ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 479 จิ้งจอกอาศัยอำนาจเสือ
ลู่หยางคิดว่าบางทีควรทรยศต่อหลัวหงเซียดี เขาเดินไปกับศิษย์
พี่ใหญ่ ความกดดันช่างมหาศาล
ศิษย์พี่ใหญ่รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้างดงามเลิศ แววตาเย็นชา ไม่
ว่าจะต่อเพศเดียวกันหรือต่างเพศ ล้วนมีแรงดึงดูดอย่างมาก
นางเดินอยู่บนถนน สายตาของอัจฉริยะทั้งหลายล้วนมองตามไม่
วางตา
มีแต่คนภายนอกที่เหลียวมอง ศิษย์สำนักเวิ่นเต๋าไม่มีใครกล้า
มองศิษย์พี่ใหญ่
ลู่หยางกำลังจะอายุครบสิบแปด ส่วนสูงหนึ่งเมตรแปดสิบ สูงกว่า
ศิษย์พี่ใหญ่ครึ่งศีรษะ แต่เมื่อยืนข้างศิษย์พี่ใหญ่ กลับรู้สึกว่าตัวเอง
เป็นฝ่ายตัวเตี้ย
“การแข่งขันกินเก่ง ค่าสมัครหนึ่งพันลิ่นซือ สิบคนแข่งขันเป็น
กลุ่ม!”
“การแข่งขันกินเก่งงั้นหรือ?” ลู่หยางแปลกใจเล็กน้อย ผู้บำเพ็ญ
เซียนสามารถย่อยสิ่งที่กินเข้าไปได้อย่างรวดเร็ว แล้วจะแข่งกันไปถึง
เมื่อไหร่?
เขาเหลือบมอง เห็นบนโต๊ะอาหารวางยาอดอาหารเป็นภูเขา
ลู่หยาง “…”
“จับรางวัลยาวิเศษ หนึ่งพันลิ่นซือหรือสิบแต้มสะสมต่อหนึ่งครั้ง
สิบครั้งรับรองได้ยาเกรดดี หนึ่งร้อยครั้งรับรองได้ยาปรุงฝานยุน!”
ศิษย์พี่จากเขาตานติ่งตะโกนป่าวประกาศ ดึงดูดความสนใจของ
ลู่หยาง
ลู่หยางสังเกตเห็นศิษย์พี่ใหญ่ดูเหมือนจะสนใจ จึงเสนอด้วย
ความกระตือรือร้น “ข้าจะลองสักสองสามครั้ง ศิษย์พี่ใหญ่ท่านจะลอง
หรือไม่?”
ศิษย์พี่ใหญ่จ้องลู่หยางอย่างเย็นชา เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า
“ดีเหมือนกัน”
ศิษย์พี่จากเขาตานติ่งเห็นว่าเป็นรักษาการเจ้าสำนักกับศิษย์พี่
ใหญ่ ท่าทีอบอุ่นมาก “ศิษย์พี่ใหญ่โปรดนั่ง รักษาการเจ้าสำนักก็นั่ง
ด้วย”
“พวกเรามาจับรางวัลน่ะ”
ศิษย์พี่จากเขาตานติ่งได้ยินแล้ว แสดงสีหน้าลำบากใจ “จับ
รางวัล? ยาวิเศษของข้าคงไม่เข้าตาท่านทั้งสอง…”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร แค่มาเล่นสนุกเท่านั้น”
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญการแปลความหมายจากสีหน้าของศิษย์พี่
ใหญ่ ลู่หยางล่วงรู้ว่าศิษย์พี่ใหญ่มีความสนใจในกิจกรรมนี้ เขาย่อม
ไม่อาจทำให้ศิษย์พี่ใหญ่ผิดหวัง
“เริ่มด้วยสิบครั้งก่อน” ลู่หยางจ่ายแต้มสะสมหนึ่งร้อย ตาไม่
กะพริบแม้แต่น้อย
ศิษย์พี่จากเขาตานติ่งนำกระถางต้มยาขนาดใหญ่ออกมา
ด้านล่างของกระถางมีช่องเปิด
“ตบสิบครั้งก็จะได้ยาสิบเม็ด”
ลู่หยางรับปากและลงมือทำตาม ตบติดต่อกันสิบครั้ง ยาสิบเม็ด
กลิ้งออกมา เก้าเม็ดค่อนข้างด้อยคุณภาพ สีสันไม่เป็นมัน มีเพียง
หนึ่งเม็ดที่ดูไร้ที่ติ นั่นคือยาเกรดดีที่ว่า
“ยาพวกนี้คืออะไร?”
