ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 122 เข้าร่วมงานเลี้ยงรุ่น
เซียวหมิงเยวี่ยตื่นขึ้นมาจากฝัน แล้วมองดูโทรศัพท์มือถือ เธอ พบว่ามันเพิ่ง 6 โมงเช้าเท่านั้น จะฝันถึงอะไรก็ไม่ฝัน ดันไปฝันถึง เจียงฉุน
น่าหงุดหงิดชะมัด
เซียวหมิงเยวี่ยดื่มน ้าข้างเตียงจนหมดแก้ว ถึงแม้ว่าเธอจะออก จากกลุ่มแล้ว แต่ก็ยังมีเพื่อนบางคนที่ชอบซุบซิบนินทาเรื่องชาวบ้าน มาบอกข่าวคราวเกี่ยวกับเจียงฉุนให้เธอฟัง
ได้ยินมาว่าอีกฝ่ายให้กำเนิดลูกชาย ตอนนี้เธอควรจะเรียนอยู่ปี สอง แต่ดันมาเป็นแม่ยังสาวแทน ทั้งยังถูกทั้งแม่สามีดุด่า และถูกสามี ตัวเองตบตี
สำหรับเซียวหมิงเยวี่ยในตอนนี้ เธอไม่คิดจะสนใจคนประเภทนี้
อีกต่อไปแล้ว
ยังไงซะเธอก็นอนไม่หลับ จึงลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย ล้างหน้าแปรง ฟัน แล้วลงไปหาอะไรกินที่ชั้นล่าง
“หมิงเยวี่ย ทำไมตื่นเร็วจัง นี่เพิ่งจะ 6 โมงเช้าเอง”
คุณยายแปลกใจนิดหน่อย หลานสาวที่ปกตินอนตื่นสายจนถึง 9 โมงเช้า แต่วันนี้กลับตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า
เซียวหมิงเยวี่ยอ้าปากหาวขณะเดินลงมาชั้นล่าง “นอนไม่ค่อย หลับค่ะ รู้สึกหิวด้วย คุณยาย หนูอยากกินบะหมี่จัง”
คุณยายสวมผ้ากันเปื้อนแล้วพูดว่า “เดี๋ยวยายทำให้กินนะ ใส่ไข่ เพิ่ม 2 ฟอง หลานกินรองท้องไปก่อน เที่ยงนี้ยายจะทำไก่ตุ๋นเห็ดให้ กิน”
เซียวหมิงเยวี่ยนอนลงบนโซฟา “เที่ยงนี้หนูไม่อยู่บ้านนะคะ ต้อง ไปร่วมงานเลี้ยงรุ่น”
…
ตามที่อยู่ที่กู้หลงซีให้ไว้ บ้านของเขาอยู่ในเขตวิลลาโม่ชาน ซึ่ง ต่างจากชุมชนฮว๋าฮั่นที่เธออาศัยอยู่ เขตวิลลาโม่ชานไม่มีตึกสูง และ มีเพียงบ้านเดี่ยวหรูหราเท่านั้น
ที่นี่เป็นที่พักของคนมีฐานะและพวกคนมีตำแหน่งใหญ่โต ไม่มีผู้ ลี้ภัยที่สกปรก ไม่มีเห็ดและเห็ดหูหนูที่เพาะด้วยเทคโนโลยี เนื่องจาก ทางกรมเกษตรกรรมจะส่งอาหารสดมาให้เป็นประจำ
ต่างจากบ้านเดี่ยวของครอบครัวเซียวหมิงเยวี่ย บ้านที่นี่เหมือน สวน มีทั้งโถงต้อนรับด้านนอกและด้านใน มีอาคารหลายหลัง แม้แต่ สนามหญ้าขนาดใหญ่ก็ยังมี
