ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 102 น้าสาวตกอยู่ในอันตราย
“พี่ หนานซานลูกพี่นี่เก่งจริง ๆ ผู้หญิงคนนี้รวยมาก เรามาอาศัย อยู่ที่นี่สักพักแล้ว แต่ก็ยังมีอาหารอร่อย ๆ ให้กินตลอด ช่างสุขสบาย มากเลย”
คนที่พูดคือน้องสะใภ้ของจางกุ้ยหลาน ตอนที่เธอมาที่นี่ครั้งแรก นั้นรูปร่างผอมแห้งเหมือนต้นไผ่ แต่ตอนนี้เธอมีน ้ามีนวลขึ้นมาก”
“แน่นอนอยู่แล้ว นี่พี่สาวของผมเลยนะ ยามสุขสบายก็ไม่เคยลืม คนในครอบครัว” น้องชายจางกุ้ยหลานพูดเสริม
ไม่กี่เดือนหลังจากลู่หนานซานหายตัวไป จางกุ้ยหลานและสามีก็ เข้ามาติดพันน้าสาว ในตอนแรกพวกเขาดูน่าสงสารและทุกข์ทรมาน จากความเจ็บปวดของการสูญเสียลูกชาย
ต่อมาเมื่อเห็นว่าน้าสาวเป็นคนประมาทและเชื่อใจคนอื่นง่าย ทั้ง คู่ก็เริ่มทำตัวเป็นใหญ่ กดขี่ข่มเหง เรียกญาติพี่น้องจากชนบทมายึด บ้านของน้าสาวไป
เนื่องจากจางกุ้ยหลานเรียกน้องชายมา ลู่เหว่ยผู้เป็นสามีจึงเรียก พี่น้องสองคนของเขามาด้วย ไม่เช่นนั้นมันคงไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่ ทุกคนควรต้องแบ่งปันความสุขสบายด้วยกัน
พวกเขาแต่ละคนต่างพาครอบครัวตัวเองมาด้วย รวมถึงลูก ๆ และหลาน ๆ จำนวนมาก จากนั้นหลายสิบชีวิตก็ตั้งรกรากอยู่ในบ้าน หลังนี้
“แม่ ผมอยากกินแตงโม!”
“หนูก็อยากกินเหมือนกัน!”
เด็ก ๆ วิ่งมาหลายคนพร้อมส่งเสียงแหลมเล็กดังเจี๊ยวจ๊าว น้องสะใภ้เหลือบตามองจางกุ้ยหลานและพูดด้วยน ้าเสียงออดอ้อนว่า
“พี่คะ เด็ก ๆ อยากกินแตงโม พวกเราออกไปซื้อแตงโมกันเถอะ”
“พวกเราก็อยากกินเหมือนกัน!”
ลูกของพี่น้องลู่เหว่ยวิ่งเข้ามาหาเช่นกัน เด็ก ๆ 7-8 คนส่งดังเอ็ด อึงไปทั้งบ้าน
จางกุ้ยหลานรู้สึกรำคาญกับเสียงดังและตะคอกไป
“ไปไหนก็ไป ไอ้เด็กพวกนี้ ฉันจะเอาเงินจากไหนมาซื้อให้พวก แกกันฮะ!”
เดิมทีเธอแค่อยากเชิญครอบครัวน้องชายมาเพลิดเพลินกับมื้อ อาหาร แต่ลู่เหว่ยชายไร้ยางอายยืนกรานที่จะเชิญพี่น้องทั้งสองของ เขามาด้วย เนื่องจากจำนวนคนที่กินดื่มในบ้านเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายจึง เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
ไม่อย่างนั้นนางผู้หญิงแพศยาจะหมดตัวเร็วขนาดนี้ได้ยังไงล่ะ
“ป้าสะใภ้ ถ้าไม่ให้ผมกินก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ทำไมต้องไปลงที่
เด็กด้วย” เสียงชายหนุ่มพูดขึ้นลอย ๆ
เขาเป็นหลานของลู่เหว่ย และหนึ่งในเด็กที่เพิ่งถูกจางกุ้ยหลานดุ ไปมีลูกชายของเขาอยู่ด้วย
เขาไม่ชอบจางกุ้ยหลานมานานแล้ว หล่อนชอบเอาอกเอาใจ ครอบครัวน้องชายและครอบครัวเดิมของตัวเองมากเกินไป ทั้งที่
แต่งงานเข้ามาเป็นสะใภ้ตระกูลลู่ หล่อนก็ควรต้องเอาใจตระกูลลู่ มากกว่าสิ
จางกุ้ยหลานจ้องตาเขม็งใส่อีกฝ่าย “ลู่โฮ่ว วันนี้มื้อกลางวันแก กินเยอะที่สุดเลย! กินเนื้อหมดทั้งจาน ถ้าแกยังมาพูดจาเหลวไหลกับ ฉันอีก ฉันจะไล่แกออกไป เข้าใจไหม?”
