ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 104 ผู้ประสบอุทกภัยหลั่งไหลเข้ามา เริ่มงานจัดหาที่พัก อาศัย
- Home
- ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว
- ตอนที่ 104 ผู้ประสบอุทกภัยหลั่งไหลเข้ามา เริ่มงานจัดหาที่พัก อาศัย
ในที่สุดผู้เชี่ยวชาญก็ได้คำนวณความรุนแรงของน ้าท่วมสำเร็จ และบอกว่าเมืองเผิงจิงกำลังประสบภัยพิบัติ
รัฐบาลประกาศภารกิจอพยพฉุกเฉิน และเริ่มการอพยพครั้ง ใหญ่ ประชาชนทั้งหมดกำลังอพยพไปยังพื้นที่ทางตอนใต้ของเมือง ภายใต้การนำของหัวหน้าชุมชน กองทัพผู้คนนับล้านกำลังเดินทางสู่ พื้นที่ทางตอนใต้โดยไม่หยุดพักกลางวันหรือกลางคืน
เนื่องจากประกาศนี้ออกอย่างกะทันหัน เจ้าหน้าที่จากหน่วยงาน ต่าง ๆ ในเขตเมืองทางใต้จึงประชุมกันตลอดทั้งคืนเพื่อหารือเกี่ยวกับ รายละเอียดในการรองรับผู้ประสบภัยเมื่อพวกเขาเริ่มทยอยมาถึง เจ้าหน้าที่เหล่านี้ต้องการแน่ใจว่าพวกเขาจะปฏิบัติตามภารกิจที่
ได้รับมอบหมายจากเบื้องบนในการรองรับผู้ประสบภัยได้สำเร็จ
ไม่เพียงแต่ผู้นำจำนวนมากที่เดินทางมาถึง แต่ยังรวมถึง พนักงานของฝ่ายจัดการอสังหาริมทรัพย์ซึ่งทำงานหนักจนไม่มีเวลา ว่าง แม่เซียวกลายเป็นเจ้าหน้าที่จัดหาที่พักในชุมชนอย่างเป็น ทางการ ซึ่งรับผิดชอบงานจัดที่พักสำหรับผู้ประสบภัย
อยู่มาวันหนึ่ง แม่เซียวรีบกลับบ้านและดื่มน ้าหมดแก้วในรวด เดียว เธอพูดด้วยน ้าเสียงหงุดหงิดว่า
“ผู้นำเพิ่งส่งข้อความมาแจ้งว่า เนื่องจากมีจำนวนผู้ประสบภัย มากเกินไป ทุกคนที่ซื้อบ้านด้วยเงินกู้จะต้องรับผู้ประสบภัยเข้าพัก คำนวณตามพื้นที่แล้ว บ้านเราต้องรับผู้ประสบภัยอย่างน้อย 100 คน ขึ้นไป จะทำยังไงดี?”
พ่อเซียวลุกขึ้นจากโซฟาทันที “อะไรนะ? คนเยอะขนาดนั้น จะ ให้มาอัดกันอยู่ที่บ้านเราได้ยังไง ล้อกันเล่นใช่ไหมเนี่ย แล้วใครจะ รับประกันเรื่องความปลอดภัยล่ะ เราปฏิเสธไปไม่ได้เหรอ? อย่างมาก ก็จ่ายเงินไป หรือยังไงก็ได้ มันต้องมีวิธีอื่นสิ”
แม่เซียวถอนหายใจและพูดด้วยความลำบากใจว่า
“ถ้าเป็นคนอื่นก็อาจจะทำได้ แต่วันนี้ผู้นำระบุชื่อของฉันเป็น พิเศษ บอกให้ฉันนำร่องเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะบ้านเราเป็นบ้านเดี่ยว ให้ฉันรับผู้ประสบภัยเข้ามาจำนวนมากเท่าที่จะรับได้
ตอนนี้หลายคนหยุดจ่ายค่าบ้านแล้ว แต่ก็ยังอาศัยอยู่ในบ้าน พวกเขาจำเป็นต้องรับผู้ประสบภัย แต่ถึงแม้เราจะไม่หยุดจ่ายค่าบ้าน แต่เราก็ยังมีหนี้บ้านอีก 30 ปี ฉัน…”
คุณยายพูดด้วยความกังวล “แล้วเราต้องถมสวนผักเหรอ? แล้ว ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ก็ต้องเต็มไปด้วยคนใช่ไหม? แล้วต่อไปจะ ทำอาหารได้ยังไง”
เซียวหมิงเยวี่ยเพิ่งลงมาถึงชั้นล่าง เธอได้ยินทุกคนในบ้านกำลัง บ่นว่าขอรับผู้ประสบภัยน้อยลงหน่อย เพราะ 100 คนมันมากเกินไป แล้ว
“หนูปิดหนี้บ้านของเราหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องรับผู้ประสบภัยค่ะ” เซียวหมิงเยวี่ยพูดอย่างเฉยเมย
พ่อเซียวและแม่เซียวต่างก็ตกตะลึง “ปิดหนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เราไม่ เห็นรู้เรื่องเลย?”