ลู่หยางรู้จักยาทั่วไป แต่ไม่รู้จักยาของเขาตานติ่ง
“เก้าเม็ดนี้คือยาสร้างสรรค์ธาตุฟ้าดิน ปรุงผสานวิถีแห่งกาลเวลา
หล่อเลี้ยงธาตุสร้างสรรค์แห่งฟ้าดิน เต็มไปด้วยความบังเอิญ แม้แต่
ข้าก็ยากที่จะปรุงออกมาเป็นชุดที่สอง เป็นยาที่เต็มไปด้วยความ
เป็นไปได้ไร้ขีดจำกัด”
ลู่หยางตกใจเล็กน้อย มองยาเก้าเม็ดที่ด้อยคุณภาพด้วยสายตา
ที่แตกต่างออกไป
ศิษย์พี่ใหญ่เงยหน้ามองศิษย์พี่จากเขาตานติ่งแวบหนึ่ง เอ่ยคำ
สามคำอย่างเย็นชา “พูดความจริง”
ศิษย์พี่จากเขาตานติ่งสะดุ้งเฮือก ไม่กล้าเล่นลิเกต่อหน้าศิษย์พี่
ใหญ่ จำใจบอกความจริง “เมื่อระยะก่อนปรุงยา ระหว่างนั้นข้าออกไป
ข้างนอกครู่หนึ่ง ลืมเวลาไป พอข้ากลับมา ยาได้ปรุงเสียแล้ว”
“ข้าคิดว่าเนื่องในโอกาสงานเฉลิมฉลอง ไม่สู้เอามาเป็นรางวัล
ขายไปเลย”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าหนึ่งในเงื่อนไขที่ข้าอนุญาตให้เจ้าจัดกิจกรรม
คือไม่ให้ทำลายชื่อเสียงของสำนักเรา?”
“ศิษย์พี่ใหญ่วางใจ ข้าบอกคนภายนอกว่าข้าเป็นศิษย์สำนัก
ธาตุทั้งห้า!” ศิษย์พี่จากเขาตานติ่งรับประกันอย่างมั่นใจ
“หืม?”
“ไม่ๆๆ ข้าหมายความว่าข้าจะเก็บแผงแล้วไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้”
ศิษย์พี่ใหญ่ยกมือขึ้น ห้ามศิษย์พี่จากเขาตานติ่งที่กำลังจะเก็บ
ข้าวของ “ยังไม่ต้องรีบ ข้าก็จะลองโชคดูสักหน่อย”
“นี่คือหนึ่งร้อยแต้มสะสม ข้าขอลองสิบครั้ง”
ศิษย์พี่ใหญ่เบาๆ ตบกระถางหนึ่งครั้ง สอดแทรกพลังลึกลับ พลัง
หมุนวนอยู่ในกระถาง ส่งแรงกระแทกอีกเก้าครั้ง
รวมกันพอดีสิบครั้ง
ยาสิบเม็ดกลิ้งออกมา
ยาทั้งสิบชุ่มฉ ่าเต็มเม็ด ยังมีสามเม็ดที่มีไอสีขาวพันวน
เจ็ดเม็ดยาเกรดดี สามเม็ดยาฝานยุน
ตามความน่าจะเป็น ต้องหมุนสามร้อยครั้งจึงจะได้ยาฝานยุนสาม
เม็ด
“โชคดีทีเดียว” ศิษย์พี่ใหญ่มุมปากเหยียดยิ้มเล็กน้อยแทบมอง
ไม่เห็น หยิบยาฝานยุนเม็ดหนึ่งเก็บไว้ ยาที่เหลือมอบให้ลู่หยาง
นางไม่ได้ใช้กฎธรรมชาติช่วย นี่เป็นโชคล้วนๆ
นางมักจะโชคดีเสมอ
ทั้งสองยังคงเดินต่อไป ขณะที่หาสาเหตุของการหายตัวไปของผู้
บำเพ็ญขั้นรวมร่าง ก็เพลิดเพลินกับกิจกรรมต่างๆ อย่างเต็มที่ ค่อยๆ
ลู่หยางก็หายจากความประหม่าที่มีก่อนหน้า
ศิษย์กับอาจารย์คู่หนึ่งบังเอิญเดินผ่านมา เห็นลู่หยางกับศิษย์พี่
ใหญ่อวี้จือ
“อาจารย์ ท่านว่าลู่หยางอายุและวิทยายุทธ์ก็พอๆ กับข้า ทำไม
เขาถึงได้เป็นรักษาการเจ้าสำนัก และยังมีสิทธิ์เป็นประธานพิธีบูชา
ด้วย?”