ลู่โฮ่วเอนกายลงบนโซฟาและพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“ถ้างั้นก็ทำเลยสิ ป้าคิดว่าไม่มีคนอื่นในตระกูลลู่แล้วเหรอ? หนานซานเองก็เป็นคนของตระกูลลู่ บ้านแฟนสาวของเขาก็ควรเป็น ของตระกูลลู่ แล้วป้ามีสิทธิ์อะไร?”
จางกุ้ยหลานเท้าสะเอวและตวาดใส่ “หนานซานเป็นลูกชายฉัน! ส่วนนางผู้หญิงเลวนั่นก็เป็นลูกสะใภ้ของฉัน แล้วมาพูดว่าฉันไม่มี สิทธิ์ได้ยังไง ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน แกจะมากินใช้อย่างสุขสบายที่นี่ได้ เหรอ?
แกก็คงอดตายอยู่ในหมู่บ้านไปนานแล้ว ไอ้พวกหมาป่าตาขาว ฉันไม่น่ายอมให้พวกแกเข้ามาในบ้านเลย พวกแกทั้งตระกูลต่างก็ไร้ ยางอายและไร้ประโยชน์จริง ๆ!”
ดูเหมือนลู่โฮ่วเพิ่งได้ยินเรื่องตลก “ลูกสะใภ้? ป้าได้ใบทะเบียน สมรสแล้วเหรอ เคยจัดงานเลี้ยงให้พวกเขาหรือเปล่า แล้วใครที่ไหน เขาล่ามโซ่ลูกสะใภ้เหมือนหมาแบบนั้น? ป้าสะใภ้ คุณอย่ามาพูดจา อวดดีนักเลย
แค่เพราะเห็นว่าหล่อนเป็นคนรวยไม่ใช่หรือไง ถึงได้แห่กันมาตั้ง รกรากที่นี่ ถ้าป้าบุกเข้าบ้านหล่อนในอดีต ป่านนี้ถูกจับขังคุกไปแล้ว รู้หรือเปล่าว่านี่มันผิดกฎหมาย?”
แม่ของลู่โฮ่วเดินเข้ามาพูด “ลูกชายฉันพูดถูกแล้วนะ พี่สะใภ้ พวกเราไม่ได้ใช้เงินของพี่ แล้วจะมาอวดดีอะไรนักหนา วัน ๆ เอาแต่ จ้องตาเขม็งใส่ ราวกับฉันเป็นหนี้พี่อย่างไรอย่างนั้น ถ้าพี่ไม่อยาก เห็นพวกเรา พี่ก็ไปเองสิ”
จางกุ้ยหลานโกรธมากจนหายใจไม่ออก “ให้ฉันไป? นางสารเลว ปากดีเหลือเกินนะ แน่จริงก็พูดอีกครั้งสิ พวกแกทุกคนมันไม่รู้จัก บุญคุณ ไม่สำนึกเสียบ้างว่าใครคือคนที่ให้พวกแกมาเสวยสุขอยู่ ที่นี่!”
ลู่โฮ่วลุกขึ้นพูดทันที “ถ้ากล้าด่าเราอีกครั้ง ผมจะตบนางแก่นี่ให้ ดู! พวกเรามาที่นี่เพื่อกินใช้อย่างสุขสบายเพราะคำเชิญของคุณลุง แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผู้หญิงแก่ปากร้ายแบบป้าด้วย?”
น้องชายของจางกุ้ยหลานเข้ามาห้ามทัพ “พอได้แล้ว อย่า ทะเลาะกัน! เรายังต้องอยู่ที่นี่อีกนานนะ สงบศึกกันเถอะ”
จางกุ้ยหลานทุบถ้วยชามทั้งหมดบนโต๊ะกาแฟจนแตกกระจาย
“ไอ้พวกเวร ฉันจะบอกให้เอาบุญ ยุคทองของพวกแกมาถึงจุด จบแล้ว เงินของนางผู้หญิงเลวนั่นถูกใช้จนหมดเกลี้ยง ฉันไม่น่า ปล่อยให้พวกแกเข้ามาเลยจริง ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะพวกแก เราคงยังมี เงินใช้จ่ายอีกนาน แต่พวกแกกลับถลุงเงินจนหมด!”
