ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 455 หนึ่งสายอมตะสี่ผู้ครอบครอง
สำนักเวิ่นเต๋า ยอดเขาร้อยเซียน
หลี่หาวเหรินยังคงหวนคิดถึงความทรงจำในชาติก่อนกับมู่ไป๋อี้
มู่ไป๋อี้ในฐานะรองประมุขรุ่นใหม่ ยังอยู่ในวัยคะนอง ชิ่นห่าวเหริน
ให้ความสำคัญกับมู่ไป๋อี้เป็นอย่างมาก
“มู่ไป๋อี้ก็นับว่าเป็นเด็กน่าสงสาร ตั้งแต่เล็กฐานะทางบ้านยากจน
เมื่อได้เป็นผู้บำเพ็ญเซียน ไปอยู่ที่สำนัก เขาหวังจะหาเงิน แต่ไม่คิด
ว่ายังไม่ทันได้เงินเท่าไร สำนักก็ปิดตัวลงเสียก่อน”
“หลังจากนั้นเขาเห็นว่าลัทธิจิ่วอิ่วให้เงินเดือนดี ก็เลยเข้าร่วม
ลัทธิจิ่วอิ่ว”
“ตามที่เขาเล่า แต่เดิมเขาอยากจะเข้าร่วมลัทธิอมตะ เพราะลัทธิ
อมตะให้เงินศรัทธาเดือนละสามเท่าของขุนนางท้องถิ่น”
“แล้วทำไมถึงไม่ได้เข้าร่วมล่ะ?” ชิ่นเหยียนเหยียนแทรกขึ้น
“ลัทธิอมตะซ่อนตัวลึกลับเกินไป หาทางเข้าลัทธิอมตะไม่เจอ
ลัทธิจิ่วอิ่วหาง่ายกว่า แค่หาภูตผีป่า มีโอกาสหนึ่งในสิบที่จะเป็น
สมาชิกของลัทธิจิ่วอิ่ว ตามรอยไปก็จะพบลัทธิจิ่วอิ่วได้”
“แน่นอนว่านั่นเป็นเรื่องในอดีต ภายหลังชิ่นห่าวเหรินพบว่าวิธีนี้
เสี่ยงเกินไป ง่ายที่ฝ่ายสำนักเซียนจะจับได้ จึงเรียนรู้จากลัทธิอมตะ
ทำให้ทุกวันนี้ลัทธิจิ่วอิ่วก็หายากพอๆ กัน”
“ชิ่นห่าวเหรินกับมู่ไป๋อี้มีความสัมพันธ์ที่ไม่เลว ในช่วงอยู่ลัทธิจิ่ว
อิ่ว เขาเคยช่วยชิ่นห่าวเหรินหลายเรื่อง”
“มีครั้งหนึ่งชิ่นห่าวเหรินได้ยินว่าร้านแลกเงินทำกำไรได้ดี ก็
อยากจะตั้งร้านแลกเงิน แต่กลัวว่าจะไม่มีคนมาฝากเงิน จะกลายเป็น
เรื่องขบขัน จึงให้มู่ไป๋อี้แปลงกายเป็นคนหลากหลาย ทั้งชายหญิงแก่
เด็ก มาฝากเงินในวันเปิดร้านแลกเงิน”
“คือการหาคนมาสร้างภาพนั่นแหละ เป็นกลยุทธ์ธุรกิจที่ใช้กัน
บ่อย” ด้วยพระคุณของความทรงจำชิ่นห่าวเหริน ทำให้หลี่หาวเหริน
ในตอนนี้เชี่ยวชาญกลยุทธ์ธุรกิจที่ไม่อาจเปิดเผยหลายอย่าง
“แล้วร้านแลกเงินเปิดได้ไหม?”
