ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 119 ใครกันแน่ที่เลือดเย็นและเห็นแก่ตัว?
- Home
- ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว
- ตอนที่ 119 ใครกันแน่ที่เลือดเย็นและเห็นแก่ตัว?
“ท่านผู้นำต้องทวงความยุติธรรมให้ผมนะ ดูสิว่าเขาทำร้ายผม จนบาดเจ็บสาหัสแค่ไหน”
หวังฟู่เฉียงร้องไห้คร ่าครวญอย่างน่าสมเพช ขณะที่ชี้รอยฟกช ้า บนร่างกายให้พวกเขาเห็น
จากนั้นเขาก็ชี้ไปที่ลุงใหญ่ “มันใช้ไม้นวดแป้งตีผมไม่หยุด ครอบครัวของมันทั้งเลือดเย็นและเห็นแก่ตัว ก็แค่การโต้เถียงเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกมันกลับทุบตีผมจนปางตาย”
จางเฟิ่งสะอื้นไห้ “ท่านผู้นำคะ พวกเราเข้าใจดีว่าตอนนี้มีการ ลงโทษผู้ก่อกวนอย่างรุนแรง เราจึงไม่ได้ส่งเสียงดัง แต่ก็ยังโดนกลั่น แกล้งอยู่ดี พวกเขาทำเกินกว่าเหตุ ทำร้ายสามีของฉันจนบาดเจ็บ สาหัส แบบนี้พวกเขาจะได้รับโทษยังไงบ้างคะ?”
จางเฟิ่งบีบน ้าตาพลางเหลือบมองป้าสะใภ้ใหญ่ แววตาเต็มไป ด้วยความละโมบ หากพวกมันทั้งหมดถูกตัดสินโทษร้ายแรง ครอบครัวเธอในฐานะญาติก็จะมีสิทธิ์เข้ายึดครองบ้านของพวกมัน
ป้าสะใภ้ใหญ่เดือดดาลหนักจนแทบหายใจไม่ทัน “พวกแกใส่ ร้ายกันชัด ๆ ทั้งที่เมื่อกี้แกเพิ่งจะ…”
หวังฟู่เฉียงตะโกนลั่น “เพิ่งจะอะไร! ผมไม่ได้ตีใครก่อน มันผิด หรือไงที่ผมจะรำลึกเรื่องเก่า ๆ กับพี่สาวตัวเอง? ไม่คิดเลยว่าจะถูก
เกลียดชัง แถมยังโดนพี่เขยทุบตีอีก นี่ไม่ต่างจากรังเกียจคนจน ชอบ คนรวย พวกพี่รังเกียจผมที่อาศัยอยู่ในโรงรถใต้ดินใช่ไหม?”
ผู้จัดการซูพูดแทรกขึ้น “ถ้ามันเป็นเรื่องจริง เราจะลงโทษอย่าง รุนแรง แต่เรื่องแบบนี้ฟังความข้างเดียวไม่ได้ ทุกคนควรได้พูดความ จริงฝั่งตัวเอง”
ได้ยินเช่นนั้น หวังฟู่เฉียงก็ร้องไห้คร ่าครวญ
“พวกเราเป็นพลเมืองที่เคารพกฎหมาย จะโกหกทำไม รอยแผล เต็มตัวของผมล้วนเกิดจากที่เขาทุบตี หลายคนเป็นพยานได้ คุณ ต้องตัดสินจำคุกเขา และบ้านพักของครอบครัวพวกเขาก็ต้องยกให้ เราเช่นกัน!”
แม่เซียวอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ที่แท้คุณก็แค่กำลังวางแผน ยึดบ้านของคนอื่นเองหรอกเหรอ?”
หลังจากฟังอยู่นาน ปรากฏว่าเขาคือน้องชายแท้ ๆ ของพี่สะใภ้ ใหญ่ เธอเคยได้ยินวีรกรรมของเขามาหลายครั้ง แต่วันนี้เพิ่งจะได้ เห็นกับตาตัวเอง
หวังฟู่เฉียงพูดเสียงอ่อน “คุณเจ้าหน้าที่จัดสรรที่พัก พูดอะไร แบบนั้นกันครับ ก็ครอบครัวพวกเขาทำผิด จึงไม่มีสิทธิ์อาศัยอยู่ใน บ้านที่ทางการจัดสรร การยกบ้านเพื่อชดเชยให้แก่ผู้เสียหาย มัน ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำเหรอครับ?”
