ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 176 ชำระวิญญาณขั้นสี่
หลิวอู๋เสียหยิบวัสดุบางอย่างออกมาจัดวางค่ายกล เพื่อป้องกันไม่ให้ใครมารบกวน
เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว เขาจึงนั่งขัดสมาธิบนเตียง จากนั้นก็กลืนโอสถกำเนิดพิภพหนึ่งเม็ดลงไป
พลังที่น่าสะพรึงกลัวไหลทะลักทั่วร่างกาย หากกลืนโอสถกำเนิดพิภพลงไป ผู้ฝึกตนระดับพลังชำระไขกระดูกมีโอกาสห้าส่วนที่จะทะลวงขีดจำกัดได้ ส่วนผู้ฝึกตนระดับพลังชำระวิญญาณแทบจะยกระดับพลังขึ้นได้โดยไม่มีเงื่อนไข
หลิวอู๋เสียทะลวงสู่ระดับพลังชำระวิญญาณขั้นสองสูงสุด แล้วก้าวเข้าสู่ระดับพลังชำระวิญญาณขั้นสามในทันที
ภายในเวลาเพียงหนึ่งวัน เขาทะลวงผ่านขีดจำกัดได้ถึงสองขั้น นี่เป็นเรื่องที่หลิวอู๋เสียไม่เคยแม้แต่จะคิดฝันมาก่อน
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมศิษย์หลายคนถึงชอบออกไปฝึกฝนข้างนอก หากเอาแต่หมกตัวอยู่ในสำนักและหวังพึ่งพาทรัพยากรอันน้อยนิดที่สำนักมอบให้ คงไม่มีทางได้รับทรัพยากรเพียงพอสำหรับบ่มเพาะพลัง
เพื่อป้องกันไม่ให้เคล็ดไท่หวงสูบกลืนสวรรค์ดูดกลืนพลังปราณรอบข้างจนก่อให้เกิดความโกลาหล หลิวอู๋เสียจึงหยิบหินวิญญาณออกมาหนึ่งร้อยก้อนเพื่อให้ติ่งเทพสูบกลืนสวรรค์ดูดซับ ของเหลวจำนวนมากไหลทะลักออกมาและหลอมรวมเข้ากับตันเถียนไท่หวง
พลังยุทธ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ใกล้จะถึงระดับพลังชำระวิญญาณขั้นสามสูงสุดแล้ว
เขากลืนโอสถระดับสี่ออกมาสามสิบกว่าเม็ดเรื่อย ๆ ด้วยพลังของติ่งเทพสูบกลืนสวรรค์ เขาจึงไม่ต้องกังวลเรื่องผลข้างเคียงจากโอสถที่มากเกินไป
เมื่อโอสถเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย ทั้งหมดจะถูกติ่งเทพสูบกลืนสวรรค์ดูดซับและเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปแบบใหม่ จากนั้นจึงส่งกลับไปยังร่างกายของหลิวอู๋เสีย ไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ
โอสถเหล่านี้เป็นเพียงโอสถระดับสี่ทั่วไป แต่ด้วยจำนวนที่มากมาย หลังจากกลืนลงไปสามสิบกว่าเม็ด ระดับพลังยุทธ์จึงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ใกล้จะถึงระดับพลังชำระวิญญาณขั้นสี่แล้ว
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ก็มีแขกไม่ได้รับเชิญกลุ่มหนึ่งมาถึงภูเขาหัวมังกร
“องค์หญิงสาม ท่านปลอดภัยดีหรือไม่ขอรับ?”