จางกุ้ยหลานทรุดตัวนั่งบนพื้นและเริ่มร้องไห้ “ลูกรักของแม่ ลูก อยู่บนฟ้ามองเห็นไหม ชีวิตแม่ตกระกำลำบากมากมาย ทั้งที่หวังดีพา คนพวกนี้มาใช้ชีวิตที่ดีด้วยกัน แต่พวกมันกลับกลายเป็นพวก เนรคุณ แม่ไม่น่าให้เข้ามาเลย น่าจะเก็บเงินไว้ใช้เอง!”
น้องสะใภ้หน้าซีดเผือด “เงินหมดแล้วเหรอ? นางผู้หญิงเลวนั่น ไม่ได้ร ่ารวยเงินทองมากมายหรอกเหรอ ทำไมถึงหมดเร็วนัก?”
การแสดงออกของลู่โฮ่วและแม่ของเขาเปลี่ยนไปเช่นกัน
“ไม่มีเงินแล้วเหรอ? ป้าไม่อยากให้เราใช้เงินหรือเปล่า ก็เลยจงใจ พูดแบบนั้นใช่ไหม?”
“พวกแกก็ไปถามด้วยตัวเองสิ นางผู้หญิงเลวนั่นบอกว่าไม่มีเงิน เหลือสักหยวนแล้ว” จางกุ้ยหลานตอบ
ในที่สุดทุกคนในบ้านก็หยุดทะเลาะกัน พวกเขาเริ่มหารือว่าจะทำ อย่างไร และหาเงินมาจากไหน ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะต้องกลับไปใช้ ชีวิตลำบากเหมือนเดิม
ผลประโยชน์สามารถรวมคนเข้าด้วยกันได้ แม้กระทั่งคนที่ไม่ ชอบหน้ากันก็ยังไม่มีใครกล้าพูดอะไร
ดวงตาของน้องชายจางกุ้ยหลานแสดงความโกรธแค้น “ถ้าเธอ หมดตัวจริง ๆ เราจะยังเลี้ยงไว้ทำไม?”
“หมายถึงให้ฆ่าเธอน่ะเหรอ?” ลู่โฮ่วถาม
“เมื่อกี้เธอส่งข้อความขอความช่วยเหลือ ไม่รู้ว่าส่งไปหาใคร ถ้า จะฆ่าก็รีบ ๆ ทำซะ”
“ขอความช่วยเหลือ? พวกเรามีกันตั้งหลายคน แล้วต้องกลัว อะไร ไม่ว่าใครมา พวกมันจะไม่มีทางได้ออกไปอีก!” ลู่โฮ่วพูด
จางกุ้ยหลานพลันเกิดความดี ๆ ขึ้น “ถ้าเราสามารถบดขยี้นาง แพศยานั่นจนตายได้ เราก็สามารถปล้นบ้านคนอื่นได้เหมือนกัน พวกเรามีจำนวนเยอะและแข็งแรงขนาดนี้ ภายในชุมชนเต็มไปด้วย พวกมีอันจะกิน เราไม่จำเป็นต้องกลัวเลยว่าอนาคตจะไม่มีอาหารกิน จริงไหม?”
“พี่พูดถูก เราไม่ควรทะเลาะกันอีก กลับกันพวกเราต้องสามัคคี และใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสงบสุข” น้องชายพูดเสริม
ลู่โฮ่วและแม่ของเขามองหน้ากัน “เอาแบบนั้นก็ได้ แต่ใครจะฆ่า นางนั่นล่ะ?”