“จริงด้วย จริงด้วย” จางเฟิ่งเห็นด้วย
แม่เซียวส่ายหน้า “ถึงแม้ว่าสิ่งที่พวกคุณพูดจะเป็นความจริง แต่ บ้านที่พวกเขาอาศัยอยู่ตอนนี้ไม่สามารถยกให้พวกคุณได้ เพราะว่า บ้านหลังนั้นเป็นของครอบครัวเรา ไม่ใช่บ้านพักที่จัดสรรให้ ผู้ประสบภัย”
หวังฟู่เฉียงตกตะลึง “อะไรนะ? นะ… นี่… คุณล้อผมเล่นใช่ไหม?”
แม่เซียวพูดต่อ “ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดของคุณเมื่อกี้ก็มีทั้งจริงและ เท็จ ฉันไม่เชื่อว่าเขาจะตีคุณโดยไม่มีเหตุผลค่ะ”
ลุงใหญ่มองแม่เซียวด้วยความตื้นตันใจ น้องสาวเชื่อมั่นในตัว เขา
ทุกคนรอบข้างต่างรู้สึกประหลาดใจ แม้แต่ผู้จัดการซูก็ยังหันมอง แม่เซียวด้วยความแปลกใจ
“คุณเจ้าหน้าที่เจี่ยง เรื่องบ้านมันเป็นยังไงกันแน่ครับ?”
ขณะที่แม่เซียวกำลังจะพูด เจี่ยงย่วนก็เดินเข้ามาและพูดเสียงดัง
“เขาไม่เพียงลวนลามภรรยาของผมเท่านั้น แต่ยังยืนกรานที่จะ ไปอาศัยในบ้านของคนอื่นด้วย นั่นคือเหตุผลที่ลุงใหญ่ตีเขา เขา สมควรได้รับมันแล้ว คนที่อยู่รอบ ๆ ต่างก็เป็นพยานได้!”
หลังจากรับฟังที่เขาพูด และได้ยินความคิดเห็นจากคนรอบข้าง ผู้จัดการซูก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดอย่างคร่าว ๆ เขามองไปที่หวังฟู่ เฉียงแล้วพูดว่า
“สิ่งที่เขาพูดมา เป็นความจริงหรือเปล่าครับ? ถ้าคุณเป็นคนเริ่ม ก่อปัญหาก่อน เช่นนั้นคุณก็สมควรโดนตี”
ก่อนที่หวังฟู่เฉียงจะทันได้แก้ตัว ป้าสะใภ้ใหญ่ก็เดินมาพูดแทรก ด้วยน ้าเสียงสุภาพว่า
“จริงค่ะผู้จัดการซู ฉันเป็นพี่สาวของเขาค่ะ เขาเคยปฏิเสธที่จะ ช่วยเหลือครอบครัวเรา แต่ตอนนี้เขายืนกรานที่จะบังคับให้ฉัน ยอมรับครอบครัวเขาเข้ามาอาศัยในบ้าน แล้วยังเกาะขาไม่ยอม ปล่อยให้ฉันไปไหน ที่น่าโกรธที่สุดคือ เขายังลวนลามผู้หญิงดี ๆ คน หนึ่ง คนเลวแบบนี้ไม่สมควรถูกทุบตีเหรอคะ?”
หวังฟู่เฉียงผลักป้าสะใภ้อย่างแรง ดวงตาจ้องเขม็งราวกับจะพ่น ไฟออกมา
“นางสารเลว ชั่วช้าต ่าทราม แกอยากให้ฉันตายหรือไง ฉันเป็น น้องชายแท้ ๆ ของแกนะ! พ่อแม่เคยพูดว่า แกเกิดมาเพื่อทำงานหนัก เยี่ยงวัวควายและหาเงินมาเลี้ยงฉัน นี่แกกล้าดียังไงถึงขัดคำสั่งพ่อ แม่?”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้หลุดออกไป ทุกคนในที่เกิดเหตุล้วนตก ตะลึง และเริ่มมีเสียงติฉินนินทาหวังฟู่เฉียง
“ทำไมเขาถึงกล้าพูดแบบนั้น”
“นั่นพี่สาวของเขานะ ทำงานหนักเยี่ยงวัวควายหมายความว่า ยังไง คำพูดของเขาน่ารังเกียจเกินไปแล้ว”
“สิ่งที่แกเพิ่งพูดออกมา นั่นหมายความว่าต้องการให้ครอบครัว เราตายทั้งหมด งั้นฉันอยากให้แกตายบ้าง มันผิดตรงไหน?” ป้าสะใภ้ ใหญ่พูดด้วยน ้าเสียงเย็นชา
“ใครบอกให้แกเพิกเฉยฉัน!”