“ไม่ได้ ร้านแลกเงินที่ชิ่นห่าวเหรินเปิดลืมขออนุญาตจาก
ทางการ ทั้งสองคนก็เลยถูกจับข้อหาระดมเงินจากประชาชนโดยผิด
กฎหมาย”
“พวกเราก็อธิบายว่า ไม่มีคนมาฝากเงินจริงๆ ทั้งหมดเป็นการ
แสดงของพวกเรา”
“ทางการก็ปล่อยตัวพวกเจ้าใช่ไหม?”
“ไม่ ทางการบอกว่าพวกเราผิดทั้งข้อหาระดมเงินจากประชาชน
โดยผิดกฎหมายและข้อหาฉ้อโกง ต้องถูกลงโทษทั้งสองข้อหา”
ลู่หยาง: “……”
ชิ่นเหยียนเหยียน: “……”
“ในช่วงที่ถูกขังคุกนั้น ทั้งสองคนร่วมกันก้าวหน้า ตั้งใจศึกษา
กฎหมายต่างๆ สุดท้ายพ้นโทษแล้ว จึงได้กลับมาด้วยความรู้ติดตัว”
หลี่หาวเหรินยังไม่ได้รับความทรงจำของชิ่นห่าวเหรินครบถ้วน มิ
เช่นนั้นเขาคงเป็นนักกฎหมายชั้นเชี่ยวชาญไปแล้ว
“โชคดีที่ชิ่นห่าวเหรินมองการณ์ไกล คาดการณ์ว่าจะมีเหตุร้าย
นี้ ก่อนจะเข้าคุกก็จัดการเรื่องต่างๆ ไว้เรียบร้อย ไม่ได้เปิดเผยว่าลัทธิ
กำลังขาดทุน”
เพียงพอจะเห็นได้ว่าชิ่นห่าวเหรินผู้นี้เป็นคนมีวิสัยทัศน์กว้างไกล
หลี่หาวเหรินกำลังจะเล่าประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของลัทธิจิ่วอิ่
วต่อ ทันใดนั้นร่างงามเย็นเยียบปรากฏขึ้นเบื้องหลังเขา
“ศิษย์พี่ใหญ่”
“สวัสดีศิษย์พี่ใหญ่” ชิ่นเหยียนเหยียนในฐานะสมาชิกลัทธิ
สวรรค์ เคยลังเลว่าควรเรียกอวี้จือว่าประมุขหรือศิษย์พี่ใหญ่ หลังจาก
ผ่านการต่อสู้ทางความคิดอันหนักหนาสาหัส นางเลือกที่จะทำตาม
กระแส
“ศิษย์พี่ใหญ่ ข้ากำลังยืนยันกับศิษย์น้องหลี่พอดี คนที่สวม
หมวกกระดาษขาวในเมืองฮั่นสุ่ยก็คือประมุขลัทธิจิ่วอิ่ว ชื่อมู่ไป๋อี้”
“ประมุขลัทธิจิ่วอิ่วมู่ไป๋อี้? รับทราบแล้ว พวกเจ้าทำได้ดี ศิษย์
น้องเล็ก เจ้าตามข้ากลับไป”
ลู่หยางยืนเรียบร้อยข้างกายศิษย์พี่ใหญ่ ตามนางกลับสู่ยอดเขา
เทียน
“ศิษย์พี่ใหญ่ มีเรื่องใดให้ข้ารับใช้หรือ?”
“ไม่ได้ตามหาเจ้า แต่ตามหาท่านเซียนอมตะต่างหาก”
“หาข้าหรือ?” เซียนอมตะได้ยินคำนี้ก็พลิกตัวเหมือนปลาคาร์
พกระโดดขึ้นจากเตียง ร่าเริงยินดีโผล่ออกมาจากพื้นที่จิตวิญญาณ
“บอกมาสิ มีเรื่องอะไรต้องการให้ข้าช่วย?” เซียนอมตะยามนี้ไม่
บ่อยนักที่จะได้พบอวี้จือมาขอความช่วยเหลือ จึงรู้สึกสดชื่นปลอด
โปร่ง ทั้งคนดูอ่อนเยาว์ลงถึงสิบปี
ตอนนี้ดูเหมือนเด็กอายุหกขวบเท่านั้น
“อายุขัยของฝ่าบาทมีปัญหา คาดว่าเหลืออยู่เพียงสิบปี ราชายา
น้อยไม่ส่งผลกับพระองค์ ท่านเซียนมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง?”
