ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 117 น้องชายตัวปัญหาของป้าสะใภ้
“หมิงเยวี่ย หลานมาดูท่อให้หน่อยสิว่ามันเป็นอะไร ทำไมน ้าไม่ ไหลอีกแล้ว?” คุณยายตะโกนจากในห้องครัว
เซียวหมิงเยวี่ยเดินเข้าไปหาคุณยาย “หรือว่าที่กรองของเครื่อง กรองน ้าอุดตันอีกแล้ว ช่วงนี้มีไข่แมลงเยอะ น ้าก็มีตะกอนอยู่เพียบ เดี๋ยวหนูดูให้ค่ะ”
เซียวหมิงเยวี่ยตรวจดูและพบว่าที่กรองน ้าอุดตันจริง ๆ ตัวอ่อน ของหนอนฟันกำลังดิ้นไปมาอย่างบ้าคลั่งท่ามกลางกองไข่ เธอไม่รู้ว่า มันเข้ามาได้อย่างไร นอกจากนี้ยังมีเศษหญ้า ใบไม้ และสิ่งสกปรก อื่น ๆ อยู่อีก
เธอทำความสะอาดที่กรองน ้า แล้วประกอบกลับไปที่เดิม
“ตอนนี้น ้าไหลหรือยังคะ?”
คุณยายพูดด้วยความดีใจ “ไหลแล้ว ไหลแล้ว น ้าไหลแล้ว ยาย จะได้ทำอาหารสักที”
เซียวหมิงเยวี่ยล้างมือแล้วแกะเมล็ดแตงโมกิน “คุณยาย เที่ยงนี้
ทำอะไรกินเหรอคะ?”
คุณยายเตรียมของอย่างคล่องแคล่ว “เมื่อวานป้าสะใภ้ใหญ่เอา รากบัวมาให้ บอกว่าเป็นของรางวัลจากหัวหน้างาน ยายเลยว่าจะต้ม ซี่โครงหมูกับรากบัว เที่ยงนี้ก็ทำอะไรกินง่าย ๆ แล้วกัน ส่วนตอนเย็น
เราจะกินหม้อไฟเผ็ด ๆ ช่วงนี้อากาศชื้น กินหม้อไฟขับความชื้นซะ บ้าง”
“ถึงฝนจะไม่ตกหนักเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังตกไม่หยุด ฝนตก ทุกวันอากาศชื้นแฉะ ถ้าไม่ใช่เพราะแอร์และเครื่องดูดความชื้น ผ้า ห่มคงจะขึ้นราและมีกลิ่นเหม็นแน่ ๆ
พี่จางคนข้างบ้าน ที่หลานเรียกว่าคุณยายจางนั่นน่ะ เธอป่วย เป็นโรคเกาต์ เจ็บปวดทรมานจนตอนกลางคืนนอนไม่ได้ เธอมาถาม ยายเหมือนกัน แต่ยายบอกไปว่าไม่ได้เป็นโรคเกาต์ และไม่กล้าบอก ว่าความจริงบ้านเราเปิดเครื่องดูดความชื้นทุกวัน”
คุณยายล้างรากบัวพลางพูดเรื่องต่าง ๆ ไปด้วย เซียวหมิงเยวี่ย ยืนพิงประตูห้องครัวและฟังอย่างอดทน เธอชอบฟังเสียงคุณยายบ่น
เวลาว่างคุณยายชอบออกไปนั่งคุยกับกลุ่มคนแก่ ซึ่งส่วนใหญ่มี ฐานะดี ลูกหลานบางคนเป็นข้าราชการ บางคนก็ทำธุรกิจร ่ารวย ไม่เช่นนั้นคงไม่มีเวลาออกมานั่งพักผ่อนหย่อนใจอยู่แบบนี้
“ตอนนี้ฝนเริ่มตกน้อยลงแล้ว แต่คงจะตกอีกสักพัก” เซียวหมิง เยวี่ยพูด
จากฝนที่ตกหนักเป็นสาย กลายเป็นฝนปรอย ๆ ผู้คนเห็นแบบนี้
