ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 116 จากขอโทษ เปลี่ยนเป็นโต้เถียง
เว่ยจวินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “คุณไม่ต้องกังวลนะ ยังไงเขาก็ไม่เห็น หน้าของคุณอยู่แล้ว เพราะคุณทั้งใส่หมวกและสวมหน้ากากแบบนี้”
เซียวหมิงเยวี่ยกัดริมฝีปาก ประเด็นคือเขาเห็นหน้าเธอไปแล้วน่ะ สิ!
“ว่าแต่ ทำไมผู้กำกับเหยียนถึงสนใจคุณจี้นักล่ะ? คนหนึ่งเป็นนัก ธุรกิจ อีกคนเป็นผู้กำกับ พวกเขาเป็นญาติกันเหรอ?”
เว่ยจวินหันมองเธอ “คุณจี้เป็นหลานชายของผู้อาวุโสจี้ ศิษย์ มากมายของเขากระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก”
เซียวหมิงเยวี่ยถึงกับไม่รู้จะหาคำใดมาพูด “…”
เป็นความจริงที่คนรวยเหล่านี้มีสายสัมพันธ์ที่ขยายออกไปทุก ทิศทุกทาง
ทันใดนั้น หมอหลายคนก็เข้ามาในเต็นท์และเคลื่อนย้ายจี้เหวินซี ไปที่ห้องพยาบาล พวกเขาตรวจร่างกายของชายหนุ่มซ ้าแล้วซ ้าอีก ด้วยเครื่องมือที่มีความแม่นยำต่าง ๆ ในขณะที่ทุกคนรออย่างกระวน กระวายใจ จี้เหวินซีก็ลืมตาขึ้นมาในที่สุด
“อึก…”
จี้เหวินซีรู้สึกวิงเวียนศีรษะ
ผู้กำกับเหยียนรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ และถามด้วยความห่วงใย
“เหวินซี ในที่สุดเธอก็ฟื้น รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า อยาก ดื่มน ้าไหม?”
จี้เหวินซียกมือกุมหน้าผาก ความทรงจำค่อย ๆ กลับคืนมา “คุณ อาเหยียน ทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่ แล้วผู้หญิงคนนั้นอยู่ไหน?”
“อย่าเพิ่งลุก เราเพิ่งจะพันแผลให้เธอ ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนแบก เธอมาที่นี่ วันนี้เธอพักผ่อนอยู่ที่นี่ก่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยกลับไป ไม่อย่างนั้นอาคงไม่รู้จะอธิบายให้ปู่ของเธอฟังยังไงดี” ผู้กำกับเหยียน พูด
จี้เหวินซีเงยหน้าขึ้น “ผู้หญิงคนนั้นอยู่ไหนครับ เรียกเธอมา หน่อย”
“ไปตามเธอมา” ผู้กำกับเหยียนสั่ง
เซียวหมิงเยวี่ยเดินตามเลขาธิการเข้าไปในห้องพยาบาล เธอคิด วิธีแก้ปัญหาไว้แล้ว ก่อนอื่นต้องขอโทษ ขอโทษแล้ว ขอโทษอีก จากนั้นก็ปล่อยให้เขาทำทุกอย่างที่ต้องการ
ใครให้เธอเป็นฝ่ายไปทำร้ายเขาก่อนล่ะ
อย่างมากก็ให้เขาทำเธอคืนสักที เท่านี้ก็จบกัน
เธอไม่อยากติดค้างใคร
เมื่อเห็นร่างชายหนุ่มบนเตียงคนไข้ เซียวหมิงเยวี่ยก็ยกมุมปาก ขึ้นอย่างฝืน ๆ
“คุณจี้ ขอโทษค่ะ ช่วยฟังฉันอธิบายก่อน ฉันไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ ตอนนั้นฉันคิดว่าคุณคือ…”
จี้เหวินซีจ้องมองเซียวหมิงเยวี่ยและพูดขึ้นว่า “คุณอาเหยียน พวกคุณออกไปก่อนเถอะ ผมอยากคุยกับเธอสักหน่อย”
ผู้กำกับเหยียนเหลือบมองเซียวหมิงเยวี่ยเล็กน้อย แล้วพาคนอื่น ๆ ออกไป เหลือเพียงหมอหลี่อยู่ในห้อง