สถานที่ที่กู้หลงซีใช้จัดงานเลี้ยงรุ่นอยู่ในโถงด้านนอก และประตู เข้าสู่ห้องโถงด้านในก็ปิดอย่างแน่นหนา
เมื่อเซียวหมิงเยวี่ยมาถึง หลายคนก็มารวมตัวกันที่งานแล้ว ผู้คน จับกลุ่มพูดคุยกันพลางหัวเราะร่าเริง ไม่รู้ว่าพวกเขาจริงใจหรือเส แสร้ง
ทุกคนล้วนเป็นใบหน้าที่เธอคุ้นเคยดี
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาพยายามแต่งตัวให้ดูดี แต่ผมแห้งกร้านและ ใบหน้าซูบผอมของเพื่อนหญิงหลายคนบ่งบอกถึงชีวิตที่ไม่ดีนัก
เพื่อนชายบางคนใส่สูท ผูกไท แต่รอยคราบเชื้อราบนเสื้อแจ็ก เก็ตของพวกเขายังคงเห็นชัด แสดงให้เห็นว่าไม่ได้ทำความสะอาด อย่างหมดจด
“ไม่เจอกันนานเลยน่าน่า เธอสวยขึ้นมาก ฉันจำได้ว่าสมัยเรียน เธอค่อนข้างอ้วน แต่ตอนนี้ผอมลงมากแล้ว”
ผู้พูดประโยคดังกล่าวคือหลี่ฉี ตัวแทนวิชาภาษาอังกฤษของชั้น เรียน หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าน่าน่ายกมือจับใบหน้าตัวเองด้วยความ เขินอาย
“จริงเหรอ ช่วงภัยพิบัติปีนั้นมีอาหารไม่เพียงพอเลยผอมลง มัน ได้ผลมากกว่ายาลดน ้าหนักอีกนะ”
“หลิวคัง! คิดถึงนายชะมัดยาด นายคิดถึงฉันบ้างไหมเนี่ย เรา เคยเล่นบาสด้วยกันบ่อย ๆ แล้วนี่นายไปร ่ารวยจากไหนมา?”
หลิวคังยิ้มพร้อมพูดอย่างถ่อมตัวว่า
“ไม่ได้รวยอะไรหรอก แค่ยังพอมีแรงอยู่ เลยไปทำงานเป็น พนักงานยกกระเป๋าในกรมเกษตรกรรม หาเช้ากินค ่าไปวัน ๆ เท่า นั้นเอง”
แม้เขาจะพูดอย่างถ่อมตัว แต่ท่าทางของเขากลับแฝงไปด้วย ความภาคภูมิใจ
ตามที่หลิวคังคาดไว้ เมื่อเขาพูดจบ ทุกคนก็ต่างตกตะลึง
“นายทำงานที่กรมเกษตรกรรมเหรอ?”
“หลิวคัง นายนี่เก่งชะมัด นั่นมันกรมเกษตรกรรมเลยนะ!”
“ตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงเรื่องงานหรอก แค่ไม่ตายเพราะอดอยากก็ดี แล้ว ฉันต้องรับแจกอาหารบรรเทาทุกข์ประทังชีวิตอยู่ทุกวัน สวัสดิการที่กรมเกษตรกรรมคงจะดีมากแน่ ๆ ที่นั่นพวกนายกินอะไร กันเหรอ?”
เสียงชื่นชมดังระงมรอบตัว หลิวคังรู้สึกดีใจจนแทบคลั่ง ใบหน้า ของเขายิ่งดูยโสมากขึ้น อดีตเด็กไร้ตัวตนในชั้นเรียน ตอนนี้ก็มีวันที่
ได้รับความนิยมจากเพื่อนฝูง ช่างเป็นความรู้สึกที่น่าภูมิใจ!
