ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 501 งานเฉลิมฉลองปิดฉาก
เจ้าสำนักลู่และรองประมุขลู่ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายหลังจบศึก
สมน ้าสมเนื้อ เหล่าอัจฉริยะทั้งหลายพลันรู้สึกโล่งอก ราวกับได้
ระบายความอัดอั้นในใจ
ส่วนเหล่าผู้บำเพ็ญที่สลายพลังเริ่มบำเพ็ญใหม่ ต่างมีสีหน้า
เคร่งเครียด พวกเขาถูกบีบคั้นทั้งจากอัจฉริยะโบราณแห่งสวรรค์
บรรพกาลเบื้องหน้า และอัจฉริยะร่วมยุคเบื้องหลัง ตกอยู่กลางระหว่าง
สองฝ่าย การแย่งชิงยุคทองคงไม่มีบทบาทให้พวกเขาแสดงแล้ว
บนอัฒจันทร์ ชิวจิ้นอันละสายตาจากการต่อสู้ ครุ่นคิดถึง
เหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไป พลางถอนหายใจเบาๆ “คนรุ่นหลังช่างน่า
เกรงขามจริงๆ”
เจียงชุนสงสัย “ท่านหมายถึงเจ้าสำนักลู่ ที่อายุยังน้อยแต่มีพลัง
มากมายเช่นนั้นหรือ?”
“ไม่ใช่ ข้าหมายถึงเขาหลอกคนเก่งยิ่งกว่าโจรเฒ่าปู้อวี่เสียอีก”
“เมื่อครั้งโจรเฒ่าปู้อวี่มีอายุเท่าเขา วิชาลวงโลกยังเขียวอยู่มาก
แน่นอนว่าตอนนั้นข้าก็ยังเขียวมาก เลยถูกหลอกครั้งแล้วครั้งเล่า”
“ลู่หยางไม่เหมือนกัน วิชาลวงโลกของเขาไร้ที่ติ เขาไม่ได้หลอก
แค่คนสองคน แต่หลอกคนทั้งใต้หล้า”
เจียงชุน “……”
เขารู้สึกโชคดีที่เกิดมาในยุคหลัง ไม่ได้อยู่ร่วมสมัยกับท่าน
เต๋าปู้อวี่ ไม่เช่นนั้นจะน่าเศร้าสักเพียงใด?
“แต่ลู่หยางเด็กคนนี้มีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง เขาหลอกคนแต่หลอก
คนนอก ไม่ทำร้ายพวกพ้อง”
“ข้าต้องให้ไป๋หมิงคบหากับลู่หยางให้มากกว่านี้ ไป๋หมิงเด็กคนนี้
พรสวรรค์ก็พอใช้ได้ สมองก็ยังฉลาดอยู่ แต่เมื่อเทียบกับลู่หยางและ
เมิ่งจิ่งโจวแล้ว ยังด้อยกว่ามาก”
หยางติ่งเห็นด้วย “เทียนจื้อยังสู้ไป๋หมิงไม่ได้เลย เป็นคนดื้อดึงอยู่
บ้าง ก็ควรจะเรียนรู้จากลู่หยางมากขึ้น”
หลัวหงเซียไม่ยอมให้ศิษย์รักของนางใกล้ชิดกับลู่หยางเด็กคนนี้
แน่ ถ้าใกล้ชิดกันมากขึ้นจะเกิดอะไรขึ้น?
พระเจี๋ยซาก็ไม่กล้าให้ศิษย์ของตนสนิทสนมกับลู่หยางมาก
เกินไป นักบวชไม่พูดเท็จ จะปล่อยให้ศิษย์เรียนเลวจากลู่หยางได้อ
ย่างไร
เซียนอมตะกลับมาควบคุมร่างของลู่หยางอีกครั้ง ยิ้มร่าเริง
กลับไปยังที่นั่งกรรมการ
“ทุกคนยังยุ่งอยู่หรือ? จะแข่งขันต่อไหม?”