กลุ่มชายชุดดำมาถึงภูเขาหัวมังกร พวกเขาเป็นองครักษ์ขององค์หญิงสาม ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาพลัดหลงกับองค์หญิงสามระหว่างทาง
“ข้าไม่เป็นไร พวกเจ้ารีบจัดการเรื่องที่นี่ ข้าจะไปหาคน”
เฉินรั่วเยียนยังคงอยู่ที่ภูเขาหัวมังกรเพื่อรอเหล่าองครักษ์ ราชวงศ์ต้าเยี่ยนขาดแคลนเสบียงอาหารและอาวุธ สิ่งเหล่านี้มีประโยชน์อย่างมาก นางจึงเฝ้าอยู่ที่นี่เพื่อไม่ให้ใครมาแย่งชิงไป
หลังจากเฉินรั่วเยียนสั่งการเสร็จ นางก็ลงจากเขาไปเพียงลำพัง น่าจะไปหาหลิวอู๋เสีย
“องค์หญิง ท่านอยู่คนเดียวอันตรายเกินไป ให้ผู้ใต้บัญชาติดตามไปด้วยเถอะ”
ชายวัยสามสิบกว่าปีเดินออกมาและต้องการติดตามองค์หญิงไปด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
“ไม่ต้อง ข้าจะอยู่ในเมืองซาง พวกเจ้าจัดการเสร็จแล้วค่อยมาหาข้า”
ไม่รอให้องครักษ์พูดจบ ร่างของนางก็กลายเป็นภาพติดตาตรงไปยังเมืองซาง
เมืองซางไม่ได้ใหญ่โตอะไร เฉินรั่วเยียนสืบหาไม่นานก็พบที่อยู่ของหลิวอู๋เสีย นางจึงเข้าพักในห้องข้าง ๆ หลิวอู๋เสีย
นางพยายามจะบุกเข้าไปหลายครั้ง แต่ก็ถูกค่ายกลบังคับให้ถอยกลับมา จึงได้แต่เฝ้าอยู่ด้านนอกอย่างว่าง่าย
ภายในห้อง!
ปราณแท้ปั่นป่วน หลิวอู๋เสียทะลวงระดับพลังชำระวิญญาณขั้นสี่สำเร็จ ปราณแท้อันน่าสะพรึงกลัวก่อตัวขึ้นรอบ ๆ หากไม่ใช่เพราะมีค่ายกลปกป้อง โรงเตี๊ยมแห่งนี้คงถูกทำลายราบเป็นหน้ากลองแล้ว
ระดับพลังแต่ละขั้นล้วนแตกต่างกัน!
การเปลี่ยนแปลงที่แต่ละระดับนำมานั้นแตกต่างกัน ในเวลาเพียงห้าหกวัน จากขั้นหนึ่งสู่ขั้นสี่ หลิวอู๋เสียรู้สึกเหมือนฝันไป
ต่อไปคือการทำให้พลังมั่นคงขึ้น โอสถถูกใช้ไปจนหมด โอสถระดับสามที่เหลืออยู่มีประโยชน์ไม่มากนัก รอให้มีเวลาแล้วค่อยจัดระเบียบสมุนไพรวิญญาณ ลองหลอมโอสถระดับสี่ด้วยตัวเอง
หลิวอู๋เสียใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนในการปิดด่าน ใช้หินวิญญาณไปกว่าสองร้อยก้อน ในที่สุดพลังยุทธ์ก็มั่นคง
ขณะที่ลืมตาขึ้น ความหนาวเย็นอันน่าสะพรึงกลัวก็แผ่กระจายไปทั่วทั้งห้อง
โต๊ะและเก้าอี้ทั้งหมดกลายเป็นน้ำแข็ง บรรยากาศโดยรอบปั่นป่วนราวกับคลื่นซัดสาด กระแทกน้ำแข็งแตกเป็นผุยผงโปรยปรายลงบนพื้น
นอกจากผนังแล้ว ภายในห้องไม่เหลืออะไรเลย
“เปรี๊ยะ ปร๊าาา!”
ทันทีที่เขายืนขึ้น เสียงกระดูกทั่วร่างดังลั่น ลาดลายที่ปกคลุมกระดูกปรากฏขึ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ กระดูกทุกตารางนิ้วราวกับถูกทุบหลอม แข็งแกร่งไม่แพ้อาวุธลึกล้ำชั้นยอด
กล่าวอีกนัยหนึ่ง อาวุธทั่วไปไม่อาจทำลายกระดูกของหลิวอู๋เสียได้
จิตวิญญาณแข็งแกร่งขึ้นมาก ทะเลวิญญาณที่กว้างขึ้นค่อย ๆ เต็มเปี่ยม จิตสำนึกเปรียบเสมือนโลหะน้ำแผ่ขยายออกไป
เมื่อมองผ่านประตูห้องถัดไป เขาถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากัน “นางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
หลิวอู๋เสียเก็บจิตสำนึก เปลี่ยนเสื้อชุดใหม่ คืนใบหน้าที่แท้จริง เตรียมมุ่งหน้าไปยังเทือกเขาซีเหลียง เวลาผ่านไปสิบวันแล้ว ยังมีภารกิจอีกสองอย่างที่ยังไม่เสร็จสิ้น
เขาเปิดประตูห้องและกำลังจะออกไป ทันใดนั้นก็มีร่างเงาปรากฏขึ้นขวางหน้า
“เจ้าจะไปที่ใด?”