“แล้วลูกเอาเงินมาจากไหน?”
เซียวหมิงเยวี่ยนั่งลงบนโซฟา “ความลับค่ะ ยังไงก็จ่ายหมดแล้ว ที่สำคัญหนูยังซื้อห้องชุดอีกสองห้องในอาคารเก้าด้วย เพราะหนูไม่ อยากอยู่กับลุงใหญ่กับลุงรอง ครอบครัวพวกเขามีกันหลายคน เดี๋ยว จะส่งเสียงดังเกินไป”
พ่อกับแม่เซียวหันมองหน้ากัน พวกเขาเข้าใจดีว่าลูกสาวไม่ อยากพูดเรื่องนี้ จึงไม่ได้ถามอะไรต่อ
“ดีจังเลย บ้านเรารอดแล้ว”
คุณยายรู้สึกตื้นตันใจมากจนไม่รู้จะพูดอะไร “นี่หลานถึงขนาด นึกถึงบ้านลุงใหญ่กับลุงรองด้วยเหรอ? เห็นภายนอกไม่ค่อยพูดค่อย จา แต่ข้างในคิดเยอะเลยนะเนี่ย มองการณ์ไกลจริง ๆ”
เซียวหมิงเยวี่ยเพียงยิ้มและไม่ได้พูดอะไรอีก ภัยพิบัติกำลังใกล้ เข้ามา นี่เพิ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ยังมีเรื่องอีกมากมายที่จะเกิดขึ้นใน อนาคต
เช่นเดียวกับชาติที่แล้ว เนื่องจากมีจำนวนผู้ประสบภัยมาก เกินไป รัฐบาลจึงจัดสรรผู้ประสบภัยให้เข้าไปอาศัยอยู่ตามบ้านเรือน ของประชาชน โดยผู้ที่ผ่อนชำระค่าบ้านจนครบแล้วสามารถปฏิเสธ การรับผู้ประสบภัยได้
ส่วนผู้ซื้อบ้านที่ยังติดค้างหนี้ผ่อนชำระอยู่ รัฐบาลต้องการให้ทุก ครอบครัวรับผู้ประสบภัย แต่พวกเขาก็รู้ว่าหากบังคับให้เป็นไป ตามนั้น ย่อมจะทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงจากเจ้าของบ้าน เดิม
ท้ายที่สุดแล้วไม่มีใครอยากอยู่ร่วมกับคนแปลกหน้าจำนวนมาก เพราะอาจทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง และจะมีปัญหา ตามมาอีกมาก
ดังนั้นรัฐบาลจึงใช้กลยุทธ์แบบอ้อมค้อม โดยแจ้งให้ผู้ที่ซื้อบ้าน แบบผ่อนชำระไม่ต้องผ่อนชำระอีกต่อไป เนื่องจากเศรษฐกิจตกต ่า อย่างรุนแรง และมีผู้หยุดจ่ายค่าบ้านจำนวนมาก ธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ก็พังทลายไปแล้ว
อย่างไรก็ตามผลของประกาศนี้ไม่ดีนัก เนื่องจากรัฐบาลยังมีไม้ ตายอีกอย่างหนึ่ง เจ้าของบ้านที่ยินดีรับผู้ประสบภัยจะได้รับข้าวสาร 10 กิโลกรัม
และหลังจากลงนามในหนังสือยินยอมแล้ว ยังสามารถรับขนมปัง สองก้อนร้อน ๆ และซุปเนื้อตุ๋นมันฝรั่งหอม ๆ ได้อีกด้วย
ไม่ต้องพูดถึงว่าสิ่งล่อตาล่อใจอย่างข้าวสาร 10 กิโลกรัมนั้นมี อิทธิพลมากเพียงใด แค่กลิ่นหอมกรุ่นของซุปเนื้อตุ๋นมันฝรั่งก็ทำให้ ผู้คนไม่สามารถต้านทานได้แล้ว
ทุก ๆ วันผู้คนที่ไปต่อแถวรับอาหารแทบไม่สามารถเดินออกจาก บริเวณนั้น พวกเขาเห็นคนอื่นเซ็นชื่อและรับอาหารอร่อย ๆ แต่ชาม ของพวกเขามีเพียงเห็ดต้มและยำเห็ดหูหนูดูจืดชืด
แถมรสชาติยังช่างขื่นขมทรมานอย่างยิ่ง
พวกเขาทำได้เพียงมองหม้อซุปเนื้อตุ๋นมันฝรั่งที่วางอยู่ด้านข้าง แต่ไม่สามารถเข้าไปกินได้ ทำให้พวกเขารู้สึกหงุดหงิดใจอย่างมาก ในเวลาเดียวกันผู้จัดการซูก็พูดขึ้นว่า
“มาก่อนได้ก่อน ถ้าชักช้าจะไม่เหลือให้กินแล้วนะ”
แม้จะอดทนได้สักวันสองวัน แต่ใครจะทนไหวเมื่อได้เห็นหลาย วันเข้า พวกเขาไม่ได้กินอาหารดี ๆ มานานแค่ไหนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ขนมไหว้พระจันทร์ยุง ต้นกระบองเพชร เห็ดต้ม หรือยำเห็ดหูหนูก็ ล้วนแล้วแต่กลืนลงคอได้ยากเย็น