ก็ดีใจมาก พวกเขาต่างคาดหวังว่าสักวันฝนจะหยุดตก แสงแดดจะ กลับมา น ้าท่วมจะลดลง และชีวิตจะกลับมาเป็นปกติสุข
แต่ฝนโปรยปรายก็ยังคงตกไม่หยุด ท้องฟ้าและพื้นดินชุ่มฉ ่า ผู้คนต้องสวมใส่เสื้อผ้าที่ชื้นแฉะตลอดทั้งวัน นอนบนผ้าห่มที่อับชื้น เพราะไม่มีโอกาสตากให้แห้ง เนื่องจากอากาศเต็มไปด้วยความชื้น
ในกลุ่มแชตและโซเชียลมีเดีย ผู้คนต่างบ่นกันระงม บ่นว่าของ ต่าง ๆ ขึ้นรา ไม่กล้าซักผ้าเพราะกลัวว่าจะตากไม่แห้ง
ฝนปรอย ๆ นอกหน้าต่างจะยังคงตกต่ออีกหลายเดือน
“เจ้าเด็กเจี่ยงจ้วงนั่น เขาขยันมากจริง ๆ พาเด็กกลุ่มหนึ่งไปจับ หนอนฟันมาแลกมันเทศทุกวัน ขนาดผู้ใหญ่ยังจับได้ไม่มากเท่าพวก เขาเลย วันก่อนได้ยินจากแม่หนูเหมยหม่านคนสวยว่าจะเอาตัวอ่อน หนอนฟันมาทำอาหาร เรียกว่าเห็ดผัดตัวอ่อนหนอนฟันอะไรสัก อย่าง เห็นว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนทดลอง ไม่รู้ว่าสุดท้ายจะออกมาเป็น ยังไง แล้วจะกินได้ไหม” คุณยายพูดต่อ
เซียวหมิงเยวี่ยหัวเราะเบา ๆ “น่าจะอีกไม่นานหรอกค่ะ หนูเดาว่า มันไม่น่าจะอร่อย คราวนี้คุณยายเชื่อหนูไหม?”
“เชื่อจ้ะ คราวนี้ยายเชื่อแล้ว ครั้งก่อนหลานบอกว่าเห็ดไม่อร่อย แล้วยายไม่เชื่อ ตอนนี้หลานพูดอะไร ยายก็เชื่อหมดแหละ”
หลังกินอาหารเสร็จ เซียวหมิงเยวี่ยยังรู้สึกไม่สบายใจ จึงออกไป ตรวจสอบกับดักรอบบ้านอีกครั้ง แม้ว่าเธอจะแจ้งเรื่ององค์กรลึกลับ ให้ตำรวจทราบแล้ว แต่จากที่ฟังคำพูดของหัวหน้าซ่ง องค์กรลึกลับนี้
ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้มีอิทธิพลในต่างประเทศ จึงไม่ใช่เรื่อง ง่ายที่จะจัดการ
ครั้งนี้ต้องมีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมากแน่นอน เมื่อการต่อสู้ เริ่มขึ้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็คือประชาชนธรรมดา
เซียวหมิงเยวี่ยไม่รู้ว่าตำรวจจะใช้มาตรการใดในการตอบโต้ และ พวกเขาคงไม่บอกเธอ แต่เธอต้องเตรียมพร้อมรับมือเอง เพราะไม่ ต้องการเสี่ยงดวง
เมื่อถึงเวลานั้น เธอจะย้ายทุกคนในครอบครัวไปยังห้องหลบภัย ใต้ดิน ประตูชั้นใต้ดินอยู่มุมอับสายตา หากเพิ่มเศษซากสิ่งของกำบัง อีกชั้นหนึ่ง มันน่าจะช่วยพรางตาจากผู้คนได้
ต่อให้บ้านถูกทำลาย ก็ไม่น่าจะถูกค้นพบได้ง่าย
…
“คนตีกัน! คนตีกัน! พี่เขากำลังตีกับชาวบ้าน!”