“ได้ยินว่าคุณแบกผมจากภูเขาลงมาที่นี่เหรอ?” เขาพูดด้วยเสียง ราบเรียบ
เซียวหมิงเยวี่ยพยักหน้า “แต่ฉันสวมหน้ากากให้คุณแล้ว ดังนั้น จึงไม่มีใครเห็นหน้าของคุณ สบายใจได้ค่ะ”
จี้เหวินซียิ้มบาง “คุณแรงเยอะมากนะ”
“คุณเองก็แรงเยอะเหมือนกัน ฉันเอาชนะคุณไม่ได้ เลยต้อง โจมตีแบบลอบกัด”
เซียวหมิงเยวี่ยพูดประโยคนี้ด้วยความจริงใจ ทำให้หมอหลี่ที่ยืน อยู่ข้าง ๆ อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เธอพูดขึ้นว่า
“คำพูดของน้องสาวคนนี้ฟังดูจริงใจนะ น้องชายจี้ ฉันเพิ่งเคย เห็นเธอพ่ายแพ้ให้กับผู้หญิงนี่แหละ สมน ้าสมเนื้อดีจริง เจอคู่ปรับ แล้วสินะ”
หมอหลี่เป็นคนที่สวยมาก เธอเป็นญาติห่าง ๆ ของจี้เหวินซี เป็น คนง่าย ๆ ชอบพูดตรงไปตรงมา แม้จะอยู่ต่อหน้าจี้เหวินซีก็ไม่เกรงใจ
“แต่ก็ต้องขอบคุณเธอที่อุตส่าห์แบกมาไกลถึงขนาดนี้ ด้วย ความรุนแรงของอาการบาดเจ็บที่ท้ายทอย หากปล่อยไว้แบบนั้นจะ อันตรายมาก โชคดีที่ตอนนี้ไม่มีอะไรร้ายแรง พักฟื้นสักระยะก็หายดี แล้ว”
ใบหน้าของจี้เหวินซีมืดมน “พี่หมายความว่าผมต้องขอบคุณเธอ งั้นเหรอ?”
เซียวหมิงเยวี่ยอดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้าง “ร้ายแรงขนาดนั้นเลย เหรอคะ?”
เธอรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก
หมอหลี่พยักหน้าอย่างจริงจัง “ร้ายแรงมากจ้ะ ท้ายทอยของ คนเราบอบบางมาก ฉันอยากรู้นะว่าเธอใช้อะไรตี ลงมือหนักเอาเรื่อง เลยนะ”
“ขอโทษค่ะคุณจี้ ฉันเคยเห็นคนเขาทำแบบนี้ในละคร แบบว่าถ้า ตีท้ายทอยแล้วจะทำให้สลบ”
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกเขินอายมากจริง ๆ
หมอหลี่มีรอยยิ้มปรากฏในดวงตา “น้องสาว ละครมันหลอกลวง นะ การตีที่ท้ายทอยมีโอกาสทำให้สลบก็จริง แต่มันก็อาจจะทำให้
เสียชีวิตได้เช่นกัน คราวหน้าถ้าจะตีก็เลือกตีที่อื่นนะ อย่าตีที่ท้าย ทอยอีก”
เซียวหมิงเยวี่ยไม่รู้จะพูดอะไรต่อ “…”
“แต่ถ้าจะให้ดี ก็อย่ามีครั้งต่อไปเลยดีกว่า”
จี้เหวินซียิ้มเยาะอย่างเย็นชา “คุณยังต้องการให้มีครั้งต่อไปอีก หรือเปล่า?”
เซียวหมิงเยวี่ยตอบอย่างจริงจัง “แน่นอนว่าฉันไม่ต้องการ ฉัน ขอโทษจริง ๆ สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่ฉันมีเหตุผล เพราะฉัน เพิ่งเจอกับกลุ่มก่อการร้าย พอหันหลังจะกลับออกไปก็ดันเจอคุณทำ ตัวลับ ๆ ล่อ ๆ แถมคุณยังบังคับให้ฉันไปกับคุณอีก ฉันรู้ว่าไม่มีทาง เอาชนะคุณได้ ก็เลยใช้วิธีลอบโจมตีแบบนั้นไง…”
“ผมเนี่ยนะทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ? ใครกันแน่ที่ทำแบบนั้น คุณปิด หน้าปิดตาซะขนาดนั้น แล้วยังลงมือทันทีโดยไม่พูดพร ่าทำเพลงใด ๆ มันเป็นเรื่องปกติที่ผมจะนึกสงสัยในตัวตนของคุณไม่ใช่หรือไง?”