ทุกคนหันมองจางกุ้ยหลานเป็นตาเดียว ในตอนแรกจางกุ้ย หลานรู้สึกกลัวอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เธอมีความกล้ามากขึ้นแล้ว
“ฉันไปเองก็ได้ ไม่ใช่ว่าไม่เคยฆ่าไก่มาก่อนซะหน่อย”
ขณะนี้ น้าสาวนอนขดตัวอยู่ในกรงสุนัขของสวนหลังบ้าน โซ่ ตรวนสุนัขได้ถูกเสริมความแข็งแกร่ง ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถดิ้น หลุดได้อีก
น้าสาวใบหน้าซีดเผือด ดวงตาว่างเปล่าเลื่อนลอย หากไม่ใช่ เพราะการเคลื่อนไหวขึ้นลงของหน้าอก ก็คงแทบบอกไม่ได้ว่าเธอยัง มีชีวิตอยู่ ความทุกข์ทรมานในช่วงเวลานี้ทำให้เธอกลายเป็นคนละ คน
เธอคิดผิดไป เธอไม่ควรขอความช่วยเหลือจากพี่สาวเลย ครอบครัวลู่หนานซานต่างก็เป็นปีศาจที่มาจากขุมนรก แม้ว่าพี่สาว กับพี่เขยจะตามมาช่วย แต่มันจะเป็นการดึงพวกเขามาสู่อันตราย เท่านั้น
เธอควรจะเตือนพี่สาวว่า ตอนนี้อีกฝ่ายมีจำนวนมาก และควรเอา ตำรวจมาด้วย
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ น้าสาวก็ดึงโซ่ตรวนสุนัขอย่างบ้าคลั่งเพื่อไป ขโมยโทรศัพท์ แต่มันถูกจางกุ้ยหลานทุบจนพังไปแล้ว
มือของน้าสาวหยุดชะงักอย่างอ่อนแรงพร้อมน ้าตาอุ่นค่อย ๆ ไหลริน
จางกุ้ยหลานเดินเข้ามาอย่างเกรี้ยวกราด “ฉันจะถามแกอีกครั้ง ยังมีเงินเหลืออีกไหม?”
น้าสาวเพียงเหม่อลอย คล้ายกับไม่ได้ยินสิ่งใด
จางกุ้ยหลานหยิบเข็มขัดขึ้นมาและรัดคอของน้าสาวไว้แน่น
“ฉันขอบอกแกไว้ก่อน เพราะถ้าแกหมดตัวแล้วจริง ๆ ฉันคงไม่ เก็บแกไว้ให้สิ้นเปลืองอาหาร และจะฆ่าแกเดี๋ยวนี้ ถึงนรกแล้วก็อย่า มาโทษฉัน แกโทษตัวเองที่ไร้ความสามารถซะเถอะ”
ขณะที่จางกุ้ยหลานกำลังจะลงมือ ญาติพี่น้องรวมถึงเด็กน้อยใน วิลลากำลังมองดูอยู่ห่าง ๆ อย่างเย็นชา
ลู่เหว่ยแสร้งทำเป็นดุเด็ก ๆ “พวกเธอดูตาไม่กะพริบเลยนะ สังคม สมัยนี้มันโหดร้าย แต่ก็ต้องโหดร้ายเท่านั้นแหละถึงจะมีชีวิตรอด”
เด็กหลายคนพยักหน้ารับ ก่อนที่เด็กคนหนึ่งจะตะโกนขึ้นว่า
“นั่นแสดงว่าใครที่ไม่ทำอะไรเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ก็จะถูก สวรรค์ลงโทษเหรอครับ?”
น้องชายจางกุ้ยหลานลูบหัวลูกชายและพูดว่า “ลูกพ่อ รู้มากเสีย จริง ๆ นั่นคือสิ่งที่ต้องทำเมื่อภัยพิบัติมาถึง ผู้คนจำเป็นต้องเห็นแก่ตัว เพื่อการอยู่รอด หากอยากจะตำหนิอะไรสักอย่าง ก็ควรตำหนิที่เธอ โชคร้ายเอง”
เด็กชายยิ้มรับ “เข้าใจแล้วครับ”
จางกุ้ยหลานออกแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ น้าสาวดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง และกำลังจะขาดอากาศหายใจ ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“นั่นใคร?”
จางกุ้ยหลานหยุดสิ่งที่ทำ และถามด้วยความระแวง
ชายหลายคนที่กำลังดูละครเดินออกมาถามว่า “หรือว่าเป็นพวก ที่นางแพศยาเรียกมาหรือเปล่า?”
จางกุ้ยหลานกระซิบและแค่นหัวเราะชั่วร้าย
“แน่จริงก็เข้ามา อยากมาก็มา จะได้จับพวกมันไว้ทั้งหมด เงิน ก้อนมาเสิร์ฟถึงที่เลย”
น้าสาวอ้าปากหวังตะโกนเตือน แต่จางกุ้ยหลานใช้ผ้าอุดปาก เธอไว้ก่อน
“พวกนายเข้าไปก่อน ฉันจะออกไปเปิดประตู”
ชายหลายคนเดินเข้าไปในตัวบ้านและแอบมองดูสถานการณ์ ตรงประตูอย่างลับ ๆ
จางกุ้ยหลานเปิดประตูช้า ๆ และพูดด้วยรอยยิ้ม “มาหาใครคะ?”