“อาหารในโรงอาหารของเรามีเยอะมาก มีทั้งหมดหกอย่าง แต่ละ วันไม่เหมือนกัน เมื่อวานกินมะเขือเทศผัดไข่ หมูสามชั้นนึ่งซีอิ๊วขาว ผักกาดขาวผัดวุ้นเส้น คะน้าผัดน ้ามันหอย เต้าหู้พริกเสฉวน และ ขาไก่ตุ๋น ส่วนซุปเป็นซุปสาหร่ายกับไข่…”
หลิวคังพูดชื่ออาหารได้อย่างคล่องแคล่ว ราวกับอยากจะย้ายโรง อาหารของกรมเกษตรกรรมมาให้พวกเขาเห็นด้วยตัวเอง เพื่ออวดว่า ชีวิตของเขานั้นดีแค่ไหน
บางคนน ้าลายไหลยืด จ้องมองหลิวคังเหมือนหมาป่าที่หิวโหย ส่งเสียงกลืนน ้าลายเสียงดัง แค่ฟังคำอธิบายของเขาก็ทำให้คนกลุ่มนี้
รู้สึกอยากอาหารขึ้นมาแล้ว
“มีซุปด้วยเหรอ แล้วมีข้าวสวยเลี้ยงด้วยไหม เหมือนโรงอาหาร สมัยเรียนมัธยมปลายเลย ฉันไม่ได้กินข้าวสวยนานมาก จนเกือบลืม รสชาติไปแล้ว”
“โอ้โห ชีวิตนายสุขสบายราวกับอยู่ในโลกเวทมนตร์ นี่พวกเรา อยู่โลกเดียวกันจริง ๆ เหรอ?”
“หลิวคัง ตอนนี้นายมีแฟนหรือยัง นายยังชอบฉันอยู่หรือเปล่า?” หลี่ฉีพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางสายตาอิจฉารอบตัว หลิวคังแทบหลงตัวเองจนกู่ไม่ กลับ เขาเคยชอบหลี่ฉีก็จริง แต่อีกฝ่ายไม่เคยมองมาที่เขาเลย เมื่อ เห็นว่าเธอเริ่มสนใจ เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเย่อหยิ่ง
แต่ตอนนี้หลิวคังไม่ได้ชอบหลี่ฉีแล้ว เธอมีผิวหยาบกร้าน ดำ แดด รูปร่างก็เปลี่ยนไป ไม่คู่ควรกับเขาสักนิด
หนิวซินพูดอย่างหมั่นไส้ว่า “เรื่องจริงเหรอ ฉันไม่เชื่อหรอก นาย พูดโม้แน่ ๆ”
เธอแค่อยากพูดเล่น ๆ และสงสัยว่าคนจืดชืดแบบนี้จะมีอะไรดีไป กว่าตัวเองได้ คิดไม่ถึงว่าจะมีงานทำจริง ๆ แถมยังอยู่ในกรม เกษตรกรรมอีกด้วย
หลิวคังเคยเป็นแค่ลูกน้องของเธอ ทำไมถึงได้ไปทำงานที่กรม เกษตรกรรมล่ะ?
ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ออกมาอย่างใจเย็น “นี่คือรูปโรงอาหาร ของเรา และนี่คืออาหารที่ฉันตัก”
เขามักจะถ่ายรูปโรงอาหารและอาหารที่ตัวเองตักอยู่เสมอ ถ้าไม่ เอาออกมาอวดตอนนี้ แล้วจะมีโอกาสเอาออกมาตอนไหน?
“โอ้โห! ของจริงว่ะ แล้วยังมีของหวานหลังอาหารด้วย!”
“ดูน่าอร่อยสุด ๆ ไปเลย”
เสียงอุทานดังระงมอีกครั้ง ครั้งนี้หลิวคังยิ่งเชิดหน้าขึ้นสูง
หนิวซินกัดฟันแน่น ความอิจฉาริษยาพลุ่งพล่านในใจ
“เป็นแค่คนยกกระเป๋ามีอะไรน่าอวดนักหนา ได้ยินมาว่าสวี่ฮั่น ทำงานให้กับรัฐบาลและคอยจัดการประชุมกับผู้นำจากชุมชนต่าง ๆ พ่อของเขาเป็นถึงผู้นำเมืองอำนาจใหญ่โต”
หลิวคังยังคงยิ้ม “ก็ไม่มีอะไรน่าอวดหรอก แล้วเธอล่ะหนิวซิน ไม่ เจอกันนานเลย ตอนนี้ไปทำงานที่ไหนล่ะ?”