“เข้าใจได้ว่ามันเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่คุณพูดสมเหตุสมผลจริง ๆ นั่นแหละ แต่มันก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมจู่ ๆ คุณต้องดึงหน้ากากฉัน ลงด้วย?”
“ก็เพราะคุณทำตัวน่าสงสัย แน่นอนว่าผมก็ต้องอยากเห็นหน้า ของคุณ”
หมอหลี่มองหน้าชายหนุ่ม มันเป็นเรื่องยากที่จะเห็นจี้เหวินซี ทะเลาะกับผู้หญิงคนหนึ่งแบบนี้ อยากถ่ายรูปเก็บไว้จริงเชียว…
อะไรคือการบังคับ? แล้วอะไรคือการดึงหน้ากากลง? ยังมีเรื่อง การลงไม้ลงมืออีก พวกเธอช่วยอธิบายเพิ่มเติมหน่อยได้ไหม?
“ถ้าคุณจะพูดแบบนั้น งั้นตัวคุณเองก็มีส่วนผิดนะ ที่ฉันสามารถ โจมตีคุณได้สำเร็จ แสดงว่าคุณประมาทเกินไป การออกไปข้างนอก แบบนี้เป็นอันตรายนะ ต่อไปอย่าทำแบบนี้อีก”
จี้เหวินซีอึ้งไปชั่วครู่ และไม่สามารถคิดหาคำพูดมาโต้แย้งได้ ตอนนั้นเป็นเพราะเขาจำเธอได้ จึงลดปราการป้องกันลง เขาไม่รู้ เหมือนกันว่าทำไม แม้แต่ตัวเขาเองก็รู้สึกแปลกใจ
“ปากคอเราะราย” หลังจากกลั้นใจอยู่นาน เขาก็พูดออกมาได้ เพียงประโยคเดียว
“ปืนของผมอยู่ไหน?”
เซียวหมิงเยวี่ยส่งปืนให้เขาอย่างว่าง่าย แต่ก็รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง เพราะตอนแรกเธอคิดจะเก็บไว้เอง
เซียวหมิงเยวี่ยกางมือออก “ฉันรู้ว่าคุณมีภูมิหลังไม่ธรรมดา มีทั้ง อำนาจและเงิน แต่คุณต้องการให้ฉันคุกเข่าลงและขอโทษงั้นเหรอ? ฉันทำไม่ได้หรอก และฉันก็ได้อธิบายไปหมดแล้วว่าฉันไม่ได้ตั้งใจ การที่คุณได้รับบาดเจ็บ มันเป็นความผิดของคุณเอง แต่ฉันจะจ่าย ค่ารักษาพยาบาลให้แล้วกัน”
เธอหยุดพูดครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อว่า “งั้นคุณอยากทำอะไรล่ะ คุณตี ฉันคืนสักครั้งไหม แล้วเราจะได้หายกัน ตกลงไหม?”
เมื่อได้ยินคำพูดของเซียวหมิงเยวี่ย จี้เหวินซีอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้ว พร้อมกับอารมณ์บางอย่างที่อธิบายไม่ได้ปรากฏในดวงตาของเขา
หมอหลี่รีบห้ามปราม “ทำแบบนั้นไม่ได้นะ ถ้ามีคนเจ็บขึ้นมาอีก แล้วเมื่อไหร่ฉันจะได้เลิกงานล่ะ?”
จี้เหวินซีเอนตัวลงบนเตียงผู้ป่วยและพูดอย่างเกียจคร้าน “ช่าง เถอะ ผมจะยกโทษให้แล้วกัน”
เซียวหมิงเยวี่ยตกตะลึงเล็กน้อย มันกะทันหันเกินไปไหม เมื่อกี้ยัง ทะเลาะกันอยู่ว่าใครผิดใครถูก ทำไมถึงให้อภัยเร็วขนาดนี้
“เอ่อ… เพราะว่าฉันเคยช่วยคุณไว้ในเมืองใต้ดินครั้งก่อนเหรอ?” เซียวหมิงเยวี่ยถาม
หลังหลุดปากออกไปแบบนั้น เธอก็นึกเสียใจทันที ทำไมปาก พล่อยแบบนี้ พูดอะไรไม่รู้จักคิดเลย ตอนนั้นเธอโยนเขาลงพื้นอย่าง แรง หากรู้แบบนี้เธอคงไม่โยนเขาหรอก
จี้เหวินซีไม่คาดคิดว่าเธอจะพูดถึงเรื่องนี้ ดวงตาสีดำของเขามืด ลงทันที แววตาเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง นี่เธอคิดจะลองดีใช่ไหม?