หวังฟู่เฉียงพูดด้วยท่าทีมั่นใจเต็มเปี่ยม ราวกับว่าเขาไม่ได้พูด อะไรผิด เขาหันไปจับมือผู้จัดการซูและพูดว่า
“ผู้จัดการซูครับ เราต่างก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน คุณเองก็คิดว่า ผมพูดถูกใช่ไหม? ช่างเป็นพี่สาวที่เลือดเย็นและเห็นแก่ตัว ยังกล้า เรียกตัวเองว่าพี่สาวได้ยังไง เธอไม่สนใจน้องชายตัวเองด้วยซ ้า ไร้ ความรับผิดชอบจริง ๆ เธอสมควรถูกจับไปยิง…”
ผู้จัดการซูสะบัดมือออกและดุเสียงเข้ม
“พูดจาไร้สาระ!”
หวังฟู่เฉียงตกใจ เขาไม่คาดหวังว่าผู้จัดการซูจะพูดแบบนี้ เขา เป็นถึงผู้นำของชุมชน แต่กลับไม่มีสามัญสำนึกเลยได้อย่างไร?
“นี่มันศตวรรษที่ 21 แล้ว คุณยังหลงละเลิงอยู่ในระบบศักดินาที่
ล้าหลังอยู่อีกเหรอ? คุณต้องเป็นขยะไร้ประโยชน์แบบไหน ในหัวถึง เอาแต่คิดจะดูดเลือดพี่สาวตัวเองตลอดเวลาแบบนี้?” เซียวหมิงเยวี่
ยอดไม่ได้ที่จะพูดจาเหน็บแนม
เมื่อได้ยินคำพูดของเซียวหมิงเยวี่ย ดวงตาของป้าสะใภ้ใหญ่ก็ แดงก ่า ความทุกข์ระทมที่เก็บมานานหลายปีเอ่อล้นขึ้นมา จนทำให้ น ้าตาสองสายไหลรินอาบแก้ม
เดิมทีพี่สาวไม่จำเป็นต้องเกิดมาเพื่อดูแลน้องชาย แต่เธอได้รับ การปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่า เธอต้องทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อน้องชาย แม้ต้อง สละครอบครัวของตัวเองก็ตาม
ในเวลานี้ ป้าสะใภ้ใหญ่เพิ่งตระหนักรู้ถึงความจริง เมื่อมอง ย้อนกลับไป ครึ่งหนึ่งของชีวิตของเธอช่างน่าขันและไร้สาระ
ขณะเดียวกัน เจี่ยงลี่เจียววิ่งเข้ามาด้วยความร้อนรนและถามว่า
“แม่ ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
ป้าสะใภ้ใหญ่โอบกอดลูกสาวพลางร้องไห้อย่างขมขื่น “แม่ขอ โทษด้วยนะ แม่ผิดไปแล้ว…”
เจี่ยงลี่เจียวรู้สึกสับสน และไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ถึงขอโทษเธอ แบบนี้
ผู้จัดการซูยังคงไม่ลืมประเด็นสำคัญ “ว่าแต่เรื่องบ้านที่เขาพูดถึง สรุปเรื่องราวเป็นมายังไง?”