หนิวซินถูมือไปมา รู้สึกอึดอัดใจมากยิ่งขึ้นเมื่อสายตาของทุกคน หันมามอง
“พ่อแม่ฉันเคยทำธุรกิจมาก่อน ฐานะดี กินอิ่มนอนหลับ ไม่ต้อง กังวลเรื่องเงิน อยู่บ้านเฉย ๆ ก็มีกินไปทั้งชาติ!” หนิวซินพูดเสียงแข็ง
ทันใดนั้นก็มีคนตะโกนขึ้นทำลายบรรยากาศอึดอัดตรงหน้า
“นั่นมันเซียวหมิงเยวี่ยไม่ใช่เหรอ เมื่อกี้เธอเพิ่งลงจากรถมาใช่ ไหม?”
เซียวหมิงเยวี่ยเดินเข้ามาทักทาย “ไม่เจอกันนานเลยนะเพื่อน ร่วมชั้นทุกคน”
เมื่อเธอพบเก้าอี้ว่าง ก็ทรุดตัวนั่งลงบนนั้น
ทุกคนต่างมองเซียวหมิงเยวี่ยด้วยสายตาที่แตกต่างกันไป บาง คนรู้สึกทึ่ง บางคนรู้สึกสงสัย และบางคนรู้สึกอิจฉา…
เซียวหมิงเยวี่ยสวมรองเท้าผ้าใบสีขาว สวมชุดสูทสีเหลืองครีม เสื้อและกางเกงเป็นชุดเดียวกัน บนเสื้อผ้ายังมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของ น ้ายาปรับผ้านุ่ม ซึ่งทำให้รู้สึกสดชื่นมาก
ขณะที่หลายคนมีกลิ่นเปรี้ยวเหม็นอับเล็ดลอดออกมาจาก ร่างกาย เพราะเสื้อผ้าตากไม่แห้ง ทำให้มีกลิ่นเหม็น
ผู้หญิงบางคนรู้สึกอึดอัด เซียวหมิงเยวี่ยมีผิวขาวสะอาดสะอ้าน ผมเงางาม สภาพทั้งตัวของเธอบ่งบอกได้ถึงสี่คำนี้
ชีวิตดี๊ดี
ต่างจากบางคนที่กลายเป็นผู้หญิงหน้าเหลืองจากภัยพิบัติทาง ธรรมชาติ
หลี่ฉีเดินเข้ามาด้วยท่าทางอิจฉาและพูดขึ้นว่า
“เซียวหมิงเยวี่ย ตอนนี้เธอสวยขึ้นมากเลยนะ บรรยากาศรอบตัว ดูเปลี่ยนไปหมดเลย เมื่อกี้ฉันเห็นเธอเหมือนจะขับรถมาด้วยใช่ ไหม?”
เซียวหมิงเยวี่ยพยักหน้า “ใช่ บ้านฉันอยู่ห่างจากที่นี่น่ะ”
ชายหนุ่มหลายคนมองเซียวหมิงเยวี่ยด้วยดวงตาที่เป็นประกาย ในตอนนี้คนที่ยังสามารถขับรถได้ แสดงว่าบ้านของเธอคงไม่ขาด แคลนอาหาร ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังสวยถึงขนาดนี้…
หลิวคังจ้องมองเซียวหมิงเยวี่ยไม่วางตา เขาเลียริมฝีปาก ผู้หญิง ระดับนี้สิถึงจะคู่ควรกับเขา
หลี่ฉีมองไปที่ประตูแล้วพูดว่า “ทุกคนดูสิ นั่นมันครอบครัวของ เจียงฉุนไม่ใช่เหรอ นี่พวกเขามาร่วมงานด้วยเหรอ ไม่น่าเชื่อจริง ๆ”
เซียวหมิงเยวี่ยมองตามสายตาของทุกคน ก่อนเห็นจางต้าฉือ เดินนำหน้าเข้ามา ตามมาด้วยเจียงฉุนที่กำลังอุ้มเด็กน้อย โดยในมือ ถือกระเป๋าที่ใส่สิ่งของมากมายสำหรับเด็ก