ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 457 แต้มสะสมของข้าสามารถแลกบัตร ประสบการณ์เจ้าสำนักได้กี่วัน
- Home
- ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ!
- บทที่ 457 แต้มสะสมของข้าสามารถแลกบัตร ประสบการณ์เจ้าสำนักได้กี่วัน
ได้รับการยอมรับจากเซียนอมตะแสดงว่าศาสตร์เวทเล่มนี้เป็น
ของแท้ เป็นของดีที่หาได้ยาก
ลู่หยางยืม “วิชาอมตะยืนยง” ได้สำเร็จแล้วจึงกลับไปยอดเขา
เทียนเพื่อศึกษา เขามาถึงสถานที่ที่เคยฝึกบำเพ็ญเป็นประจำ เปิด
วิชาอมตะยืนยงอ่านทีละตัวอักษร อย่างตั้งอกตั้งใจ
“ยืน คือยั่งยืน นิรันดร์ ยง คือดำรงคงอยู่ไม่สิ้นสุด…”
วิชาอมตะยืนยงเริ่มต้นด้วยการอธิบายความหมายของคำว่า
“ยืนยง” พร้อมเตือนผู้ที่มาเรียนรู้ว่า ศาสตร์เวทนี้หากตกไปอยู่ในมือ
ของผู้บำเพ็ญที่มีเจตนาร้าย อาจก่อให้เกิดหายนะ และนำไฟมาเผา
ตัวเอง
ลู่หยางคิดครู่หนึ่ง ตัวเขาทำตัวถูกต้องเหมาะสม ไม่อาจนับได้ว่า
เป็นผู้บำเพ็ญที่มีเจตนาร้าย ดังนั้นจึงเริ่มเรียนรู้อย่างมั่นใจเต็มที่
ลู่หยางสูดลมหายใจเข้าออกสองครั้ง ปล่อยลมหายใจขับอากาศ
เสียออกไปสองครั้ง ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ไม่นานก็เข้าสู่สภาวะ
สมาธิ จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน ตั้งใจเรียนรู้ศาสตร์เวทนี้อย่างจริงจัง
เป็นเพราะลู่หยางมีพรสวรรค์ในการเรียนรู้ศาสตร์เวทจริงๆ หรือ
อาจเป็นเพราะศาสตร์เวทนี้เรียนรู้ได้ง่าย ลู่หยางเรียนไปพลางฝึกไป
พลาง จู่ๆ ก็เข้าเส้นทางแล้ว
“ง่ายดายขนาดนี้เชียวหรือ?” ลู่หยางประหลาดใจ ดูเหมือนว่าตัว
เขากับความยืนยงมีวาสนาต่อกัน
“แต่จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าข้าเรียนรู้ได้แล้ว?” ลู่หยางกังวล คงไม่
ต้องรอจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตตามทฤษฎี แล้วดูว่าตอนนั้นตัวเอง
จะตายหรือไม่ใช่ไหม
การพิสูจน์ด้วยวิธีนี้คงจะต้นทุนสูงเกินไป
“ช่างเถอะ ลองฝึกบำเพ็ญดูก่อน บางทีอาจมีความรู้สึกอื่นๆ”
ลู่หยางคิดอย่างไรก็ทำอย่างนั้น เริ่มฝึกบำเพ็ญวิชาอมตะยืนยง
ในใจ ไม่นานเขาก็รู้สึกว่าหนังศีรษะเริ่มคัน
ในจุดที่ลู่หยางมองไม่เห็น เส้นผมกำลังงอกยาวอย่างรวดเร็ว
ลู่หยางเอามือลูบศีรษะโดยไม่รู้ตัว อุทานออกมา “ทำไมผมข้าถึง
ยาวขนาดนี้!”
