าให้อู๋อวี่เต๋าทั้งสาม
ยับเยินราวกับลูกหลาน
ระดับเดียวกันไร้คู่ต่อสู้!
เมิ่งจิ่งโจวไม่คิดว่าพลังรบของเซียนอมตะจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
มองลู่หยางด้วยความอิจฉา มีเซียนคอยชี้แนะ ไม่แปลกเลยที่พลังรบ
ของลู่หยางจะน่าหวาดกลัวถึงเพียงนี้ คงได้รับการแนะน าจากเซียน
เป็นแน่
“ไม่เพียงลงมือปราบพวกผู้บ าเพ็ญแคว้นต้าอวี๋ทั้งสาม เซียนยัง
จับวิญญาณทั้งสามกลับมา ขังไว้ในสมองข้าเลย!” ลู่หยางชี้ไปที่
ศีรษะตัวเอง
เมิ่งจิ่งโจวและหม่านกู่ก าลังจะสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ร่างกาย
สั่นสะท้าน โอนเอนไปมา
รถม้าที่แล่นอย่างราบรื่นพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง
เมิ่งจิ่งโจวชะโงกหน้าออกไปดู เห็นม้าแก่แสดงอาการผิดไปจาก
ปกติ ใช้วิชาห้วงมิติ สี่ขาวิ่งอย่างรวดเร็ว เร่งความเร็วสุดก าลัง ราว
กับไม่อยากรอให้ถึงส านักเวิ่นเต๋าเลย
ม้าแก่ไม่เร่งไม่ได้ มันกลัวนี่นา บนรถไม่ใช่แค่ผู้บ าเพ็ญขั้นแก่น
ทองค าสามคนเล็กๆ แต่ยังมีวิญญาณของผู้บ าเพ็ญขั้นข้ามพิบัติถึง
สามดวง ไม่รีบกลับไปจะให้ท าอย่างไร?
ภายใต้การวิ่งสุดก าลังของม้าแก่ ทั้งสามกลับถึงส านักเวิ่นเต๋าใน
เวลาอันสั้นที่สุด ม้าแก่จึงผ่อนลมหายใจ รู้สึกปลอดภัย
“พวกเจ้าไปก่อนเถอะ ข้าจะไปต าหนักรับภารกิจสักหน่อย
รายงานเรื่องนี้กับศิษย์พี่ไต้” ลู่หยางบอกลาเมิ่งจิ่งโจวและหม่านกู่
ก่อน มุ่งหน้าไปยังต าหนักรับภารกิจ
มาถึงต าหนักรับภารกิจ ลู่หยางสุภาพสอบถามศิษย์พี่หญิงที่เฝ้า
เวรอยู่ด้านหน้า
ลู่หยางรู้จักศิษย์พี่หญิงคนนี้ นางเคยต่อแถวซ้อมเขามาก่อน
“ศิษย์พี่หญิงถัง ศิษย์พี่ไต้อยู่หรือไม่ ข้าออกไปข้างนอกมาได้
อะไรมาบ้าง อยากจะรายงานกับศิษย์พี่ไต้”
“ศิษย์พี่ไต้ไม่อยู่ แต่ผู้อาวุโสใหญ่บังเอิญอยู่พอดี เจ้ามีอะไรก็
สามารถรายงานกับท่านได้”
ลู่หยางนึกขึ้นได้ ศิษย์พี่ไต้เพียงแค่รักษาการแทนผู้อาวุโสใหญ่
ดูแลต าหนักรับภารกิจชั่วคราว ผู้รับผิดชอบต าหนักรับภารกิจที่
แท้จริงคือผู้อาวุโสใหญ่
“อืม”
“ศิษย์พี่ไต้ก่อนจะไปสั่งไว้ว่า หากศิษย์น้องลู่มีธุระ สามารถเข้าไป
ได้เลย”
ลู่หยางพยักหน้า ขอบคุณศิษย์พี่หญิงถัง เดินเข้าไปในต าหนัก
รับภารกิจอย่างคุ้นเคย
……
ผู้อาวุโสใหญ่กลับมาที่ต าหนักรับภารกิจหลังจากห่างหายไป
นาน เพื่อจัดระเบียบความสัมพันธ์ของข่าวกรองต่างๆ ประเมินระดับ
ภารกิจและอันตราย ประเมินทิศทางในอนาคต
“ฮ่า เจ้าไต้น้อยช่างไม่เห็นใจข้าผู้แก่เฒ่า” ผู้อาวุโสใหญ่นวดหัว
ตาอย่างเจ็บปวด เอนกายพักผ่อนบนเก้าอี้
“ผู้อาวุโสใหญ่ ท่านอยู่หรือไม่?” เสียงเคาะประตูของลู่หยางดัง
มาจากหน้าประตู
“ลู่หยางหรือ เข้ามาเถิด” ผู้อาวุโสใหญ่ลุกขึ้นนั่งตรง รักษา
ภาพลักษณ์ส่วนตัว
เขานึกถึงค าก าชับของไต้ปู้ฟานก่อนจากไป
‘อาจารย์ ตอนที่ท่านดูแลต าหนักรับภารกิจ ต้องระวังเจ้าหนุ่มลู่
หยางและเมิ่งจิ่งโจว หากพวกเขามีเรื่องมารายงานท่าน ต้องเป็นเรื่อง
ใหญ่แน่ๆ ท่านอย่าตกใจไปล่ะ’
ผู้อาวุโสใหญ่ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะเบาๆ ไม่ใส่ใจ เรื่องที่ลู่หยาง
และเมิ่งจิ่งโจวท าเขาก็รู้ แค่แทรกซึมเข้าลัทธิอมตะ จัดการลัทธิอมตะ
ตั้งลัทธิสวรรค์ หลอกลวงลัทธิจิ่วอิ่ว
เจ้าไต้น้อยยังเด็กเกินไป ไม่เคยเห็นโลกกว้าง เรื่องแค่นี้ท าให้
ตกใจได้
เขาผู้อาวุโสใหญ่ ผู้บ าเพ็ญกึ่งขั้นข้ามพิบัติ ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในหมู่
ผู้ต ่ากว่าขั้นข้ามพิบัติ มีอะไรที่ไม่เคยเห็น มีเรื่องใหญ่อะไรที่เขารับมือ
ไม่ได้
“ลู่หยาง ได้ยินจากผู้อาวุโสที่สองว่าเจ้าไปแคว้นหวง ตอนนี้กลับ
มาแล้วสินะ มีอะไรหรือ?” ผู้อาวุโสใหญ่จิบชาอย่างช้าๆ ท่าทางสงบ
นิ่ง
“เป็นอย่างนี้ขอรับ ข้าไปแคว้นหวง จับวิญญาณผู้บ าเพ็ญขั้น
ข้ามพิบัติได้สามดวง ตอนนี้ขังอยู่ในสมองข้านี่เอง”
“พรวด——“