ขณะที่กำลังจะเข้าบ้าน เธอเห็นเจี่ยงจ้วงวิ่งหอบหายใจแรงพลาง ตะโกนอะไรบางอย่าง
เซียวหมิงเยวี่ยรีบถามขึ้น “อธิบายให้ชัด ๆ หน่อย ใครกำลังตีกับ ใครนะ?”
“พี่ย่วน เขาถูกพวกชาวบ้านรุมทำร้ายปางตาย พี่รีบไปช่วยเร็ว เข้า!” เจี่ยงจ้วงตอบพร้อมดึงเซียวหมิงเยวี่ยวิ่งออกไป
เซียวหมิงเยวี่ยไม่ได้คิดอะไรมาก และรีบวิ่งตามเด็กชายไป เจี่ยง ย่วนไม่ใช่คนที่ชอบสร้างปัญหามาแต่ไหนแต่ไร แล้วทำไมเขาถึงไป ทะเลาะกับคนอื่นจนถูกรุมทำร้ายได้?
จะต้องมีคนยั่วยุเขาก่อนแน่ ๆ
เมื่อมาถึง เซียวหมิงเยวี่ยเห็นครอบครัวสี่คนกำลังยืนราย ล้อมรอบตัวป้าสะใภ้ใหญ่และกำลังพูดอะไรบางอย่าง ทุกคนล้วนมี สภาพสะบักสะบอม โดยเฉพาะชายหัวหน้าครอบครัวที่ถูกทุบตีอย่าง สาหัส
ส่วนป้าสะใภ้รองกำลังยืนด้วยสีหน้าบึ้งตึง โดยไม่พูดอะไรสักคำ
เจี่ยงย่วนยืนห่างออกไปไม่ไกล เขาถือไม้นวดแป้งในมือ และ ปกป้องภรรยา
“นี่น่ะเหรอที่บอกว่าเขาถูกรุมทำร้ายจนปางตาย? เธอพูดโกหก แบบนี้ควรลงโทษยังไงดี?” เซียวหมิงเยวี่ยจ้องมองเจี่ยงจ้วง
เจี่ยงจ้วงเกาหัวและชี้ไปทางครอบครัวคู่กรณี
“เมื่อกี้ผู้ชายคนนั้นกำลังกลั่นแกล้งพี่สะใภ้ พี่ย่วนมาเห็นจึงเข้า ไปทุบตี จากนั้นทั้งครอบครัวก็เข้ามารุมทำร้ายพี่ย่วนกันอลหม่าน ผมก็เลยรีบไปตามพี่มาช่วยไง แต่ไม่คิดว่าพี่ย่วนจะแข็งแกร่งขนาด นี้”
เจี่ยงจ้วงยังคงเขินอายอยู่บ้าง เขาถามอย่างสงสัย
“แต่พวกเขากำลังพูดอะไรกับแม่ผมกันนะ? แล้วทำไมผมถึงรู้สึก ว่าพวกเขาหน้าตาคุ้น ๆ?”
ชายหัวหน้าครอบครัวยืนอยู่ตรงหน้าป้าสะใภ้ใหญ่ เขาจับมือเธอ และพูดว่า
“พี่ ตอนนี้พวกพี่อยู่บ้านพักที่ดีขนาดนี้ ทั้งครอบครัวอยู่ด้วยกัน พร้อมหน้าเลยใช่ไหม? ดีใจกับพี่ด้วยนะ! เรานี่สิอยู่ในที่จอดรถใต้ดิน มันไม่ใช่ที่ที่มนุษย์ควรอยู่ด้วยซ ้า ใต้ดินมีความชื้นมากกว่าอาคารสูง ตั้งหลายเท่า
พื้นเปียกชื้นตลอดเวลา มีหนอนคลานยั้วเยี้ย เสียงดังจนนอนไม่ หลับทุกคืน เราแทบทนอยู่ไม่ไหว ดีจริง ๆ ที่เจอพี่ที่นี่ เราไม่ต้องทน อยู่ในโรงรถใต้ดินอีกต่อไปแล้ว”
ผู้หญิงที่อยู่ด้านข้างพยักหน้าหงึกหงัก “จริงด้วย จริงด้วย ไม่ คาดคิดเลยว่าคุณพี่จะใช้ชีวิตสุขสบาย ในที่สุดเราก็ไม่ต้องทนใช้ ชีวิตยากลำบากในโรงรถใต้ดินแล้ว เสี่ยวชิ่ง อวิ๋นอวิ๋น ทำไมยังไม่ ทักทายคุณป้าอีก?”