การแข่งขันเพิ่งผ่านไปเพียงครึ่งทาง ยังเหลืออีกหลายคู่ที่ต้อง
แข่งขัน
การแข่งขันดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น ทั้งประเภทขั้นแก่นทองคำ
ตอนปลาย ประเภทขั้นทารกแรกกำเนิดตอนต้น… เป็นครั้งคราวมีผู้
บำเพ็ญที่ทำให้ผู้คนตกตะลึง ไม่ใช่เพราะพลังร้ายกาจ แต่เพราะ
ความคิดอันพิลึก
องครักษ์ลั่วสุ่ยและสำนักเซียนแอบเฝ้าดูผู้เข้าแข่งเหล่านี้ ว่าใคร
อาจเป็นผู้บำเพ็ญโบราณที่สลายพลังบำเพ็ญใหม่ ใครอาจเป็นผู้ทรง
พลังที่แกล้งทำเป็นอ่อนแอเพื่อหลอกเหยื่อ หรืออาจเป็นตัวประหลาด
อื่นๆ เช่น ขงฮ่าวที่ร่างกายถูกผนึกเทาเที่ยโบราณ
เซียนอมตะและประมุขสำนักเซียนก็กำลังพูดคุยกันถึงผู้บำเพ็ญ
ที่น่าสงสัย
เมื่อการแข่งขันดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย รายชื่อต่างๆ ก็ถูก
รวบรวมเสร็จสิ้น ส่วนที่เหลือจะให้ราชสำนักจัดการ สืบสวนประวัติ
ของคนเหล่านี้
หลังจากการแข่งขันอันน่าตื่นตาตื่นใจนานสิบวัน การแข่งขันก็
สิ้นสุดลง งานเฉลิมฉลองของสำนักเวิ่นเต๋าก็ปิดฉากลงพร้อมกัน
“ในที่สุดก็จบสักที”
ลู่หยางถอนหายใจยาว งานเฉลิมฉลองครั้งนี้เขาเป็นคนวุ่นวาย
อยู่ตลอด ส่วนเซียนอมตะแทบไม่ช่วยอะไรเลย
“จ้าวพ่อคนที่สอง ทำได้ดีมาก!” เซียนอมตะไม่ตระหนี่คำชม
ลู่หยางไม่กล้าถือเป็นความชอบ รีบพูดอย่างสุภาพ “ต้อง
ขอบคุณเซียนน้อยที่ใช้คนไม่เป็น จับคนเดียวใช้งานจนตาย”
“เจ้าสำนักลู่ วันหลังหากท่านมาที่เมืองหลวง ต้องแวะมาที่
คฤหาสน์ข้า ข้าจะเลี้ยงรับรองท่านอย่างดีเชียว!”