ซึ่งวิธีนี้ได้ผลดีมาก เจ้าของบ้านที่เดิมทีสาบานว่าจะไม่ยอมอยู่ ร่วมกับคนแปลกหน้าอย่างเด็ดขาด ก็รีบไปเซ็นชื่ออย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่าหากชักช้าเกินไป ซุปเนื้อตุ๋นมันฝรั่งอาจจะหมดก่อน
และข้าวสาร 10 กิโลกรัม ถ้ากินประหยัด ๆ ก็สามารถกินได้นาน
เมื่อเห็นมีคนต่อแถวไปเซ็นชื่อทุกวัน คนที่มีทัศนคติแน่วแน่ก็เริ่ม สั่นคลอน การทำลายแนวป้องกันทางจิตใจเป็นเพียงเรื่องของเวลา เท่านั้น
นอกจากนี้ เจ้าของบ้านเดิมยังสามารถเลือกที่จะอาศัยอยู่ในห้อง ใดห้องหนึ่งเพียงลำพัง และแบ่งห้องอื่นในตัวบ้านให้กับผู้ประสบภัย รายอื่น ๆ ก็ถือได้ว่าเป็นการให้ความพิเศษแก่เจ้าของบ้านเดิมเช่นกัน
ภายในไม่กี่วัน ปัญหาของเจ้าของบ้านเดิมก็ได้รับการแก้ไข
ไม่นาน คณะผู้ประสบภัยกลุ่มแรกก็มาถึงอย่างคับคั่ง หัวหน้า ชุมชนและหัวหน้าคณะอพยพของพวกเขาได้เจรจากับเจ้าหน้าที่ของ ชุมชน และเริ่มงานจัดผู้ประสบภัยไปที่พำนักต่าง ๆ
แม่เซียวสวมชุดทำงานสีดำ และติดป้ายชื่อสีแดงของเจ้าหน้าที่
ฝ่ายจัดการอสังหาริมทรัพย์ที่หน้าอก เธองานยุ่งทั้งวันจนไม่มีเวลา แม้แต่จะจิบน ้า
“คุณน้ายังขังตัวเองในห้องและไม่ยอมออกมาอีกเหรอคะ?” เซียวหมิงเยวี่ยถามขึ้น
คุณยายถอนหายใจ “ใช่ เธอไม่ยอมพูดอะไรสักคำ ยายเพิ่งไป ส่งข้าวส่งน ้าให้เธอ และเห็นว่าเธอไม่ได้แตะต้องข้าวมื้อเช้าแม้แต่คำ เดียว”
เซียวหมิงเยวี่ยคิดอยู่ครู่และพูดว่า “คุณน้าเพิ่งผ่านพ้น เหตุการณ์เลวร้ายมา จำเป็นต้องใช้เวลาในการสงบสติอารมณ์ เมื่อไหร่ที่คุณน้าดีขึ้นแล้ว เธอจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแน่นอนค่ะ”
มันเป็นไปไม่ได้ที่คนบูชาความรักอย่างหนักจะตาสว่างขึ้นมาใน พริบตาเดียว เธอต้องผ่านความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสและค่อย ๆ เยียวยาตัวเอง
“หวังว่านะ เด็กคนนี้เอาแต่ใจมาแต่ไหนแต่ไร หวังว่าคราวนี้เธอ จะเรียนรู้อะไรได้บ้าง” คุณยายกล่าว
เซียวหมิงเยวี่ยลุกขึ้นยืนและพูดว่า “คุณยายอยู่บ้านดูแลคุณน้า ไปนะคะ เดี๋ยวหนูจะออกไปช่วยคุณแม่ ตอนนี้ผู้ประสบภัยมีจำนวน มากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาคงจะยุ่งมาก”
เซียวหมิงเยวี่ยเพิ่งออกจากบ้าน และตั้งใจจะไปหาแม่เซียว แต่ใน เวลานั้นเธอเห็นเตียวหรงหรงนำกลุ่มผู้ประสบภัยจำนวนมากมาอย่าง อึกทึกครึกโครม
“ที่นี่แหละค่ะ บ้านพักหลังนี้คือบ้านพักพิงของพวกคุณ ข้างในมี พื้นที่กว้างขวาง คนที่เข้าไปก่อนจะได้เลือกตำแหน่งก่อน และขอให้
อยู่ในระเบียบเรียบร้อยนะคะ” เตียวหรงหรงยืนอยู่ด้านหน้าพลาง ตะโกนเสียงดัง
ผู้ประสบภัยเหล่านั้นเห็นเป็นว่าเป็นบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ พวกเขา ต่างก็ตื่นเต้นมากและถือกระเป๋าเดินทางทำท่าจะเข้าไปข้างในทันที
เซียวหมิงเยวี่ยปิดประตูเสียงดังและพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“คิดจะทำอะไร!”