เหตุใดวิชาอมตะยืนยงจึงส่งผลต่อเส้นผมเล่า
“เส้นผมในคำสอนของนิกายพุทธถูกเรียกว่า ‘สามพันเส้นแห่ง
ความทุกข์’ อาจเป็นเพราะผู้สร้างศาสตร์เวทนี้กำลังบอกข้าว่า ชีวิต
ยืนยาวมาพร้อมความเหงา สุดท้ายแล้วก็เป็นเพียงความทุกข์ ความ
โดดเดี่ยวจะเป็นเพื่อนผู้ยืนยงไปตลอดกาล ชีวิตยืนยาวเป็นเพียงคำ
สาป ดังนั้นจึงไม่ควรแสวงหา?”
ลู่หยางความคิดลึกซึ้ง สามารถสลับจุดยืนใคร่ครวญเจตนาของ
ผู้สร้างศาสตร์เวท และบรรลุธรรมอย่างยิ่งใหญ่
เซียนอมตะที่อยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะเตือนว่า “เจ้าลองดูหน้า
สุดท้ายด้านหลังของหนังสือเล่มนี้ไหม?”
“หมายความว่าอย่างไร ด้านหลังยังมีตัวอักษรอีกหรือ?”
ลู่หยางทำตามที่เซียนอมตะบอก พลิกไปหน้าสุดท้ายด้านหลัง
บนหน้าสุดท้ายด้านหลังเขียนไว้ว่า: ศาสตร์เวทนี้ช่วยให้ผมยาว
และงอกใหม่ รักษาอาการผมร่วงและศีรษะล้าน ห้ามใช้กับผู้ที่บวชใน
นิกายพุทธ อาจก่อให้เกิดเรื่องวุ่นวาย
ลู่หยาง: “……”
“ผมยาวงอกใหม่” ก็เขียนแค่ “ผมยาวงอกใหม่” สิ แล้วทำไมต้อง
มาเขียนว่า “ยืนยง”!
ใครกันที่ย่อประโยคแบบนี้!
นี่เป็นผลงานของใครกัน!
ลู่หยางโกรธจัดปิดหนังสือแรงๆ แล้วมองไปที่ชื่อผู้เขียนบนปก:
ถัง เซิงอี้
ถัง เซิงอี้ อาจารย์ของศิษย์ทั้งเก้าแห่งสำนักเวิ่นเต๋า เป็นปู่ของลู่
หยาง ปัจจุบันเกษียณแล้ว
ลู่หยางใจเย็นลง ความโกรธจางหายไปครึ่งหนึ่ง “ปู่ ท่านตั้งชื่อ
แบบนี้ได้อย่างไร… เดี๋ยวก่อน ท่านเซียน ท่านรู้จักศาสตร์เวทนี้ด้วย
หรือ?”
“แน่นอน
ตอนที่เจ้าอ่านหนังสือในหอคัมภีร์ ข้าก็อ่านไปด้วย ใช้
จิตของข้าอ่าน ข้าเคยอ่านเล่มนี้”
“แล้วท่านยังบอกว่าศาสตร์เวทนี้เหมาะกับข้า ยังบอกอีกว่าต่อไป
ข้าจะได้ใช้?”
“วิชาอมตะยืนยงมันช่างเข้ากับหมัดอรหันต์ของเจ้าเสียเหลือเกิน
ไม่ใช่หรือ?”
ลู่หยาง: “……”
ท่านเซียน ท่านช่างมีสมองที่ว่องไวในเวลาเช่นนี้นักนะ
ช่างเถอะ ฝ่าบาทท่านคงต้องช่วยเหลือตัวเองแล้ว ข้าพยายาม
เต็มที่แล้ว
ขณะที่ลู่หยางกำลังจะโต้เถียงกับเซียนอมตะ ศิษย์พี่ใหญ่ก็
กลับมาจากผู้อาวุโสทั้งหลาย มุ่งหน้ากลับยอดเขาเทียน
ศิษย์พี่ใหญ่มองลู่หยางด้วยความฉงนเล็กน้อย
ตอนที่นางไปสอง
สามนาทีก่อน ผมของลู่หยางไม่ได้ยาวขนาดนี้นี่?