มีอัจฉริยะวัยเยาว์คนหนึ่งอิจฉาลู่หยางอยู่ลึกๆ เขามาจากสำนัก
ชั้นเลิศหนึ่งในเก้าที่ชื่อสำนักบังลม อาจารย์ของเขาคือประมุขสำนัก
บังลม การที่เขาได้มาร่วมงานเฉลิมฉลองที่สำนักเวิ่นเต๋าไม่ใช่แค่
เพราะเขามาจากสำนักบังลม แต่เพราะเขาเป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขัน
รอบสุดท้าย
สถานะของเขากับลู่หยางค่อนข้างใกล้เคียงกัน แต่ตำแหน่งกลับ
ห่างกันลิบลับ ในใจรู้สึกไม่สมดุล อดรู้สึกไม่ยอมรับไม่ได้
“หุบปาก!” ประมุขสำนักบังลมเอ่ยเสียงต ่า ดุลูกศิษย์ตัวเอง
อัจฉริยะวัยเยาว์ตกใจ อาจารย์มักอ่อนโยนกับเขาเสมอ ตั้งแต่
เมื่อไหร่ที่อาจารย์ดุเขาเช่นนี้?
ประมุขสำนักบังลมไม่มีเวลาใส่ใจปฏิกิริยาของลูกศิษย์ เขา
ตอนนี้เหงื่อเย็นไหลออกมาแล้ว สายตาจับจ้องที่ลู่หยาง
แต่จุดสนใจของเขาไม่ใช่ลู่หยาง แต่เป็นอวี้จือที่อยู่ข้างลู่หยาง
แม้ว่าเขาจะไม่มีสถานะสูงส่งเท่าประมุขห้าสำนักใหญ่ แต่ใน
ฐานะที่เป็นสำนักชั้นเลิศเก่าแก่ ฐานะก็ล ้าเลิศอยู่ดี รู้เรื่องบางอย่าง
เช่นเขาได้ยินมาว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อน สำนักเวิ่นเต๋ามีศิษย์ผู้
หนึ่ง ใช้พลังเพียงคนเดียวเอาชนะประมุขสี่สำนักเซียนใหญ่ ซึ่งในนั้น
ยังรวมพระเจี๋ยซาผู้มีชื่อเสียงมานาน
พระเจี๋ยซาเป็นใคร? แม้ในขั้นข้ามพิบัติก็นับว่าเป็นยอดฝีมือแท้
แข็งแกร่งกว่าบรรพบุรุษในสำนักของตนเองอีก!
แม้แต่พระเจี๋ยซายังพ่ายแพ้ พลังของอีกฝ่ายคงเดาไม่ถูกเลย
และนี่เป็นเรื่องเมื่อหลายร้อยปีก่อน เวลาผ่านไปนานเท่านี้ วิทยา
ยุทธ์ของศิษย์สำนักเวิ่นเต๋าผู้นั้นจะเพิ่มขึ้นมากเพียงใด เขาคิดแล้วก็
ไม่กล้าคิดต่อ
“นี่คือตัวแสดงหลักของการแย่งชิงยุคทองจริงๆ…”
พรสวรรค์ล ้าเลิศถึงเพียงนี้ คงไม่มีใครเทียบได้
“อาจารย์…”
อัจฉริยะวัยเยาว์เห็นสายตาสะพรึงกลัวของอาจารย์ ได้ยิน
อาจารย์พึมพำในปาก จึงมองตามสายตาของอาจารย์ เห็นลู่หยางที่
กำลังอยู่ในช่วงรุ่งโรจน์
เขาไม่เคยได้ยินอาจารย์ประเมินผู้ใดสูงเช่นนี้
อัจฉริยะวัยเยาว์เหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง มองลู่หยางด้วย
ความเคารพยำเกรง
ศิษย์พี่ใหญ่สัมผัสได้ว่ามีคนมอง หันไปมองแวบหนึ่ง พอเห็นว่า
เป็นประมุขสำนักบังลม ก็ไม่คิดอะไรมาก เบนสายตากลับมา
“ศิษย์พี่ใหญ่เป็นอะไรหรือไม่?” ลู่หยางเห็นศิษย์พี่ใหญ่หันหน้า
ไป นึกว่านางพบเจออะไรบางอย่าง
ศิษย์พี่ใหญ่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ที่แท้ก็พบสิ่งที่ไม่เข้าใจจริงๆ
“แปลกจัง ทำไมรู้สึกว่ามีผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างที่ไม่คุ้นหน้า
เพิ่มขึ้นตั้งมากมาย?”
เพื่อจัดงานเฉลิมฉลองครั้งนี้ สำนักเวิ่นเต๋าได้เชิญมิตรสหาย
มากมาย ผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างล้วนมาตามคำเชิญ ถือว่าคึกคักที่สุด
สิ่งที่ทำให้ศิษย์พี่ใหญ่สับสนคือ ตลอดทางมานี้ ผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่าง
ที่คุ้นเคยแทบไม่ได้พบ กลับพบผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างแปลกหน้าเป็น
จำนวนมาก
หากมีผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างแปลกหน้าแทรกอยู่ในกลุ่มผู้บำเพ็ญ
ขั้นรวมร่าง ย่อมยากที่จะสังเกต แต่หากมีผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างปรากฏ
ตัวอย่างกะทันหัน ก็จะเห็นได้ชัดเจน