ลู่หยางตกใจกับข่าวนี้อย่างมาก ภายนอกล้วนพูดกันว่าฝ่าบาท
อยู่ในวัยฉกรรจ์ กำลังวางแผนการใหญ่ แคว้นต้าเซี่ยอนาคตสดใส
แล้วทำไมจู่ๆ จะมีชีวิตอยู่สองสามปีเล่า?
เซียนอมตะใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น กระโดดโลดเต้น
กล่าวว่า “พวกเราจะลุกฮือเมื่อไร?”
นางรู้สึกว่าสำนักเวิ่นเต๋าสมบูรณ์พร้อมสรรพ มีศักยภาพในการ
ช่วงชิงใต้หล้า หากถึงเวลาอันเหมาะสม ใต้หล้าจะร่วมตอบรับ ย่อมจะ
ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน!
ลู่หยางเสนอกลยุทธ์ให้ลัทธิจิ่วอิ่วไม่ใช่เช่นนี้หรือ!
ด้วยนางและอวี้จือสองกำลังพลสุดยอด นี่ยังไม่ใช่อยากเป็น
ฮ่องเต้ก็เป็นได้เลยหรือ?
“……ไม่ใช่เรื่องการลุกฮือ ท่านเซียนมีวิธียืดอายุขัยหรือไม่?”
ลักษณะพิเศษของผลการบำเพ็ญเซียนอมตะคือการเป็นอมตะ
แม้จะตาย เพียงเอ่ยคำเคารพและชื่อก็สามารถฟื้นคืนชีพได้ อย่าว่า
แต่ผู้บำเพ็ญเลย แม้แต่ราชายาน้อยก็ยังอิจฉาความสามารถนี้
ในความทรงจำของอวี้จือ เซียนอมตะน่าจะเป็นผู้ที่มีโอกาส
แก้ปัญหาของฝ่าบาทมากที่สุด
“มอบผลการบำเพ็ญอมตะในระยะเริ่มต้นให้เขาสักหนึ่งเม็ด ให้
ฝ่าบาทอะไรนั่นเป็นผู้ครอบครองสี่ของสายอมตะก็แล้วกัน?”
เรื่องพวกนี้ต้องเรียงตามลำดับก่อนหลัง คนมาทีหลังย่อมจัดอยู่
หลังสุด
สายอมตะกำลังกองทัพเข้มแข็ง ผู้ครอบครองหนึ่งคือหัวหน้าห้า
เซียนยุคโบราณ ผู้ครอบครองสองคือปรมาจารย์แก่นทองคำ ผู้
ครอบครองสามคือกึ่งเซียน ผู้ครอบครองสี่คือฮ่องเต้ปัจจุบัน
ลู่หยางในทันใดนั้นก็รู้สึกว่าตนเองในฐานะผู้ครอบครองสองแห่ง
สายอมตะนั้นมีน ้าหนักยิ่งนัก
“สุสานบรรพชนในวังหลวงฝั่งนั้นคงไม่เห็นด้วยแน่นอน” อวี้จือ
ส่ายหน้า
ฝ่าบาทที่แสนดีจะกลายเป็นผู้ครอบครองสี่แห่งสายอมตะ
อวี้จือสามารถจินตนาการได้ว่าหากเรื่องนี้เป็นจริง ผู้ที่อยู่ในสุสาน
บรรพชนวังหลวงคงเดือดดาลจนกระโดดตีนกระเด็น ต้องการท้า
ประลองกับเซียนอมตะให้ได้
และนั่นจะเปิดเผยการมีตัวตนของเซียนอมตะ
สิ่งที่อวี้จือต้องการคือวิธีที่คนทั้งหลายสามารถเห็นได้
“ถ้าราชายาน้อยใช้ไม่ได้ ก็เหลือแต่ผลไม้เซียน……ผลไม้เซียน
ของข้าสามารถรักษาศพให้ไม่เน่าเปื่อย ใช้ได้หลังจากตายไปแล้ว”
“ผลไม้เซียนของเซียนฉี่หลิน เซียนอิงเทียน พวกเขาก็ไม่มี
คุณสมบัติในการชุบชีวิตให้เป็นอมตะ หรือการยืดอายุขัย”
“อ้อใช่ เขามีบุตรชายไหม ลองหาน ้าจากแม่น ้าแม่ลูก อาจช่วย
ให้เขามีทายาทได้”
“เขามีบุตรชายเก้าคน บุตรสาวเจ็ดคน”
“ช่างเก่งในการให้กำเนิดเสียจริง คงกำลังเลี้ยงลูกหมูกระมัง?”
