ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 508 ในทางทฤษฎีตอนนี้ข้าอยู่ขั้นทารกแรกกำเนิด
แล้ว
“ยินดีด้วย ยินดีด้วย ในที่สุดก็ถึงขั้นแก่นทองคำตอนปลายแล้ว”
เซียนอมตะปรบมือดังสนั่น ใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม
“ความเร็วในการบำเพ็ญไม่เลว ช้ากว่าข้าแค่นิดหน่อย คาดว่า
พอๆ กับเซียนจิ้วชง เซียนฉี่หลินพวกนั้น”
ความเร็วในการบำเพ็ญไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดในการบรรลุ
เซียน แต่เป็นตัวบ่งชี้ว่ามีคุณสมบัติในการบรรลุเซียนหรือไม่
“เห็นเจ้าบำเพ็ญอย่างมุ่งมั่น ทำให้ข้านึกถึงเซียนจิ้วชงพวกนั้นที่
กระวนกระวาย แย่งชิงทุกนาที ราวกับไฟกำลังจะไหม้ก้น ช่างขยัน
จริงๆ!”
ลู่หยางพยักหน้าเห็นด้วย ยุคโบราณการแข่งขันดุเดือด ช้าเพียง
ก้าวเดียวก็ช้าไปหมดทุกก้าว เซียนจิ้วชงพวกนั้นบำเพ็ญอย่างหนัก
เพื่อตามทันผู้อื่น สะท้อนถึงการแข่งขันที่ดุเดือดในยุคนั้น
ตรงกันข้ามกับปัจจุบัน แม้ทุกคนจะพูดว่ายุคทองกำลังมาถึง ผู้มี
พรสวรรค์แต่ละรุ่นเกิดขึ้นมากมาย ดุจดังลมหวนคืนยุคโบราณ แต่
ความมุ่งมั่นในการบำเพ็ญยังไม่ถึงขั้นยุคโบราณ อย่างเช่นเมิ่งจิ่งโจว
ทั้งวันเฉื่อยชา ออกไปทำภารกิจข้างนอก ปล่อยเวลาผ่านไปโดย
เปล่าประโยชน์ เสียเวลาบำเพ็ญ ช่างน่าตำหนิยิ่งนัก
“น่าเสียดาย พวกเขาจะขยันแค่ไหนก็ไม่อาจบำเพ็ญเร็วเท่าข้า
ทุกครั้งถูกข้าข้ามขั้นสู้จนพ่ายแพ้”
“แต่พูดถึงการหลบหนี ความเร็วของพวกเขากลับเพิ่มขึ้นทุกครั้ง
มีหลายครั้งที่ข้าเกือบไล่ไม่ทัน”
ลู่หยางนึกในใจว่า คงเพราะเซียนจิ้วชงพวกนั้นกระวนกระวาย
บำเพ็ญเพื่ออยากมีพลังเท่าเทียมกับเจ้า จะได้โดนตีน้อยลงกระมัง
“ตามอัตราการบำเพ็ญของข้าในตอนนี้ อย่างมากอีกครึ่งปีก็
น่าจะบำเพ็ญถึงขั้นทารกแรกกำเนิดแล้ว” นับตั้งแต่เริ่มบำเพ็ญ ลู่
หยางไม่เคยพบอุปสรรคเลย รากฐานกระบี่บำเพ็ญต้องอาศัยแรงมุ่ง
มุ่งรุดหน้าราวลมพายุ สามารถทะลวงอุปสรรคและข้อจำกัดทั้งปวง
“จริงๆ แล้ว ตอนนี้เจ้าก็นับเป็นขั้นทารกแรกกำเนิดได้แล้ว”
เซียนอมตะกล่าวอย่างสบายอารมณ์
“ทำไมล่ะ?”
“สัญลักษณ์ของการก้าวสู่ขั้นทารกแรกกำเนิดคืออะไร?”
“บำเพ็ญจิตในตันเถียน ปรากฏเป็นรูปร่างทารก” นี่คือนิยาม
ของขั้นทารกแรกกำเนิดในวงการบำเพ็ญ ลู่หยางท่องจำมานานแล้ว
ศิษย์พี่ใหญ่มีแก่นทองคำเต็มท้อง เลือกแก่นทองคำหนึ่งเม็ดแตก
เป็นทารก แก่นทองคำที่เหลือยังคงอยู่ ตามเกณฑ์ขั้นบำเพ็ญ ในตอน
นั้นศิษย์พี่ใหญ่จัดเป็นขั้นทารกแรกกำเนิด ไม่ใช่ขั้นแก่นทองคำ
“ถูกต้อง แล้วข้าตอนนี้ก็อยู่ในสภาพจิต หากอยู่ในตันเถียนของ
เจ้า ไม่ใช่ขั้นทารกแรกกำเนิดแล้วหรือ?”
“ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าออกจากสำนักเวิ่นเต๋าเมื่อไร ก็สามารถข้าม
ขั้นสู้ได้ นั่นคือพลังระดับขั้นทารกแรกกำเนิดอย่างแท้จริง”
“เจ้ามีสัญลักษณ์ของขั้นทารกแรกกำเนิด และมีพลังระดับขั้น
ทารกแรกกำเนิด หากเจ้าไม่ใช่ขั้นทารกแรกกำเนิด แล้วใครจะเป็น?”
ลู่หยาง “……”
ข้าไม่มีปัญหา แต่กลัวว่าผู้บำเพ็ญขั้นทารกแรกกำเนิดคนอื่นจะ
ไม่ยอมรับ
“อย่าไม่เชื่อสิ ในยุคที่บรรพชนโบราณค้นพบวิถีบำเพ็ญ นี่คือ
ขั้นทารกแรกกำเนิดในยุคแรกเริ่ม”
“เมื่อบรรพชนโบราณบำเพ็ญถึงขั้นแก่นทองคำแล้ว แต่หาทาง
ออกไม่พบ มีคนหนึ่งนำจิตปีศาจหลอมเข้าตันเถียน ได้รับพลังอัน
เหนือความคาดหมาย สามารถบดขยี้ผู้บำเพ็ญขั้นแก่นทองคำ
ทั้งหมด บรรพชนโบราณจึงเรียกขั้นนี้ว่าขั้นทารกแรกกำเนิด”
“แต่ขั้นทารกแรกกำเนิดแบบนี้มีข้อเสีย อายุขัยสั้น อีกทั้งจิต
ปีศาจไม่เข้ากับร่างมนุษย์ ทำให้ตายกะทันหัน”
“ต่อมา มีคนแตกแก่นทองคำ พบว่ามีคนตัวเล็กออกมาจากแก่น
ทองคำ คนตัวเล็กนี้ก็คือจิตตัวเอง”
“ด้วยเหตุนี้ จึงมีขั้นทารกแรกกำเนิดแบบที่บำเพ็ญกันใน
ปัจจุบัน”
เช่นเดียวกับขั้นแก่นทองคำยุคแรกที่ใช้แก่นปีศาจแทน มนุษย์
ตอนที่ค้นพบขั้นทารกแรกกำเนิดก็อาศัยพลังของเผ่าปีศาจเช่นกัน
วิธีใช้แก่นปีศาจแทนแก่นทองคำยังคงมีให้เห็นในปัจจุบัน ใน
วงการบำเพ็ญ ขั้นนี้เรียกว่าขั้นแก่นปลอม
“เป็นเช่นนี้นี่เอง”
ลู่หยางเข้าใจแล้ว เซียนอมตะในที่สุดก็เล่าเรื่องเก่าแก่ยุคโบราณ
ที่แม้จะใช้ไม่ได้แล้ว แต่อย่างน้อยก็เป็นความรู้ที่ถูกต้อง
ทันใดนั้น ลู่หยางได้ยินเสียงต่อสู้แว่วมาจากที่ไกล
“ทิศทางนี้… เป็นประตูสำนักหรือ?”
ลู่หยางประหลาดใจ ทำไมถึงมีเสียงต่อสู้ที่ประตูสำนัก มีคนจะ
โจมตีสำนักเวิ่นเต๋าหรือ?
การบุกโจมตีอย่างโจ่งครึ่มเช่นนี้ แม้แต่อาจารย์หลวงก็ไม่กล้าทำ
“ไปดูกันหน่อย” เซียนอมตะเสนออย่างตื่นเต้น มีเรื่องสนุกให้ดู
ลู่หยางลงจากเขา พบเมิ่งจิ่งโจวที่กำลังจะไปดูเหตุการณ์เช่นกัน
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
“ไม่รู้สิ นี่ข้าก็กำลังจะไปดูเหมือนกัน”
“ไปด้วยกัน”
“ได้”
เสียงต่อสู้ดังเร่าร้อน ไม่เพียงลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจว แต่ศิษย์พี่ศิษย์
น้องมากมายต่างมุ่งหน้าไปดูที่ประตูสำนัก ผู้คนหลั่งไหลกันมาเป็น
ทะเลมนุษย์
ยิ่งเข้าใกล้ประตูสำนัก เสียงการต่อสู้ก็ยิ่งดังชัดเจน
เมื่อถึงประตูสำนักจึงพบว่า มีผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างหลายคนกำลัง
ต่อสู้กันอยู่กลางอากาศ ลีลาโหดเหี้ยม วิชาเด็ดขาด ไม่มีการยั้งมือ
แม้แต่น้อย เผยให้เห็นวรยุทธ์ขั้นรวมร่างอย่างเต็มที่
หนึ่งในผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างเป็นคนที่ลู่หยางรู้จัก ชื่อว่าท่าน
เต๋าปู้อวี่
“เฮ้ย นี่มันอะไรกัน ข้าเพิ่งกลับมาสำนัก สมควรต้องมาดักซุ่มข้า
ที่หน้าประตูหรือไง?” ท่านเต๋าปู้อวี่ตะโกน หลบเลี่ยงซ้ายหลบขวา แม้
ดูเหมือนจะลำบาก แต่วิชาเคลื่อนที่ร่างกายกลับคล่องแคล่วว่องไว ไม่
มีการโจมตีใดโดนตัวเขาเลย
“ใครกัน ใครที่จะมาซุ่มจับท่าน อริกับท่านเองที่มาหาท่านถึงที่!”
ผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างคนอื่นร่วมมือกันโจมตีอย่างประสานงานดีเยี่ยม
“พายุใหญ่มา!”
ลมกรดพัดกระโชก ซัดกวาดเม็ดทรายมากมาย แม้แต่ก้อนหิน
ใหญ่ก็ถูกพัดลอยฟ้า
พายุทรายก็ลมกรดร้องคำรามเข้าใส่ท่านเต๋าปู้อวี่
ท่านเต๋าปู้อวี่สะบัดแส้ขนวัว ตัดพายุทรายขาด
“แล้วพวกเจ้ามาสำนักเวิ่นเต๋าทำไม?”
“จะมาขอลู่หยางเป็นบุตรเขยน่ะ แต่พอดีเห็นท่านที่ประตู ข้าคิด
ว่าเรื่องขอบุตรเขยไม่สำคัญ การอัดท่านสักยกก่อนค่อยว่ากัน”
ผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างที่เหลือต่างพยักหน้า พวกเขาก็คิด
เช่นเดียวกัน
ลู่หยางมองออกแล้ว อาจารย์ตัวเองในที่สุดก็กลับสำนัก บังเอิญ
เจอขบวนขอลู่หยางเป็นบุตรเขย พอขบวนขอบุตรเขยเห็นท่าน
เต๋าปู้อวี่ ก็รู้สึกโกรธทันที จึงผนึกกำลังโจมตีท่านเต๋าปู้อวี่
พูดอย่างไรดี ลู่หยางไม่มีความคิดจะช่วยอาจารย์เลย
ศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นก็กำลังดูการต่อสู้ ไม่มีทีท่าว่าจะออกโรง
ช่วย อาจเป็นเพราะการต่อสู้ระดับขั้นรวมร่างหาดูได้ยาก ทุกคนจึง
หมกมุ่นอยู่ในบรรยากาศการเรียนรู้ ไม่มีเวลาออกมือ
โดยเฉพาะเถาเหยาเยี่ยที่เรียนรู้อย่างตั้งใจที่สุด นี่คือการต่อสู้ขั้น
รวมร่างระดับแท้จริง และการโจมตีเด็ดขาดกว่าการต่อสู้ทั่วไป เหมาะ
สำหรับใช้ใน “ภาพมายาพยับแดด” เป็นอย่างยิ่ง
เถาเหยาเยี่ยเคยโชว์การใช้ภาพมายาพยับแดดในงานเฉลิม
ฉลอง ได้รับคำชมมากมาย หลังจากงานเฉลิมฉลองจบ ด้วยความ
ช่วยเหลือของสำนัก เถาเหยาเยี่ยกำลังโปรโมทภาพมายาพยับแดด
อย่างเต็มที่ เริ่มมีรูปแบบชัดเจนแล้ว
กลุ่มเป้าหมายของภาพมายาพยับแดดคือสามัญชนและผู้
บำเพ็ญขั้นต้น ราคาบัตรไม่แพง แต่เมื่อคิดรวมกันแล้ว กลับทำเงิน
มากกว่าค่าลิขสิทธิ์รถเหาะของลู่หยาง
ในรุ่นเยาว์ เมิ่งจิ่งโจวมีลิ่นซือมากที่สุด รองลงมาคือเถาเหยาเยี่ย
ลู่หยางอยู่อันดับสาม
หม่านกู่ในฐานะสมบัติล ้าค่าของเผ่าม่าน มีเงินค่าขนมมากมาย
อยู่อันดับสี่
อันดับห้าคือหลี่หาวเหริน แต่นี่เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อเขา
แต่งงานกับซู่อี้เหริน และมีสินสมรสร่วมกัน ความมั่งคั่งของเขาจะพุ่ง
ขึ้นไปอยู่อันดับสองทันที
ในที่สุด ท่านเต๋าปู้อวี่ก็ฉวยโอกาสช่องว่างการโจมตี กลายร่าง
เป็นสายกระบี่ บินเข้าสำนัก กลุ่มคนที่มาขอบุตรเขยขั้นรวมร่างจึง
ยอมล้มเลิกการตามล่า จากไปด้วยความเสียดายเล็กน้อย
ท่านเต๋าปู้อวี่เต็มไปด้วยฝุ่นละออง ดูอเนจอนาถ พยายามสงบลม
หายใจ
เขาเพียงแค่ผ่านมาและแวะดูสำนัก ใครจะนึกว่าที่ประตูสำนักยัง
มีศัตรูคอยอยู่?
“อาจารย์ พวกนั้นมีเรื่องบาดหมางอะไรกับท่านหรือ?” ลู่หยา
งถามอย่างสงสัย
“พูดยาก”
“พูดยาก?”
“ศัตรูมากไป จำไม่หมดหรอก”