เฉินรั่วเยียนยืนขวางหน้าหลิวอู๋เสียพลางเอียงศีรษะถาม ใบหน้าที่งดงามหาที่เปรียบมิได้ เทียบกับสวีหลิงเสวี่ยแล้ว นางงดงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
ถ้าสวีหลิงเสวี่ยคือกล้วยไม้ในหุบเขา ลึกลับและสูงส่ง เฉินรั่วเยียนก็คือกุหลาบที่สวยงาม รอบกายเต็มไปด้วยหนาม ไม่อาจล่วงเกินได้ง่าย ๆ
“ข้าไม่จำเป็นต้องบอกเจ้า”
หลิวอู๋เสียไม่อยากเสียเวลาพูดไร้สาระกับนาง จึงผลักนางออกไปแล้วเดินลงไปชั้นล่าง
“หากเจ้าไม่ยอมบอกชื่อแซ่และฐานะให้ข้ารู้ ข้าจะเกาะติดเจ้าไปแบบนี้แหละ”
เฉินรั่วเยียนโบกกำปั้นเล็ก ๆ คาดไม่ถึง องค์หญิงสามแห่งราชวงศ์ต้าเยี่ยนผู้สูงศักดิ์กลับเป็นคนเอาแต่ใจเช่นนี้
หลิวอู๋เสียเพิ่งลงมาจากโรงเตี๊ยม ก็ส่วนทางกับชายชุดดำคนหนึ่งที่เดินตรงเข้ามา
“องค์หญิง ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ของส่งออกไปแล้ว เราออกมานานเกินไปแล้ว ถึงเวลากลับวังได้แล้วขอรับ”
องครักษ์ชุดดำรีบก้าวขึ้นมาคำนับ แล้วรายงานสถานการณ์
“ข้ายังมีธุระ พวกเจ้ากลับไปก่อนเถอะ”
ระหว่างที่พวกเขากำลังพูดคุยกัน หลิวอู๋เสียก็จากไปไกลจนลับสายตาแล้ว เฉินรั่วเยียนโมโหกระทืบเท้า แล้วใช้วิชาตัวเบาตามไปอย่างรวดเร็ว
ไม่ถึงเวลาหนึ่งถ้วยชา หลิวอู๋เสียก็ออกจากเมืองซาง ถ้าเร่งเดินทางเต็มที่ จากที่นี่ไปถึงเทือกเขาซีเหลียงก็ต้องใช้เวลากว่าสองวัน
เทือกเขาซีเหลียงยังคงสภาพดั้งเดิม ไม่เคยผ่านการบุกเบิกโดยมนุษย์ ข้างในมีสัตว์อสูรชุกชุม นักสู้หลายคนชอบเข้าไปฝึกฝน ฆ่าสัตว์อสูรเพื่อฝึกฝนวรยุทธ์
ทั่วทั้งร่างของสัตว์อสูรล้วนเป็นสมบัติ แก่นอสูรสามารถหลอมเป็นโอสถเม็ด กระดูกอสูรสามารถหลอมเป็นอาวุธ ที่สำคัญที่สุดคือภายในเทือกเขาซีเหลียงมีสมุนไพรวิญญาณอยู่ทั่วไป สมุนไพรวิญญาณอายุร้อยปีมีมูลค่ามหาศาล
“รอข้าด้วย”
เฉินรั่วเยียนอยู่ในระดับพลังชำระไขกระดูก นางจึงตามทันในไม่ช้า
หลิวอู๋เสียรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที จึงได้แต่ใช้กระเรียนเริงระบำเก้าชั้นฟ้ากลายเป็นดาวตกพุ่งหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“องค์หญิงสาม ท่านกำลังตามอะไรอยู่กันแน่?”