เซียนอมตะพึมพำ แม้ดื่มน ้าจากแม่น ้าแม่ลูกและแม่น ้าแฝด ยังไม่เท่า
ความสามารถของฝ่าบาทในการให้กำเนิด
เซียนฉี่หลินและอัจฉริยะสองเผ่ามังกรและนกฟีนิกซ์พยายามมา
นานหลายปีเพียงใด ยังไม่สามารถให้กำเนิดลูกน้อยฉี่หลินสักตัว
ผู้บำเพ็ญยิ่งมีวิทยายุทธ์สูง ยิ่งยากในการสืบทอดสายเลือด
“นึกออกแล้ว!” เซียนอมตะร้องเสียงดัง นึกถึงเบาะแสหนึ่งขึ้นมา
ได้ “โลกนี้มีรากฐานฟ้าดินอยู่ต้นหนึ่ง เป็นต้นท้อ เกิดตามธรรมชาติ
ไม่ได้อยู่ในหมวดหมู่ของสมบัติล ้าค่าจากฟ้าดิน ลูกท้อพันปีที่ออก
ผลบนต้นนั้นมีคุณสมบัติในการยืดอายุขัย!”
“พวกเราห้าคนเคยกินลูกท้อจากต้นไม้นั้น อร่อยมาก ทั้งหวาน
ทั้งฉ ่าน ้า”
“รากฐานฟ้าดินต้นนี้อยู่ที่ใด?” ศิษย์พี่ใหญ่เพิ่งเคยได้ยินเรื่อง
รากฐานฟ้าดินชนิดนี้เป็นครั้งแรก แม้แต่ในตำราโบราณก็ไม่มีการ
บันทึกไว้
“ไม่รู้สิ ต้นท้อนั่นมีขา หลังจากที่พวกเราเก็บลูกท้อแล้วมันก็วิ่ง
หนีไป”
ศิษย์พี่ใหญ่พยักหน้า นี่นับเป็นเบาะแสอย่างหนึ่ง แม้จะหายาก
สักหน่อย นางสั่งให้ลู่หยางกลับไปบำเพ็ญเซียนต่อ ส่วนตัวเองจะไป
ขอคำแนะนำจากผู้อาวุโสท่านอื่น
หลังจากศิษย์พี่ใหญ่ออกไป ลู่หยางครุ่นคิดถึงบางสิ่ง หมุนตัวมุ่ง
หน้าไปยังหอคัมภีร์
“เจ้าจะไปทำอะไร?”
“ข้าจำได้ลางๆ ว่าเคยเห็นตำราวิชาเล่มหนึ่งในหอคัมภีร์
เกี่ยวกับการมีชีวิตยืนยาว อยู่ชั้นล่างสุด ดูเหมือนจะมีคนเรียนน้อย
มาก บางทีอาจจะมีประโยชน์”