องค์ชายใหญ่เห็นว่าลู่หยางเป็นคนมีความสามารถ วันหน้าเมื่อ
สละตำแหน่งฮ่องเต้ เขาจะเป็นผู้ช่วยมือดี
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเจ้าสำนักลู่ยังเรียกอวี้จือว่า “เด็กอวี้” อย่าง
สนิทสนม เขาไม่กล้าคิดถึงความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกว่านั้น
……
งานเฉลิมฉลองจบลง พิธีแบ่งผลประโยชน์ครั้งสุดท้ายกำลัง
ดำเนินอยู่
หลัวหงเซียในท่ามกลางผู้คนที่ห้อมล้อม หยิบกล่องสมบัติที่
ห่อหุ้มอย่างแน่นหนาออกมา
“ระวังหน่อย อย่าทำกล่องสมบัติแตก”
“…นี่เป็นสมบัติล ้าค่าของวังเซียนข้า ไม่ใช่กล่องเครื่องสำอาง
ของเจ้า”
หลัวหงเซียเปิดใช้กล่องสมบัติ กล่องสมบัติฉายลำแสงหลายสาย
กวาดทุกคนเข้าไปในกล่อง
ภายในกล่องสมบัติ ผู้บำเพ็ญแห่งแคว้นต้าอวี๋ยังคงพยายาม
พังทลายกำแพง ทั้งสามผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติร่วมมือกัน อาคมลือ
ลั่นสั่นสะเทือน แต่เมื่อเผชิญกับกล่องสมบัติที่ถูกผนึกด้วยหยดเลือด
ของอวี้จือ ก็ไร้ประโยชน์
“ทุกคนอย่าตกใจ อาจารย์หลวงยังอยู่ข้างนอก บางทีตอนนี้ข้าง
นอกอาจจะต่อสู้กันแล้ว อาจารย์หลวงจะมาช่วยพวกเราแน่!” นักบวช
ขาวดำให้กำลังใจทุกคน
เขาคำนวณเวลา งานเฉลิมฉลองคงใกล้ปิดฉากแล้ว เป็นโอกาส
ดีที่อาจารย์หลวงจะลงมือ
“ดูสิ การผนึกคลายแล้ว” นักบวชขาวดำชี้ไปยังแสงสว่างไม่ไกล
ร้องด้วยความดีใจ ผู้บำเพ็ญแห่งแคว้นต้าอวี๋รู้สึกว่าความหวังกลับมา
อีกครั้ง
ใครจะรู้ว่าหลังผนึกคลาย สิ่งที่พวกเขาเผชิญกลับเป็นผู้บำเพ็ญ
แห่งแคว้นต้าเซี่ยที่ทยอยตกลงมาเหมือนเกี๊ยวลงน ้าเดือด
“สำนักซัวซินของข้ามีส่วนจับกุมไม่น้อย สมควรได้รับผู้บำเพ็ญ
แห่งแคว้นต้าอวี๋สักคน!”
“เฮ้ยๆๆ คุณหลีลืมหรือไงว่าตอนแข่งขันคุณเสียพนันผู้บำเพ็ญ
แห่งแคว้นต้าอวี๋ให้สำนักโป๋ซวีของข้าแล้ว?”
“พูดอะไรเหลวไหล การพนันผิดกฎหมายนะ ใครไปพนันกับ
เจ้า?”
“…เจ้ายังมีหน้าอีกหรือ?”
“ฟังข้าสักหน่อย ทุกคนนั่งลงแล้วค่อยๆ คุยกันว่าจะแบ่งผู้
บำเพ็ญแห่งแคว้นต้าอวี๋อย่างไร” ในฐานะที่เพิ่งขึ้นสู่ขั้นข้ามพิบัติ หลู่
ปาเชียนอาสาจัดระเบียบ
การเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของทุกคน ทำให้พวกเขาถกเถียง
กันจนหน้าแดงหูแดง โชคดีที่มีหลู่ปาเชียนออกหน้า จึงเบี่ยงเบน
ความสนใจของทุกคนได้
ทุกคนรุมต่อยหลู่ปาเชียนหนึ่งยก ป้าเยี่ยนจึงเข้ามาบริหาร
จัดการ
ผลการพูดคุยทำให้ลู่หยางหาวไม่หยุด เขาไม่สนใจผลลัพธ์
สุดท้าย รู้แต่ว่านักบวชขาวดำที่แข็งแกร่งที่สุดในผู้บำเพ็ญแห่งแคว้น