แม่เซียวอธิบาย “นี่คือครอบครัวพี่ชายคนโตของฉัน บ้านที่พวก เขาอาศัยอยู่ตอนนี้ถูกลูกสาวของฉันซื้อไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เดิมทีเธอคิด ว่าราคาอสังหาริมทรัพย์จะแพงขึ้นหลังจากอุณหภูมิสูงหมดลง เธอจึง
ซื้อห้องชุดสองแห่งในราคาถูก แต่ใครจะรู้ว่าจู่ ๆ ก็เกิดน ้าท่วม เราจึง ให้ครอบครัวของญาติลี้ภัยมาอยู่ที่นี่”
ผู้จัดการซูพยักหน้าและพูดว่า “เป็นแบบนี้นี่เอง หมิงเยวี่ยเป็น เด็กดีจริง ๆ”
เซียวหมิงเยวี่ยเข้ามาคล้องแขนแม่เซียว “ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ”
ผู้จัดการซูพูดว่า “ตอนนี้พ่อแม่ของคุณต่างก็มีงานประจำทำแล้ว คุณอยากหางานทำไหม คุณเป็นคนมีความสามารถ อย่าปล่อยให้ มันเสียเปล่าเลย ผมช่วยแนะนำให้คุณได้นะ”
เซียวหมิงเยวี่ยปฏิเสธอย่างสุภาพ “ไม่เป็นไรค่ะผู้จัดการซู ฉันแค่ อยากนอนขี้เกียจตัวเป็นขนอยู่บ้านเฉย ๆ แต่ถ้าคุณต้องการความ ช่วยเหลือใด ฉันยินดีช่วยเหลือเสมอค่ะ คิดเสียว่าฉันเป็นอิฐก้อนหนึ่ง ที่สามารถเคลื่อนย้ายไปทุกที่ที่คุณต้องการ”
ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยคิดเรื่องหางานทำ แต่เธอล้มเลิกความคิดนั้น ไปแล้ว หากมีเรื่องด่วนเกิดขึ้น เธออาจจะติดงานจนไม่สามารถช่วย อะไรได้ ดังนั้นการอยู่บ้านเฉย ๆ จึงดีกว่า ยังไงซะก็มีสมาชิก ครอบครัวถึงสองคนแล้วที่ทำงานประจำ
พ่อแม่ของเธอเป็นพนักงานประจำ ส่วนเธอนั้นมีความสุขกับการ นอนขี้เกียจอยู่บ้าน
“ก็ได้ ถ้าอยากจะนอนขี้เกียจก็ทำตามใจเถอะ” ผู้จัดการซู หัวเราะ
มีคนมากมายที่อยากขอให้เขาช่วยหางานประจำให้ เซียวหมิง เยวี่ยกลับปฏิเสธโดยไม่คาดคิด
หวังฟู่เฉียงและจางเฟิ่งงุนงงไปหมด พี่ชายคนโตเหรอ? พี่ชาย คนโตที่ว่าคือใคร?
พวกเขาและเจ้าหน้าที่จัดสรรที่พักเป็นญาติกันจริง ๆ ไม่น่า แปลกใจที่พวกเขาสามารถอาศัยอยู่ในห้องชุดขนาดใหญ่แบบนี้ได้ ที่แท้ก็มีญาติที่เป็นข้าราชการคอยดูแลอยู่!
“เนื่องจากเป็นเรื่องภายในครอบครัว ผมคงไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยว คุณจัดการต่อเถอะ ผมยังมีประชุมต่อ”
ผู้จัดการซูออกไปหลังจากคุยกับแม่เซียว
เมื่อผู้จัดการซูออกไป ป้าสะใภ้ใหญ่ก็เข้ามาเตะหวังฟู่เฉียงจน เขากลิ้งไปอีกทาง
“อย่ามายืนขวางทางเจ้าหน้าที่เจี่ยง!”
หวังฟู่เฉียงโกรธมาก แต่ไม่กล้าแสดงออกมา เขามองแม่เซียว ด้วยความหวาดเกรง ใครจะกล้าต่อต้านข้าราชการกันเล่า?
ครั้งที่อพยพเข้ามาในพื้นที่ มีคนมากมายที่ต่างก็รีบร้อนเอา ของขวัญมาติดสินบนกับเจ้าหน้าที่จัดสรรที่พัก โดยหวังว่าจะได้ ห้องพักที่ดี แต่เจ้าหน้าที่จัดสรรเหล่านั้นกลับหยิ่งยโส และทำที เหมือนไม่เต็มใจที่จะรับของขวัญ