เตียวหรงหรงแสร้งทำเป็นเพิ่งเห็นเซียวหมิงเยวี่ย “อ้าว ที่แท้ก็เธอ นี่เอง นี่คือลูกสาวของเจ้าของบ้านค่ะ หวังว่าพวกคุณจะอยู่ร่วมกับ เธออย่างสงบสุข และอย่าสร้างปัญหานะคะ”
ผู้ประสบภัยมองดูเซียวหมิงเยวี่ย เธอเป็นผู้หญิงที่สวยมาก ผู้ชาย บางคนมองเธอด้วยสายตาที่ไม่น่าไว้วางใจนัก
“คนสวย จากนี้เราทุกคนจะอยู่ร่วมกัน และเป็นครอบครัว เดียวกันแล้วนะ ผมชื่อวังหลง หรือจะเรียกว่าพี่หลงก็ได้ ถ้าคุณ ต้องการความช่วยเหลือเรื่องอะไร ก็ไม่ต้องเกรงใจนะ!” ชายผู้มี หน้าตาหื่นกระหายตะโกนขึ้น
คนอื่น ๆ พากันหัวเราะออกมา และมีคนพูดติดตลกว่า
“พี่หลง นี่อยากช่วยเธอทำอะไรกันแน่”
เซียวหมิงเยวี่ยมองสำรวจกลุ่มคนเหล่านั้น พวกเขาล้วนดูมีเล่ห์ เหลี่ยม ไม่น่าจะเป็นคนดีนัก คาดว่าน่าจะเป็นพวกที่เตียวหรงหรงคัด สรรมาอย่างดี เพื่อมาสร้างความวุ่นวายให้กับครอบครัวของเธอ
ช่างมีจิตใจโหดร้ายเสียนี่กระไร
เตียวหรงหรงเผยยิ้มอย่างมีเลศนัย เธอและครอบครัวต้องย้ายมา อยู่ที่ชุมชนฮว๋าฮั่นเนื่องจากอยู่ในเขตอันตราย แต่กลับต้องอยู่รวม กับครอบครัวข้าราชการอีกครอบครัวหนึ่ง
เธอเคยพยายามเรียกร้องขอความช่วยเหลือ แต่ตอนนี้มีผู้อพยพ จำนวนมากเกินไปและมีพื้นที่จำกัด การที่สองครอบครัวสามารถอยู่ รวมกันในบ้านหลังเดียวก็ถือว่าดีมากแล้ว เธอจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากยอมรับ
แต่ทำไมครอบครัวของเจี่ยงชิงหว่านถึงได้อยู่ในบ้านเดี่ยวหลัง ใหญ่เพียงครอบครัวเดียวล่ะ?
เตียวหรงหรงรู้สึกอิจฉา เธอจึงพากลุ่มคนมาที่นี่ เมื่อไหร่ที่กลุ่ม ผู้ประสบภัยเข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านแล้ว ต่อให้อ้อนวอนขอร้องพระเจ้า มันก็เป็นเรื่องยากที่จะขับไล่พวกเขาออกไป ดูซิว่าถึงตอนนั้น นาง คนอวดดีเจี่ยงชิงหว่านจะจัดการยังไง!
“หนูจ๋า รีบหลบไปสิ อย่ามายืนขวางคนอื่นเข้าบ้าน” เตียวหรง หรงแทบรอไม่ไหวที่จะได้ชมเรื่องสนุก
สายตาของเซียวหมิงเยวี่ยเย็นชาขณะพูดว่า “ถ้าฉันบอกว่าไม่ ล่ะ?”