ต้าอวี๋ถูกส่งให้สำนักเวิ่นเต๋า
ส่วนที่เหลือ ปล่อยให้พวกเขาถกเถียงกันต่อไป
“อ้อใช่ ท่านผู้อาวุโส พวกท่านตัดสินใจเรื่องเทาเที่ยแล้วหรือ
ยัง?” ลู่หยางถามป้าเยี่ยนก่อนออกจากกล่องสมบัติ
ตอนนั้นเขามีสถานะเป็นรองประมุขลู่ ไม่สะดวกที่จะสนใจ
สถานการณ์ของขงฮ่าว
“ขงฮ่าวเด็กคนนี้บอกว่าจะผนึกเทาเที่ยโบราณต่อไป ต้องการ
อยู่ร่วมกันอย่างสันติ เขาเชื่อว่าสุดท้ายจะเปลี่ยนความคิดเทาเที่ยได้
แล้วจะเป็นเพื่อนกัน”
“ก็ได้ ถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่ง” ลู่หยางรู้สึกกังวลเกี่ยวกับขงฮ่า
วอยู่บ้าง
เทาเที่ยโบราณสู้เซียนอมตะไม่ได้ เซียนอมตะนั้นสวยและมีจิตใจ
ดี เป็นที่รักของทุกคน ไร้พิษสงต่อตัวเอง จะไม่ทำร้ายตัวเอง ส่วน
เทาเที่ยโบราณมันเป็นมารเฒ่า ใครจะรู้ว่าเมื่อไหร่จะวางแผนเล่นงาน
ขงฮ่าว
แต่นี่เป็นการตัดสินใจของขงฮ่าวเอง เขาไม่ควรแทรกแซง
ศิษย์พี่ใหญ่จับนักบวชขาวดำและลู่หยางออกจากกล่องสมบัติ
“พูดถึงอาจารย์หลวง ท่านไปที่ไหนกัน?”
เมื่อออกจากกล่องสมบัติ ลู่หยางนึกขึ้นได้ว่าอาจารย์หลวงไม่ได้
ปรากฏตัวเลยตั้งแต่ต้นจนจบ ศิษย์พี่ใหญ่ก็หาไม่พบ
เขาคิดว่าจะมีเรื่องในช่วงท้ายงานเฉลิมฉลอง จึงระแวดระวังอยู่
นาน แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์ใดๆ
“แปลกจัง หรือว่าเขาคงรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง จึงหนีไป
ก่อน?” ลู่หยางคิด อาจารย์หลวงคนนี้ช่างเอาตัวรอดจริงๆ
“เอ๊ะ? มาถึงร้านย่างเนื้อแล้วหรือ?” ลู่หยางเงยหน้าขึ้น พอดี
มาถึงร้านย่างเนื้อ อาจารย์หลิวและอาจารย์เกากำลังเก็บเตาย่าง
พวกอู๋วู่ อู๋ลู่ อู๋ชี่ สามผีสาวน้อยกำลังเก็บชามตะเกียบ ประมุขกวาด
พื้นถูพื้น เป็นภาพของร้านที่เลิกกิจการ
ยังอยากกินอะไรสักหน่อย เห็นพวกเขาเป็นแบบนี้ก็ไม่อยากให้
เปิดร้านใหม่
“ลู่หยางมาแล้ว เชิญเข้ามา” ประมุขเชิญลู่หยางเข้าไปอย่าง
กระตือรือร้น
ในสำนักเวิ่นเต๋า ลู่หยางคือที่พึ่งของพวกเขา
พูดแล้วเราทำไมถึงกระตือรือร้นกับลู่หยางขนาดนี้ เป็นเพราะเขา
เป็นน้องเล็กของอวี้จือหรือ? รู้สึกว่ามีเหตุผลอื่นอยู่
ใครกำชับให้เราสุภาพกับลู่หยาง ต้องสุภาพยิ่งกว่าเขาอีก
มีใครบอกเราแบบนี้?
เมื่อเห็นประมุขเหม่อลอย ลู่หยางสงสัย “มีอะไรหรือ?”
ประมุขได้สติ ตระหนักว่าเสียมารยาท “โอ้ ไม่มีอะไร เชิญนั่ง”
ลู่หยางมองไปรอบๆ รู้สึกว่ามีคนหายไป “เซียนอมตะชายหายไป
ไหน ที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์หรือ?”
“ใคร?”