เมื่อเห็นวิชาอมตะยืนยงในมือลู่หยาง ศิษย์พี่ใหญ่ก็เข้าใจ
“ศิษย์พี่ใหญ่ หาวิธียืดอายุขัยได้แล้วหรือ?”
ศิษย์พี่ใหญ่ส่ายหน้า “มีเพียงเบาะแสเกี่ยวกับรากฐานฟ้าดินที่
เซียนน้อยให้มาที่มีความเป็นไปได้ วิธีของบรรดาผู้อาวุโสนั้นกลับมี
บางอย่าง…”
ศิษย์พี่ใหญ่ไม่ได้พูดอะไรต่อ ตามความเข้าใจแบบตายตัวที่มีต่อ
บรรดาผู้อาวุโส ลู่หยางพอจะจินตนาการได้ว่าวิธีของผู้อาวุโสเป็น
อย่างไร
บางทีอาจมีวิธีเช่น “เปลี่ยนฮ่องเต้ให้เป็นซากศพมีชีวิต แล้วแสร้ง
ทำเป็นว่ายังมีชีวิตอยู่” ก็ได้
“เด็กอวี้ เจ้ายังจำได้ไหมว่าข้าเพิ่งจับวิญญาณขั้นข้ามพิบัติได้
สามดวง!” เซียนอมตะเห็นศิษย์พี่ใหญ่แล้วนึกอะไรขึ้นได้ จึงออกมา
จากร่างของลู่หยาง
“แน่นอน วิญญาณที่ท่านผู้อาวุโสเซียนจับได้นั้นมีประโยชน์
มาก”
“ถ้าเช่นนั้นเรื่องการแลกแต้มสะสมให้ข้าล่ะ?”
“แน่นอน”
“แล้วแต้มสะสมของข้าแลกบัตรประสบการณ์เจ้าสำนักหนึ่งวัน
ได้กี่ฉบับ?” เซียนอมตะไม่ปิดบังความคิดในใจแม้แต่น้อย
ลู่หยางมองเซียนอมตะด้วยความตกใจ เวลานี้ยังเปลี่ยนไปหาฝา
วิญญาณข้างกายใหม่อีกคนยังทันอยู่หรือไม่?
ศิษย์พี่ใหญ่คิดเลขคร่าวๆ “ราวๆ สองเดือนได้”
“เยอะขนาดนั้นเชียวหรือ?” เซียนอมตะดีใจจนหุบปากไม่อยู่ ครั้ง
ก่อนได้เป็นเจ้าสำนักแค่สามวันยังไม่รู้สึกจุใจเลย ครั้งนี้ได้เป็นตั้งสอง
เดือน เกินพอที่จะสนุกแน่ๆ!
“ข้าจะเป็นเจ้าสำนักสองเดือน!” เซียนอมตะกลัวว่าศิษย์พี่ใหญ่จะ
เปลี่ยนใจ
ลู่หยางรีบห้าม “ศิษย์พี่ใหญ่ ทำไม่ได้นะ! ท่านเซียนใช้ร่างข้า
ออกไปข้างนอกอยู่เสมอ ครั้งก่อนที่ได้เป็นเจ้าสำนักผู้รักษาการแทน
สามวัน ยังพอมีเหตุผลว่าข้าพบอาจารย์ที่หายตัวไปสิบปี ทำความดี
ความชอบครั้งใหญ่ แล้วครั้งนี้ล่ะ คงไม่ใช่จะอ้างว่าข้าพบอาจารย์ที่
หายตัวไปสิบปียี่สิบครั้งหรอกนะ?”