หมอหลี่ที่เงี่ยหูฟังอยู่ตลอดอดไม่ได้ที่จะถาม
“เมืองใต้ดินเหรอ? เกิดอะไรขึ้นในเมืองใต้ดิน?”
แน่นอนว่าเซียวหมิงเยวี่ยสังเกตเห็นแววตาของจี้เหวินซีที่เหมือน กำลังจะฆ่าใครบางคน
“… ไม่มีอะไรค่ะ”
ตอนนี้เมืองใต้ดินกลายเป็นเมืองใต้บาดาล ได้ยินมาว่านักธุรกิจ ลงทุนไปหลายสิบล้าน แต่ยังไม่ได้ทุนคืนเลย
หมอหลี่ยกมือขึ้นกอดอก ดูเหมือนว่าสองคนนี้จะรู้จักกันมาก่อน และมีความลับบางอย่างปิดบังอยู่!
มุมปากจี้เหวินซีกระตุก เขาพูดขึ้นด้วยท่าทางสบาย ๆ
“คุณแรงเยอะมากนะ แต่ยังขาดทักษะการต่อสู้ คุณอาจจะ จัดการคนทั่วไปได้ง่าย แต่ถ้าเจอกับคนที่ตีรันฟันแทงมาทั้งชีวิต คุณ ไม่มีทางเอาชนะได้หรอก”
“อันที่จริงฉันเคยฝึกการต่อสู้มาก่อนนะ”
“จริงเหรอ ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ตอนเรียนอยู่ชั้นประถม”
จี้เหวินซีนิ่งอึ้งไป “…”
“การเล่นขายของเหมือนเด็กแบบนั้นไม่นับ ผมหมายถึงการต่อสู้ ระยะประชิดแบบมืออาชีพ”
เซียวหมิงเยวี่ยไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่
“โลกทุกวันนี้ ฉันจะไปหาโค้ชสอนการต่อสู้แบบมืออาชีพจากที่
ไหนได้ล่ะ”
ยิ่งไปกว่านั้น บนโลกนี้จะมีสักกี่คนที่แรงเยอะกว่าเธอ อาศัยแค่ พลังของเธอก็เพียงพอที่จะเอาชนะศัตรูได้แล้ว และยังมีมิติพิเศษที่
ช่วยให้สามารถปกป้องตัวเองได้อีก
ดังนั้นเธอจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของตัวเอง เลย หรืออีกฝ่ายคิดว่าทุกคนจะต้องมีพละกำลังมหาศาลเหมือนเขา กัน?
จี้เหวินซีสีหน้ามืดหม่น ไม่พูดอะไรอีก
เซียวหมิงเยวี่ยยักไหล่ “ในเมื่อคุณไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ฉันเองจะ ได้ไม่ต้องกังวล ฉันจะฝากข้อมูลติดต่อไว้ให้คุณ เผื่อว่ามีอะไรก็โทร หาฉันได้ นี่ก็เริ่มมืดค ่าแล้ว ฉันขอตัวกลับก่อนนะ”
จี้เหวินซีเงียบไปครู่หนึ่ง “อืม”
หลังจากกล่าวคำอำลากับหมอหลี่แล้ว เซียวหมิงเยวี่ยก็ไม่รอช้า เธอหันหลังและเดินออกไป
หมอหลี่จับคางของตัวเอง “ฉันคิดว่าเธอน่ารักมากเลยนะ มีเสน่ห์ ไม่เหมือนใคร คล้ายกับมี…”
จี้เหวินซีเหลือบมองหมอหลี่ด้วยความไม่พอใจ “พี่ว่างมาก เหรอ?”
“งั้นเธอพักผ่อนแล้วกัน ฉันขอตัวก่อน”
หมอหลี่ยิ้มแหย ๆ และรีบวิ่งหนีออกไป เธอรู้ดีว่า หากรู้มาก เกินไปอาจโดนเย็บปาก
จี้เหวินซีแตะผ้าพันแผลหนา ๆ บนศีรษะ ก่อนเรียกเลขานุการ เข้ามา
“ไปตรวจสอบประวัติของผู้หญิงคนนั้น”
เลขานุการก้มหัวรับคำอย่างนอบน้อม “รับทราบครับท่าน ประธาน ผมจะรีบจัดการให้ทันที”