องครักษ์ชุดดำที่อยู่ด้านหลังเหนื่อยจนหอบ เขาต้องใช้ความพยายามอย่างหนักกว่าจะตามทัน
“แม่ทัพจ้าว ข้าไม่ต้องการให้ท่านคุ้มกันแล้ว ท่านกลับไปรายงานเสด็จพ่อก่อนเถอะ บอกท่านพ่อด้วยว่าอย่างช้าที่สุดปลายเดือนข้าจะกลับไป ไม่ต้องเป็นห่วงความปลอดภัยของข้า”
หลังจากออกคำสั่ง เฉินรั่วเยียนก็รีบตามไป ทิ้งให้แม่ทัพจ้าวยืนงงอยู่คนเดียว
หลังจากสลัดเฉินรั่วเยียนออกไปได้แล้ว หลิวอู๋เสียก็จงใจเดินอ้อมเป็นวงกลม จากนั้นจึงค่อย ๆ ลดความเร็วลง
เขาหยิบข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับคดีการหายตัวไปในเทือกเขาซีเหลียงออกมา เดือนที่แล้วมีผู้ฝึกตนหลายคนที่เดินทางมาฝึกฝนแล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย สำนักศึกษาจักรวรรดิมีศิษย์สิบกว่าคนเดินทางมาฝึกฝน ก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน หายตัวไปอย่างลึกลับ
เรื่องนี้ทำให้หลายคนให้ความสำคัญ คนที่เข้ามาฝึกฝนช่วงนี้ก็น้อยลงมาก
ตอนแรก ทุกคนคิดว่าถูกสัตว์อสูรกินเข้าไป หลังจากตรวจสอบแล้ว บริเวณใกล้เคียงไม่มีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเลย ที่แข็งแกร่งที่สุดมีเพียงระดับสี่เท่านั้น เทียบเท่ากับมนุษย์ระดับชำระไขกระดูกขั้นต้น
ส่วนใหญ่เป็นระดับหนึ่งหรือระดับสอง
เดินมาหนึ่งวันหนึ่งคืน ในที่สุดก็เข้าสู่เขตชานเมืองของเทือกเขาซีเหลียง หากเข้าไปจากที่นี่จะใช้เวลาอีกกว่าหนึ่งวัน
พักผ่อนหนึ่งชั่วยาม แล้วก็เดินทางต่อ
หลิวอู๋เสียนั่งอยู่บนต้นไม้ใหญ่ หลับตาบ่มเพาะพลัง พลังปราณอันเข้มข้นรอบทิศไหลเข้าสู่ร่างกาย ปราณแท้เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงจะไม่ฝึกฝน ปราณแท้ไท่หวงก็เพิ่มขึ้นทุกวัน
ทันใดนั้น!
กลิ่นอายสังหารเลือนรางคืบคลานเข้ามา
ก่อนที่จะยกระดับพลังยุทธ์ เขาไม่สามารถสัมผัสได้เลย กลิ่นอายสังหารนี้เบาบางเกินไป
ครั้งที่แล้วที่ถนนสิบหลี่ เขาเคยพบกลิ่นอายสังหารแบบเดียวกันนี้
“นักฆ่า!”
เขาไม่ได้ลืมตา ยังคงแสร้งทำเป็นนั่งสมาธิต่อไป กลิ่นอายสังหารกำลังใกล้เข้ามา
“เป็นนักฆ่าจากหอนักฆ่าหรือ? ไฉนถึงหาข้าเจอเร็วขนาดนี้”
เมื่อไม่กี่วันก่อนที่เมืองซางมีผู้คนพลุกพล่านมากเกินไป คนของหอนักฆ่ายากที่จะลงมือ
ตอนนี้ไม่เหมือนกัน หลิวอู๋เสียออกจากฝูงชน มุ่งหน้าไปยังเทือกเขาซีเหลียงเพียงลำพัง นี่เป็นโอกาสที่ดีที่จะลอบฆ่าเขา
จิตสำนึกแผ่ออกไปรอบ ๆ ราวกับโลหะน้ำ ค้นหาที่ซ่อนของนักฆ่า
หลิวอู๋เสียมองเห็นทุกอย่างชัดเจนในรัศมีหลายร้อยหมี่ เรียกได้ว่าทุกซอกทุกมุม
รออยู่ประมาณหนึ่งถ้วยชา กลิ่นอายสังหารก็หายไป
“แปลก นักฆ่าจากหอนักฆ่าหายไปแล้ว”
หลิวอู๋เสียลืมตาขึ้น นัยน์ตาฉายแววงุนงง พวกเขากลัวหรือ?