ศิษย์พี่ใหญ่ตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่เป็นไร ก็บอกว่าอาจารย์เห็น
ว่าครั้งก่อนเจ้าทำหน้าที่เจ้าสำนักผู้รักษาการได้ดีเยี่ยม จึงต้องการ
ฝึกฝนเจ้า ให้เจ้าเป็นเจ้าสำนักผู้รักษาการแทนอีกสองเดือน”
ท่านเต๋าปู้อวี่เป็นเจ้าสำนัก จะให้ใครเป็นเจ้าสำนักผู้รักษาการ
แทนก็สามารถทำได้
อวี้จือในฐานะศิษย์ จะให้อาจารย์พูดอย่างไร อาจารย์ก็ต้องพูด
อย่างนั้น
“มีปัญหาอะไรอีกไหม ถ้าไม่มีแล้วข้าจะเป็นเจ้าสำนักแล้วนะ!”
เซียนอมตะร่าเริงยิ่งนัก ราวกับถึงเทศกาลเฉลิมฉลอง
“พอดีอีกสองเดือนข้างหน้า สำนักเราจะจัดงานฉลองครบรอบ
การก่อตั้งสำนักหนึ่งแสนสองหมื่นปี ท่านผู้อาวุโสเซียนสามารถใช้
สองเดือนนี้วางแผนอย่างเต็มที่ ให้ชาวโลกได้เห็นกิริยางามของเซียน
ยุคโบราณ” รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากของศิษย์พี่ใหญ่ ก่อนจะหายไป
อย่างรวดเร็ว
“งานฉลองสำนัก?” ลู่หยางและเซียนอมตะมองหน้ากัน สีหน้า
เต็มไปด้วยความสงสัย
หลังจากศิษย์พี่ใหญ่อธิบายอย่างคร่าวๆ สองคนจึงเข้าใจ ที่บอก
ว่าสำนักเวิ่นเต๋ามีประวัติหนึ่งแสนสองหมื่นปี ความจริงแล้วยังขาดอีก
สองเดือนจึงจะครบหนึ่งแสนสองหมื่นปี
สำนักเวิ่นเต๋าก่อตั้งในวันที่หกเดือนสิบเอ็ด
วันที่เซียนบรรพกาลผู้เป็นบรรพบุรุษหลงทาง
ในงานฉลองสำนัก ยอดฝีมือจากสำนักใหญ่น้อยจะมาเยี่ยมชม
สำนักเวิ่นเต๋า คึกคักยิ่งนัก
เซียนอมตะพอได้ยินว่าต้องจัดงานฉลอง ดูเหมือนว่าจะเริ่ม
เปลี่ยนใจ
“ข้าว่างานเฉลิมฉลองสำนักเช่นนี้ ให้พวกเจ้าสำนักเวิ่นเต๋า
จัดการเองจะดีกว่า ข้าไม่อยากยุ่งด้วยหรอก”
ศิษย์พี่ใหญ่มองเซียนอมตะด้วยสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย “ท่านผู้
อาวุโสเซียนเป็นแขกรับเชิญพิเศษของสำนักพวกเรา อย่างไรก็ถือว่า
เป็นคนของสำนักพวกเรา ขืนท่านผู้อาวุโสเซียนไม่เป็นแขกพิเศษ
ของสำนักพวกเรา ก็ไม่มีแต้มสะสมให้แลกนะ”
“อืม~~”
เซียนอมตะยื่นปากออกมา ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก กำลัง
ตัดสินใจว่าจะเลือกทางไหนดี
“หรือว่าท่านผู้อาวุโสเซียนรู้สึกว่างานฉลองมีเรื่องให้จัดการมาก
เกินไป จัดการยากเกินไป จึงต้องหนีแถมบอกว่ายาก?”
“จะเป็นไปได้อย่างไร แค่จัดงานฉลองเท่านั้น ตำแหน่งเจ้าสำนัก
ผู้รักษาการสองเดือนนี้ข้ารับ!” เซียนอมตะกล่าวอย่างองอาจ ดวงตา
ลุกโชนไปด้วยไฟแห่งการต่อสู้
“ถ้าเช่นนั้นก็รบกวนท่านผู้อาวุโสเซียนแล้ว”
“ไม่รบกวนเลย!”