“สวัสดีครับคุณป้า”
“สวัสดีค่ะคุณป้า”
ป้าสะใภ้ใหญ่ชักมือกลับและพูดสีหน้าเคร่งขรึม “หวังฟู่เฉียง อย่ามาเรียกฉันว่าพี่ ฉันไม่ใช่พี่สาวของแก บ้านเราจะอยู่บ้านพัก
แบบไหนมันก็ไม่ใช่กงการอะไรของพวกแก จะมาขออยู่ด้วยหน้าด้าน ๆ แบบนี้ได้ยังไง?”
หวังฟู่เฉียงตกตะลึง ก่อนจะพูดด้วยความโกรธ
“พี่ พูดแบบนี้ได้ยังไง พี่ลืมแล้วเหรอว่าเมื่อก่อนพี่รักผมมากแค่ ไหน เวลาพี่เขยไม่ให้เงินผม พี่ก็จะแอบเอามาให้ผมตลอด เพราะกลัว ว่าจะไม่มีเงินซื้อของอร่อย ๆ กิน พี่เอ็นดูเสี่ยวชิ่งและอวิ๋นอวิ๋นมาก ด้วย และให้เงินหลานตลอด ทำไมอยู่ ๆ ถึงเปลี่ยนไปล่ะ พี่ไม่ใช่พี่สาว ของผมแล้วเหรอ?”
แววตาของจางเฟิ่งกลอกไปมา ทำท่าครุ่นคิดอย่างลำบาก
“พี่คะ พี่ยังโกรธเรื่องคราวที่แล้วอยู่เหรอ คราวนั้นพี่โทรมาขอ ความช่วยเหลือ ฉันกับฟู่เฉียงต่างก็เป็นห่วงมาก โดยเฉพาะเด็กทั้ง สองคน พวกเขาร้องไห้หนักด้วยความกังวล กลัวว่าจะเกิดอะไร ขึ้นกับพี่! แต่เราก็จนปัญญาจะช่วยเหลือเหมือนกัน พี่อย่าโกรธเลย นะ ต่อไปนี้เราจะกลับมาเป็นครอบครัวที่ดีต่อกัน”
ป้าสะใภ้ใหญ่ตะคอกอย่างเย็นชา “บ้านเราอยู่ห่างกันแค่ 5 กิโลเมตรเอง ตอนนั้นฉันโทรไปขอความช่วยเหลือ พวกเราเกือบ ตายทั้งบ้านเพราะถูกพวกอันธพาลทำร้าย ครอบครัวพวกแกมีรถและ มีฐานะดี แน่นอนว่าสามารถมาช่วยเหลือได้
แต่พวกแกพูดว่าอะไรนะ? พวกแกอ้างว่าข้างนอกอันตราย ไม่ อยากออกไปไหน บอกฉันว่าอย่าทำให้พวกคนเลวโกรธ ทำไมพวก
อันธพาลถึงมาทำร้ายแค่บ้านฉัน แต่ไม่ทำร้ายคนอื่น แล้วยังบอกให้ ฉันคิดทบทวนดูว่า มันเป็นเพราะว่าฉันทำให้คนอื่นขุ่นเคืองไปทั่ว หรือเปล่า”
จางเฟิ่งมองต ่าเพื่อหลบตา ขณะที่หวังฟู่เฉียงเองก็มองไปทางอื่น ด้วยความรู้สึกผิด