อัตราการสังหารของหอนักฆ่าสมบูรณ์แบบ นับตั้งแต่รับภารกิจ จนกระทั่งฆ่าเป้าหมายได้สำเร็จ
เสียงฝีเท้าดังมาแต่ไกล บ่งบอกว่ามีคนกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ ไม่แปลกใจเลยที่นักฆ่าจากหอนักฆ่าล่าถอยไป
ไม่นานนัก ร่างของคนกลุ่มหนึ่งเดินออกมาจากส่วนลึกของเทือกเขาซีเหลียง แต่ละคนล้วนมีร่องรอยบาดแผล เลือดเปรอะเปื้อนตามร่างกาย
“ศิษย์พี่ใหญ่ ทำไมถึงมีค้างคาวอสูรมากมายในเทือกเขาซีเหลียงเช่นนี้”
ขณะที่หลิวอู๋เสียกำลังนั่งอยู่บนต้นไม้อย่างเงียบ ๆ ห่างออกไปประมาณห้าสิบหมี่ ก็ปรากฏร่างของชายหญิงห้าคน พวกเขากำลังช่วยประคองกันและกันเดินออกมา หนึ่งในนั้นได้รับบาดเจ็บสาหัส
“เราออกจากเขตอันตรายแล้ว อีกไม่ไกลก็จะถึงทางออก ที่นี่ปลอดภัย พักกันก่อนเถอะ บาดแผลของศิษย์น้องสามสาหัสเกินกว่าจะเดินทางต่อได้”
ศิษย์พี่ใหญ่ไม่ได้ตอบคำถาม แต่สั่งให้ทุกคนพักผ่อน พวกเขาพี่น้องร่วมสำนักออกมาฝึกฝนวรยุทธ์ แต่กลับต้องมาสูญเสียสหายไปหลายคน แถมศิษย์น้องสามยังได้รับบาดเจ็บสาหัส อาจจะสิ้นใจได้ทุกเมื่อ
“ศิษย์พี่ใหญ่ ตรงนั้นมีต้นไม้ใหญ่ บริเวณโดยรอบค่อนข้างสะอาด พวกเราไปพักที่นั่นกันเถอะ”
มีเพียงต้นไม้ใหญ่ที่หลิวอู๋เสียนั่งอยู่เท่านั้นที่สะอาด ต้นไม้ใหญ่ล้อมรอบด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจี การใช้ต้นไม้ใหญ่บังแสงทำให้เป็นสถานที่พักผ่อนที่ดี
ทั้งห้าคนก็เดินมาถึงใต้ต้นไม้ใหญ่ ศิษย์น้องสามที่พวกเขาพูดถึงหายใจรวยริน มีรอยเล็บประหลาดบนหน้าอก คล้ายกับถูกสัตว์ข่วน
หลิวอู๋เสียมองลอดผ่านใบไม้ลงไป มองเห็นได้คร่าว ๆ เป็นรอยเล็บที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่น่าใช่ฝีมือของสัตว์อสูร
“ศิษย์พี่สาม ดื่มน้ำหน่อยเถอะ”
หญิงสาวคนเดียวในกลุ่มนำกระบอกน้ำที่สะพายอยู่ข้างเอวออกมา วางไว้ที่ริมฝีปากของชายหนุ่มที่หมดสติ จากนั้นก็ค่อย ๆ เทน้ำลงไป
ส่วนคนอื่น ๆ ก็กระจายกำลังออกไปเฝ้ายาม ป้องกันอันตรายที่อาจเข้ามาใกล้ พวกเขาระวังตัวมาก ทุกคนล้วนมีระดับพลังชำระวิญญาณขั้นสูง น่าจะเป็นศิษย์ของสำนักใดสำนักหนึ่งในละแวกนี้
หลิวอู๋เสียละสายตากลับมา ไม่ได้สนใจเรื่องของคนอื่น มันไม่ใช่เรื่องของเขา แต่เขากลับสนใจเรื่องค้างคาวอสูรที่ถูกพูดถึงมากกว่า นี่อาจจะเกี่ยวข้องกับคดีคนหายในเทือกเขาซีเหลียงก็เป็นได้
ค้างคาวอสูรเป็นสัตว์ที่ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง ปรากฏตัวในเทือกเขาซีเหลียงน้อยมาก พวกมันชอบอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มืดและชื้น ดูจะไม่สอดคล้องกับลักษณะของเทือกเขาซีเหลียง
ขณะที่กำลังดึงแขนกลับ ก็เกิดเสียงใบไม้สองสามใบเสียดสีกัน ศิษย์พี่คนนั้นตื่นตัวขึ้น เงยหน้ามองยอดไม้ทันที “ใครซ่อนอยู่ข้างบนนั่น”
– โปรดติดตามตอนต่อไป –